กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 5 กันยายน 2553 02:00

หาทางให้เงินสร้างความมั่งคั่ง

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

“มั่งคั่ง” เราคงได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ ในช่วงระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา

ด้วยวิวัฒนาการของโลกการเงินและกระแสโลกาภิวัตน์    ทำให้มีเครื่องมือทางการเงินมากมายหลากหลายชนิด มาสร้างความมั่งคั่งให้กับมนุษย์เราขึ้นอยู่ว่าใครจะรู้จักมันดีแค่ไหน เข้าใจมันมากน้อยอย่างไร และรู้จักใช้มันสร้างความมั่งคั่งให้ได้อย่างไร

ในจำนวนเงินที่เท่ากัน บางคนก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ดี   บางคนก็ไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้   หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการจะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้จะต้องมีเงินเป็นจำนวนมาก  จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย  เราสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้ทุกจำนวนเงิน  เงินน้อยก็ค่อยสร้างความมั่งคั่งทีละเล็กทีละน้อย  เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต เงินจำนวนมากก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะกับตัวเอง และทุกๆ เครื่องมือทางการเงินที่เราเลือกใช้ เราควรต้องรู้จักและเข้าใจมันพอสมควรที่เดียว ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกใช้  อย่าตัดสินใจเลือกใช้ตามกระแส  หรือ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ  ก่อนจะอนุญาตให้เงินไปสร้างความมั่งคั่ง ก็ควรต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินใช้ให้ดีเพียงพอ    และเพื่อวิเคราะห์เบื้องต้นก่อน เพื่อความไม่ประมาท 

Oเราต้องรู้ว่าเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้ถูกจัดสรรเพื่อรองรับความจำเป็นต่างๆ ในการดำรงชีวิตอยู่เรียบร้อยแล้วหรือยัง  หลังจากนั้นดูว่ามีเงินเหลืออยู่เท่าไร ที่เราเก็บอยู่ในเครื่องมือทางการเงินต่างๆ  เช่น บัญชีเงินฝาก  ทำประกันชีวิต  กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ฯลฯ   

Oเป้าหมายข้างหน้าระยะสั้น  ระยะกลาง  ระยะยาวของเราเป็นอย่างไร  อยากได้เงินเท่าไร เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เรากำหนดไว้  เช่น   อีก 6 เดือน ข้างหน้าจะซื้อบ้านต้องใช้เงินดาวน์  100,000 บาท  หรือ หลังเกษียณอยากมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท คิดว่าหลังเกษียณแล้วจะอยู่อีก 20 ปี เพราะฉะนั้นต้องเก็บเงินให้ได้  7.2 ล้านบาท อยากได้ภายในระยะเวลากี่ปี ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจน

Oหลังจากนั้นก็มาดูพอร์ตของตัวเองว่าปัจจุบัน เงินอยู่ในเครื่องมืออะไรบ้าง เช่น  ในรูปเงินฝากเท่าไร  ประกันชีวิตเท่าไร  กองทุนรวม  หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นสามัญ หรือ ทองคำเท่าไร ฯลฯ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละชนิดของเครื่องมือทางการเงินที่เราเลือกใช้อยู่ และถ้าทำอย่างนี้ต่อไป จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ได้หรือไม่  หากไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินหรือระยะเวลาก็ดี เราควรต้องปรับพอร์ตไหมหรือพิจารณาลดรายจ่ายในการดำรงชีพในข้อแรกลงด้วย ควรใช้เครื่องมือทางการเงินอะไรมาช่วย และเรายอมรับความเสี่ยงในการใช้เครื่องมือนั้นได้มากน้อยอย่างไร  หากมีการสูญเสียเงินที่ลงทุนไปเรายังสามารถดำรงชีพอยู่ได้หรือไม่  

อย่างไรก็ตาม “ผลตอบแทนสูง  ความเสี่ยงก็ย่อมสูง” ด้วย เป็นเรื่องธรรมดา  แต่เราจะเลือกใช้เครื่องมืออย่างไรให้เหมาะกับตัวเรา เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง  เพราะในโลกยุคปัจจุบันนี้ เราจะพึงเครื่องมือทางการเงินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว น่าจะไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่งคั่งให้เราได้ และอาจเป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินทำงาน

 

Tags : ความมั่งคั่ง

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน "อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ" และ "Fast Food จากต่างประเทศ"
    Fast Food จากต่างประเทศ บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement