ภารกิจสุดท้ายนักการเงินมืออาชีพ 'บันเทิง ตันติวิท' วางรากฐาน 'ธนชาต-เอ็มบีเค' ก้าวข้ามยุคหัวเลี้ยวหัวต่อสู่ เส้นทางการเติบโตแบบ 'ยั่งยืน'
ในที่สุด 3 เสือก็โคจรมาร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อทำการใหญ่ สานฝันภารกิจครั้งสุดท้ายของ บันเทิง ตันติวิท พี่ใหญ่กลุ่มธนชาต ร่วมกับมือขวา ศุภเดช พูนพิพัฒน์ และมือซ้าย สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ที่คัมแบ็คหวนคืนรังเก่า และถูกวางตัวให้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
หลังกลุ่มธนชาตจูงมือ Bank of Nova Scotia จากแคนาดา เข้าเทคโอเวอร์ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) สำเร็จ แม้จะบรรลุวัตถุประสงค์ทางด้าน "ขนาด" แล้ว แต่แผนของบันเทิงยังไม่บรรลุเป้าหมาย การผนึกรวมยากจะทำให้สองวัฒนธรรมหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวโดยเร็ว ขณะที่การควบรวมสององค์กรตามหมายกำหนดการจะเสร็จในปลายปี 2554 ระหว่างนี้ทุกอย่างจะกลับสู่ความเป็นจริง รวมทั้ง "ราคาหุ้น"
อาจกล่าวได้ว่า "จุดแข็ง" ของกลุ่มธนชาตคือการวางโครงสร้างองค์กรในลักษณะปกป้องตัวเอง ทุนธนชาต, เอ็มบีเค, ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี, ธนชาตประกันชีวิต, ธนชาตประกันภัย และบล.ธนชาต ถือหุ้นไขว้กันไปมาคล้ายกลุ่มสหพัฒน์ โดยมี บันเทิง ศุภเดช และสมเจตน์ เป็น "ศูนย์กลางอำนาจ" ขณะที่ "จุดอ่อน" ของกลุ่มธนชาตก็คือ "ผลลัพธ์ของจุดแข็ง" และนโยบายค้าขายกันเองภายในกลุ่มผ่าน "รายการเกี่ยวโยง" ที่หนาแน่น
ภายใต้วัฒนธรรมองค์กรที่ซับซ้อน กลุ่มธนชาตก็กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ธนาคารธนชาตอยู่ในขบวนการ "กลืน" ธนาคารนครหลวงไทย เพื่อก้าวขึ้นสู่ธนาคารพาณิชย์ที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ "อันดับ 5" ของประเทศ มี 670 สาขา และเอทีเอ็ม 2,200 ตู้ ปัจจุบันธนาคารธนชาตได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นธนาคารนครหลวงไทย ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท ถือหุ้นแล้ว 99.24% เตรียมเพิกถอนหุ้น SCIB ออกจากตลาดหลักทรัพย์ภายในปลายปีนี้
ส่วนเอ็มบีเคกำลังเร่งกระจายพอร์ตการลงทุนรับมือการปรับขึ้นค่าเช่าที่ดินบริเวณสี่แยกปทุมวัน ต้องจ่ายค่าเช่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแบบ "ขั้นบันได" ภายใต้สัญญา 20 ปี (2556-2576) มูลค่า 22,860 ล้านบาท นี่เป็นภารกิจสำคัญก่อนที่บันเทิงจะวางมืออย่างเป็นทางการ
บันเทิง ตันติวิท ผู้นำหมายเลขหนึ่งกลุ่มธนชาต กล่าวถึงแผนงานระยะสั้นจากนี้จะค่อยๆ ลดต้นทุนเงินฝากลงให้มีระดับเท่ากับธนาคารขนาดใหญ่ ในส่วนของสินเชื่อไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากเพราะสองธนาคารมีสินค้าที่แตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ในอนาคตสัดส่วนสินเชื่อจะเป็นรายย่อย 50% สินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายใหญ่อีก 50% ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ดีที่สุด ธนาคารไหนๆ ก็อยากได้แบบนี้ ในอนาคตเมื่อรวมธุรกิจกันเสร็จซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสิ้นปี 2554 การจ่ายปันผลของ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) น่าจะทำได้มากกว่าเดิมเพราะตัวเลขกำไรจะมากขึ้น และจะไม่มีการเพิ่มทุนหรือลงทุนหนักๆ อีกแล้ว
ส่วนของอัตราการทำกำไร เชื่อว่าผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ของทุนธนชาตในอนาคตน่าจะทำได้มากกว่าปัจจุบัน 1 เท่าตัว จากการใช้ต้นทุนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดในทุกผลิตภัณฑ์จะเพิ่มขึ้นอีก 10% สำหรับผลประกอบการปี 2553 น่าจะทำได้สูงกว่า 3,100-3,200 ล้านบาท เพราะรับรู้รายได้จากธนาคารนครหลวงไทยเข้ามาเพิ่ม ส่วนกำไรจากการขายหุ้น SCIB ไม่ค่อยมีผลมากนักช่วยแค่ลดต้นทุนการซื้อกิจการลงมากกว่า
บันเทิง ย้ำว่า แม้ปัจจุบันจะนั่งเป็นประธานทั้งที่ บมจ.ทุนธนชาต และ บมจ.เอ็มบีเค ปีที่ผ่านมาสองบริษัทมีการทำธุรกรรมเกี่ยวเนื่อง (รายการเกี่ยวโยง) กันหลายกรณี แต่การตัดสินใจจะเป็นอย่างมืออาชีพ การซื้อขายสินทรัพย์ระหว่างกันก็จะประกาศหาผู้ซื้อแบบเปิดเผย แต่ไม่ปฏิเสธว่าสองบริษัทน่าจะเกื้อหนุนกันได้ในอนาคต ถ้าเอ็มบีเคหันมารุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยมากขึ้น ธนชาตที่ทำด้านการเงินและบริหารสินทรัพย์ก็อาจมีส่วนร่วมธุรกรรมบางอย่างได้
"ในส่วนของเอ็มบีเค ภารกิจสำคัญก่อนที่จะต้องใช้อัตราค่าเช่าใหม่กับทางจุฬาฯ ในปี 2556 เราต้อง "กระจายพอร์ตการลงทุน" เพิ่มสัดส่วนธุรกิจอื่นให้มากขึ้น รวมถึงลดสัดส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวลงเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กล้ามาเที่ยวไทย"
แผนของเอ็มบีเคจะหันมาจับ "ธุรกิจการเงิน" ในรูปแบบนอนแบงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคาร โดยเริ่มจากการเข้าซื้อกิจการ บริษัท ที ลีสซิ่ง มาจากธนาคารธนชาต เน้นปล่อยกู้สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่ไม่สนใจ ประกอบกับโนวาสโกเทียไม่อยากทำต่อเพราะต่อยอดลูกค้าไม่ได้ ปัจจุบันมีพอร์ตรวม 800 ล้านบาท
นอกจากนี้ก็จะรุกธุรกิจปล่อยกู้ให้กับชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อบ้านในประเทศไทย แต่ธนาคารส่วนใหญ่ไม่สามารถปล่อยกู้เงินสกุลอื่นให้ได้รวมถึงปล่อยกู้กลุ่มลูกค้าที่มีทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน แต่ไม่มีกระแสเงินสดมาแสดงกับธนาคาร ปกติจะมีอัตราดอกเบี้ย 12-15% คาดว่าจะสร้างผลกำไรได้ดีเพราะเป็นตลาดที่ยังใหม่และธนาคารไม่คิดลงไปเล่น
ส่วนธุรกิจที่เอ็มบีเคจะรุกอย่างหนักในอนาคต คือ "ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" ประเภทที่อยู่อาศัยและออฟฟิศให้เช่า ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เอ็มบีเคไม่เคยทำมาก่อน ตอนนี้ได้ผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้เข้าซื้อสินทรัพย์ที่ดินและบริหารอาคารสำนักงานย่านถนนรัชดาภิเษกจากกลุ่มธนชาตแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างเป็นคอนโดมิเนียม 7 อาคาร สูง 7-8 ชั้น ทยอยขาย 4-5 เฟส เราคาดว่าทั้งสองโครงการจะมีผลตอบแทน IRR ที่ 14% บันเทิง ว่า
ส่วนห้างพาราไดซ์ปาร์ค (เสรีเซ็นเตอร์เดิม) ที่ซื้อมาปรับปรุงใหม่ตอนนี้ได้ขายพื้นที่ไปหมดแล้วและเปิดทำการเป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะสามารถคืนทุนทั้งหมดได้ภายใน 6-7 ปี...ในอนาคตสัดส่วนรายได้ของเอ็มบีเคธุรกิจการเงินน่าจะมีสัดส่วน 10% ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 10% ธุรกิจข้าว 30% ที่เหลืออีกประมาณ 50% มาจากห้างเอ็มบีเค และโรงแรม
ส่วนเรื่องเงินลงทุน เร็วๆ นี้ อาจจะต้องระดมทุนรอบใหม่เพราะหุ้นกู้วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ใกล้จะหมดอายุแล้ว ตอนนี้บริษัทมีเครดิตเรทติ้ง A- ออกหุ้นกู้ได้สบาย ไม่แน่ว่าอาจจะเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ก็ได้เพราะมีความต้องการในตลาด ส่วนผลกำไรจากการขายหุ้น SCIB เอ็มบีเคได้กำไรทั้งหมด 2,000 ล้านบาท แต่หักภาษีแล้วจะเหลือ 1,500 ล้านบาท โดยบันทึกกำไรไปแล้วในไตรมาสก่อนพันล้านบาท ที่เหลือจะบันทึกในไตรมาสนี้ ช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปจากปัญหาการเมืองได้
บันเทิง ให้คำมั่นกับผู้ถือหุ้น MBK ว่า แม้บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราค่าเช่าใหม่แต่จะมีการจ่ายปันผล "เพิ่มขึ้น" ทุกๆ ปี แน่นอน และน่าจะทำได้อีกนานพอสมควรทีเดียว ขณะที่ สองคีย์แมนคู่กายบันเทิง เอ่ยปากยอมรับว่าทั้งธนาคารธนชาต และเอ็มบีเคกำลังอยู่ในช่วง "ปรับโครงสร้างธุรกิจ" อาจต้องใช้เวลารอเก็บเกี่ยวอีกระยะหนึ่ง
ศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทุนธนชาต และธนาคารธนชาต ให้ข้อมูลว่า ขั้นตอนการเปลี่ยนป้ายธนาคารนครหลวงไทย และปรับปรุงสาขาให้เป็นธนาคารธนชาต น่าจะเสร็จได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2554 และการควบรวมหน่วยงานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นได้ภายในสิ้นปี 2554
ในแง่การดำเนินงาน ธนาคารยังคงเป้าที่จะรักษามาร์เก็ตแชร์สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ 20% ไว้เช่นเดิม ส่วนแผนการซื้อกิจการ บมจ.ราชธานีลีสซิ่ง (THANI) ที่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะตั้งราคาเทนเดอร์ออฟเฟอร์ต่ำเกินไป อย่างไรก็ตามธนาคารไม่มุ่งเน้นที่จะซื้อกิจการให้ได้เพราะสามารถปล่อยสินเชื่อด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว เป็นไปได้ว่าอาจจะขายหุ้นต่อให้กับบุคคลที่สาม
สำหรับสินเชื่อรวมในปี 2553 ถ้าเป็นของธนาคารธนชาตเองน่าจะเติบโตได้เยอะ แต่เมื่อต้องรวมกับของธนาคารนครหลวงไทยทำให้ฐานใหญ่ขึ้น รวมๆ แล้วน่าจะโตได้ 4-5% ใกล้เคียงจีดีพี โดยในส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อคอร์ปอเรทของนครหลวงไทยก็ยังเติบโตได้ดี ส่วน Net NPL ของธนชาตอยู่ที่ 1.6% นครหลวงไทยอยู่ที่ 4-5% รวมกันก็จะอยู่ที่ประมาณ 4% โดยจะให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ในเครือเข้ามาจัดการหนี้เสียส่วนนี้
ด้าน สุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เอ็มบีเค ยอมรับว่า ผลประกอบการงวดปี 2552 (สิ้นสุด มิ.ย. 2553) ที่ไม่รวมกำไรจากการขายหุ้น SCIB น่าจะทำได้แค่ใกล้เคียงหรือลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหตุเพราะปัญหาการเมืองทำให้รายได้จากธุรกิจโรงแรมลดลงอย่างมาก รวมถึงการปิดห้างเอ็มบีเคและการรับรู้ผลเสียหายจากการถือหุ้นใน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ช่วงวิกฤติการเมืองจะมีผลกระทบต่อเอ็มบีเคประมาณ 220 ล้านบาท
สุเวทย์ บอกว่า เงินลงทุนโครงการในปีนี้ คงใช้ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยจะใช้ลงทุนคอมมูนิตี้มอลล์ชื่อเดอะไนน์ ย่านพระรามเก้า โครงการคอนโดมิเนียมบนถนนรัชดาภิเษก ซึ่งจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยโครงการแรกของบริษัท และโรงแรมเล็กๆ ที่ภูเก็ต ถ้าเป็นไปได้อาจจะซื้อทรัพย์สินที่อยู่ในธุรกิจหลัก เช่น ห้าง หรือโรงแรม แล้วแต่โอกาส
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการปีนี้ ผู้บริหารเอ็มบีเค ยอมรับว่าถึงตอนนี้ยังประเมินตัวเลขไม่ออก เพราะไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาอีกหรือไม่ วิกฤติรอบนี้สำหรับบริษัทถือว่า "หนักกว่า" ปิดสนามบินสุวรรณภูมิมาก อัตราการเข้าพักจากปกติอยู่ที่ 70-80% ตอนนี้เหลือแค่ 20% ดูแล้ว "เหนื่อย" อาจต้องรอให้รายได้จากโครงการใหม่เข้ามาในปี 2554 ถึงจะเห็นการเติบโตที่ชัดเจน
Tags : บันเทิง ตันติวิท • ธนชาต • เอ็มบีเค

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น