กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ
  • สมัครสมาชิก
ad a1

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 29 สิงหาคม 2553 06:54

ช่องทางและวิธีในการร้องเรียน สำหรับการให้บริการในตลาดทุน (1)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

Q......กรณีดิฉันมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ของบริษัทจัดการ ดิฉันจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างคะ

A......ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าในทุกๆ สังคมต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดีอยู่ปะปนกันไป  เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้คนดีได้เป็นผู้ดูแลและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้สร้างความเดือนร้อนและเสียหายให้กับคนอื่น  ดังเช่นพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2512

 คราวนี้เรามาคุยกันว่าแล้วหากผู้ลงทุนเจอกับผู้ให้บริการที่ไม่ดีแล้วทำอย่างไร  ซึ่งช่องทางและวิธีดำเนินการต่างๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้  จะพูดในลักษณะโดยรวมของธุรกิจหลักทรัพย์ทั้งหมดที่นับรวมถึงธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการลงทุน  อันเป็นธุรกิจภายใต้การกำกับดูและของหน่วยงานที่เราเรียกกันว่า “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” หรือมักจะรู้จักกันในนาม “ก.ล.ต.” หรือ “สำนักงาน ก.ล.ต.” นั่นเอง

 กรณีเจอะเจอปัญหาจากการให้บริการจากผู้ให้บริการในตลาดทุนไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดในการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่การตลาดในการซื้อขายหน่วยลงทุน ตัวแทนขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ผู้ดูแลผลประโยชน์ บริษัทจัดการ ผู้รับฝากทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่การตลาดในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ และบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์   ผู้ลงทุนสามารถดำเนินการร้องผ่านช่องทางได้หลายทาง
  คือ เริ่มแรกหากเป็นกรณีได้รับบริการที่ไม่ดีจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทผู้ให้บริการในตลาดทุน  ผู้ลงทุนควรจะร้องเรียนไปที่หน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (compliance unit) ของบริษัทผู้ให้บริการนั้นหรือบริษัทผู้ให้บริการต้นสังกัดก่อน   เช่นในกรณีของการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมผ่านตัวแทนขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแล้วได้รับบริการที่ไม่ดีจากตัวแทนนั้น  ผู้ลงทุนอาจจะร้องเรียนไปที่ compliance unit ของตัวแทนขายและรับซื้อคืนนั้นหรืออาจจะร้องเรียนไปที่ compliance unit ของบริษัทจัดการที่บริหารจัดการกองทุนรวมนั้นก็ได้ เป็นต้น

 แต่หากผู้ให้บริการเพิกเฉยหรือไม่สามารถแก้ปัญหาจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ลงทุน  หรือเป็นกรณีที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลักทรัพย์ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลของ สำนักงาน ก.ล.ต.   ผู้ลงทุนสามารถร้องเรียนไปยัง “ศูนย์สนับสนุนผู้ลงทุน สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC Help Center)” ซึ่งตั้งอยู่ที่ 93/1 อาคารจีพีเอฟ วิทยุ  ถนนวิทยุ  แขวงลุมพินี  เขตปทุมวัน  กรุงเทพมหานคร 10330  โทร. 0-2263-6000  โทรสาร 0-2256-7755  E-mail: complain@sec.or.th  Web site: www.sec.or.th
 เดี๋ยวฉบับหน้าไปดูกันว่า ขอบเขตของเรื่องที่สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถดำเนินการพิจารณาได้จะต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง และมีบางกรณีที่สำนักงาน ก.ล.ต. จะไม่ดำเนินการหรือให้บริการ มีเรื่องอะไรบ้างต้องติดตาม และในการดำเนินการในการร้องเรียนให้ได้ผลนั้นควรจะดำเนินการอย่างไร ผมมีข้อแนะนำมาฝากกัน

 

 

Tags : ก.ล.ต. ตลาดทุน

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Cancer Foods

    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศอันตราย บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง
    Fast Food จากต่างประเทศ มีไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นจำนวนมาก
    ไขมันทรานส์ จะเพิ่มระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว และ ลดระดับของโคเลสเตอรอลชนิดดีให้ลดลง
    ไขมันทรานส์ เป็น ไขมันที่ทำให้ ผนังเส้นเลือดจะสะบักสะบอม เต็มไปด้วยคราบไขอุดตัน
    Big Mac แฮมเบอเกอร์ มีไขมันทรานส์ 1.5 กรัม
    เฟรนช์ฟราย (french fries) ขนาดใหญ่ 170 กรัม มีไขมันทรานส์ 8 กรัม
    ไขมันทรานส์ มีใน อาหารสำเร็จรูป จากต่างประเทศ และ Fast Food จากต่างประเทศ
    อาหาร Fast Food จากต่างประเทศ บริโภคแล้วเป็นมะเร็ง

    (1.) แฮมเบอร์เกอร์ จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง” เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี “แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง” มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG” เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย
    มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

    (2.) ฮอทด็อก

    เป็นอีก “เมนูอันตราย” เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่ “สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย “สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ “ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์” ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์” (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็ง และ “ทำลายประสาท” นอกจากนี้
    ไส้กรอก และ หมูแฮม ยังทำให้คนที่บริโภค เข้าไป เกิดโรคอ้วนด้วย

    (3.) เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลิไมด์” ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
    ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน” ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี “ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic) อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็ว มาก

    (4.) พิซซ่า
    “พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ “ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง” ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ” ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง” ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี” ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม…..5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่ โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสาร พิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภค ได้หรือไม่ มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต” และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

    นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า” ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ” หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์” สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

    (5.) ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก
    เป็นเมนู ที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG” ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี “สารอะลูมิเนียม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

    (6.) โดนัท
    โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

    (7.) ไอศกรีม
    มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat) ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

    (8.) น้ำอัดลม
    สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม” คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid) ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา” ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
    นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี “น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener) เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี” ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement