กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 01:00

มองอนาคต TOG ผ่านเลนส์ 'สว่าง ประจักษ์ธรรม'

สว่าง ประจักษ์ธรรม

สว่าง ประจักษ์ธรรม ประธานกรรมการ บมจ.ไทยออพติคอล กรุ๊ป

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

กำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2553 สะดุดอย่างแรงเหลือเพียง 6 ล้านบาท จากปีก่อน 39 ล้านบาท ผลจากการย้ายสายงานผลิตไปยังอาคารใหม่ ทำให้เกิดความล่าช้า

และความสูญเสียของการเริ่มระบบการผลิตใหม่ ขณะที่ความโดดเด่นของผลการดำเนินงานจะเกิดขึ้นใน "ครึ่งปีหลัง" ช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้   

สว่าง ประจักษ์ธรรม ประธานกรรมการ บมจ.ไทยออพติคอล กรุ๊ป เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทย้ายสายงานผลิตเลนส์พลาสติกไปยังอาคารใหม่ในเดือนเมษายน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดของเสีย เป้าหมายต้องการเพิ่มปริมาณการผลิตจาก 12 ล้านชิ้นเป็น 15 ล้านชิ้นต่อปี ขณะที่เครื่องจักรผลิตเลนส์กันแรงกระแทกสูงที่เกิดอุบัติเหตุก็สามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่ารายได้จะเติบโต 20% เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปี 2552 จึงเชื่อว่ายอดขายที่มากขึ้นในครึ่งปีหลังจะสามารถชดเชยยอดขายที่ลดลงในช่วงครึ่งปีแรกได้

โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ไว้ที่ 1,500 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 1,347 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิในปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 10-15% ตามการเติบโตของยอดขาย แต่ก็ยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยรวมทุกผลิตภัณฑ์จะอยู่ที่ 25% ใกล้เคียงกับปีก่อน

สำหรับรายได้ในไตรมาส 2 ปี 2553 คาดว่าจะใกล้เคียงช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ในระดับ 330 ล้านบาท แต่คาดว่ากำไรสุทธิจะดีขึ้น เพราะมียอดขายสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และในเดือนมิถุนายน คาดว่าจะทำยอดขายได้สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีออเดอร์สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มอยู่ในมือมากพอสมควร

สว่าง คุยว่า การเติบโตของไทยออพติคอล กรุ๊ป ในช่วง 5 ปีนี้ (2553-2557) บอกได้เลยว่า "ไม่ธรรมดา" ภายในปี 2557 บริษัทมีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้เป็น 2 เท่าของปี 2552 หรือเท่ากับ 2,700 ล้านบาท โดย 60% ของการเติบโตจะมาจากการลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อย TOC ในโครงการขยายกำลังการผลิตเลนส์สั่งฝนพิเศษและตัดประกอบแว่น และ 30% ของการเติบโตจะมาจากการร่วมทุนในต่างประเทศ และอีก 10% ของการเติบโตเป็นการเติบโตของธุรกิจในปัจจุบัน

ทั้งนี้ รายได้ในปี 2552 ที่ 1,347 ล้านบาท จะใช้เป็น "ปีฐาน" ในอีก 2 ปีข้างหน้า คือในปี 2555 รายได้จะเติบโตขึ้น 60% เป็นประมาณ 2,155 ล้านบาท และอีก 2 ปีถัดไป คือในปี 2557 รายได้จะเติบโต 100% จากปีฐานขึ้นมาอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท สว่าง มั่นใจว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้จะทำได้แน่นอน..."ไม่เชื่อรอดูได้เลย"

เป้าหมายรายได้ดังกล่าวมาได้อย่างไร สว่าง แจกแจงว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า บริษัทย่อยจะมีการลงทุน 320 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนขยายกำลังการผลิตเครื่องฝนเลนส์พิเศษ (Freeform technology) 195 ล้านบาท ลงทุนเครื่องตัดประกอบแว่นอัตโนมัติ 117 ล้านบาท และระบบคอมพิวเตอร์ 8 ล้านบาท เป็นการลงทุนเพื่อรองรับคำสั่งซื้อตามแผนธุรกิจขยายธุรกิจอีก 4 เท่าตัวของพันธมิตรคู่ค้าสัญชาติอังกฤษ Specsavers Asia Pacific Holdings ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทสัดส่วน 25.34%   
ในปี 2551-2552 Specsavers ขยายสาขาร้านแว่นตาในต่างประเทศครบ 1,400 สาขาแล้ว และปักธงไว้ว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า จะมีสาขาประมาณ 2,000 แห่ง ในปี 2554 Specsavers มีเป้าหมายสั่งซื้อเลนส์สั่งฝนพิเศษธรรมดา (Rx) จากบริษัท 1 ล้านแผ่น/ปี  เลนส์สั่งฝนพิเศษ (Freeform) 1 ล้านแผ่น/ปี และบริการตัดประกอบแว่น 1 ล้านกรอบแว่น/ปี  รายได้ส่วนเพิ่มเฉพาะจาก Specsavers ในปี 2553 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 101 ล้านบาท ปี 2554 เพิ่มเป็น 471 ล้านบาท และในปี 2555 จะเพิ่มเป็น 656 ล้านบาท

นอกจากนี้ ไทยออพติคอล กรุ๊ป ยังมีโครงการร่วมลงทุนกับพันธมิตรในต่างประเทศเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย โดยการตั้งห้องแล็บเลนส์ฝนพิเศษในประเทศต่างๆ ในปี 2553 จะตั้งห้องแล็บในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในปี 2554 จะตั้งห้องแล็บในประเทศเวียดนาม และฟิลิปปินส์ ในปี 2555 มีเป้าหมายตั้งห้องแล็บที่ประเทศไต้หวัน และตุรกี ซึ่งรายได้ต่อปีจากแต่ละห้องแล็บจะอยู่ที่ประมาณ 80-100 ล้านบาท (รับรู้รายได้ตามสัดส่วนการลงทุน) และคาดว่าภายใน 3 ปี จะถึงจุดคุ้มทุน

แผนธุรกิจข้อสุดท้าย สว่าง บอกว่า ไทยออพติคอล กรุ๊ป มีเป้าหมายทำการตลาดด้วยเลนส์แบรนด์ตัวเองคือ  "Excelite" ให้มีสัดส่วนรายได้ 30% ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 10% โดยอาศัยขายแบรนด์ของพันธมิตรเป็นหลัก เหตุผลที่สนใจจะขายสินค้าแบรนด์ตัวเองเพราะมีมาร์จินค่อนข้างสูง แต่ไม่ขอบอกว่าเท่าไร..เดี๋ยวคู่แข่งจะรู้หมด (หัวเราะ)

ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ผลิตเลนส์แว่นตาส่งออก 95% มีสัดส่วนรายได้สกุลเงินยูโรประมาณ 10% ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปกำลังแพร่กระจายขณะนี้บริษัทได้รับผลกระทบไม่มาก ซึ่งตลาดในประเทศกรีซ ฮังการี และสเปน เป็นเพียงตลาดรอง ขณะที่ตลาดหลักของบริษัทอยู่ที่อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี รวมทั้งบริษัทเน้นการซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งมีการซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้าในระยะ 6-12 เดือนไว้ด้วย
 
สว่าง คุยว่า ตัวเลขทางการเงินหลายๆ ตัวของบริษัทมีทิศทางที่สวยงามมากขึ้น ตอนนี้นักลงทุนอาจยังมองไม่ออก แต่รับรองเลยว่าจะไม่สร้างความผิดหวังให้อย่างน้อยจะพยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ใกล้เคียงหรือมากกว่า 25% 
"ถ้าปีหน้า เราสามารถแสดงผลประกอบการได้ตามที่รับปากไว้ เชื่อว่าไม่นานเกินรอราคาหุ้น TOG จะวิ่งไปตามพื้นฐานที่ควรจะเป็น...ถ้าจะให้ผมพูดข้อดีของ TOG จุดเด่นๆ ที่นักลงทุนชื่นชอบคงอยู่ตรงที่บริษัทจ่ายเงินปันผล 2 ครั้งต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 7-8% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูง เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดกลางรายอื่น" สว่างขายจุดเด่นของบริษัทถิติครั้งแล้วครั้งเล่า จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่าราคาที่ปรับตัวขึ้นมามาก "ดีจนน่ากลัว"

ยิ่งกิจการดี นักวิเคราะห์และนักลงทุนก็ยิ่ง "มองดีมากๆ" ขณะที่หุ้น CPALL ซื้อขายที่ค่าพี/อี เรโชค่อนข้างสูงมาตลอด จนปัจจุบันมูลค่าบริษัทขึ้นไปสูงกว่า 130,000 ล้านบาท ทำลายทุกสถิติทั้งยอดขาย กำไรสุทธิ และราคาหุ้น ทำให้ความมั่งคั่งของเครือซีพี เติบโตขึ้นมหาศาล 

ยิ่งบริษัทแข็งแกร่งคณะกรรมการบริษัทก็ยิ่งถูกแทนที่ด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ และทายาท ที่ฝ่ายบริหารต้องเกรงอกเกรงใจอย่างมาก ทั้งยังเป็น "สายตรง" ท่านเจ้าสัวชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะที่การขยับเขยื้อนงานด้านบริหารก็อาจไม่คล่องแคล่วเหมือนก่อน เห็นชัดจากการเอาเซเว่นอีเลฟเว่น ไป "ผูก" กับเครือซีพีในหลายๆ ประเด็น ทั้งนโยบายภายในและต่างประเทศ ภายใต้เกมกำจัดจุดอ่อนของซีพี ออลล์ ก็เริ่มต้น "นับหนึ่ง" จุดอ่อนใหม่ที่ซ่อนตัวภายใต้โครงสร้างที่แข็งแกร่ง

ประเด็นเรื่องรายการเกี่ยวโยง และการใช้เทคนิคทางการเงินชั้นสูง ถูกนำมาใช้ในการโยกย้ายทรัพยากรจาก "มาก" ไปสู่ "น้อย" จาก "บน" ไหลบ่าลง "ล่าง" จาก "แข็ง" ไปช่วย "อ่อน" ปรัชญาทางความคิดระดับ "แอ๊ดวานซ์" ของท่านเจ้าสัว...ความเฉลียวฉลาดของแม่ทัพ ก็อาจจะกลายเป็นความเสี่ยงของกองทัพได้

เกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ รองกรรมการผู้จัดการด้านการเงิน และลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ซีพี ออลล์ ชี้แจงกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ถึงกรณี CPALL และ บริษัท โลตัส ดิสทริบิวชั่น อินเวสต์เม้นท์ เปลี่ยนการลงทุนใน "หุ้นกู้แปลงสภาพ" ที่ออกโดย บริษัท เจียไต๋ เอ็นเตอร์ไพร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นการลงทุนใน "หุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพ" ที่ออกโดยเจียไต๋ และเข้าทำสัญญาให้สิทธิซื้อขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพที่ออกโดยเจียไต๋ กับ บริษัท ซีพี โฮลดิ้ง (BVI) อินเวสเม้นท์ 

รวมถึงพิจารณาอนุมัติให้ CPALL และ บริษัท โลตัส ดิสทริบิวชั่น อินเวสต์เม้นท์ ใช้สิทธิขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของเจียไต๋ทั้งหมดให้แก่บริษัท ซีพี โฮลดิ้ง (BVI) อินเวสเม้นท์ โดยทันที

ขณะที่มีประเด็นหนึ่งที่ถูกหลีกเลี่ยงการพูดถึง มูลค่าเงินลงทุนที่ CPALL และ บริษัท โลตัส ดิสทริบิวชั่น อินเวสต์เม้นท์ ได้รับกลับมามีมูลค่า "น้อยกว่า" มูลค่ายุติธรรมของหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพที่ขายไป "พอสมควร" แต่ "สูงกว่า" มูลค่าเงินลงทุนที่จ่ายไป 3,879 ล้านบาท แท้จริงแล้ว "แม่" (ซีพี) ต่างหากที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดไม่ใช่ CPALL อย่าหลงประเด็น

เกรียงชัย สรุปว่า การตัดสินใจของบอร์ดเพื่อต้องการ "ลดความเสี่ยง" ในการถือหุ้นกู้แปลงสภาพของเจียไต๋ ที่มีสิทธิเกิด Default จากหนี้สินต่อทุนที่สูง เชื่อว่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผู้ถือหุ้นได้ประโยชน์มากที่สุดในแง่สภาพคล่องที่จะได้มาเพื่อการลงทุนครั้งใหม่ ที่ผ่านมามีผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วยน้อยมากเพียง 2% เท่าที่ฟังเสียงผู้ถือหุ้นอยากจะให้ขายได้เลย ซึ่ง CPALL สามารถขายได้ภายใน 90 วันเมื่อได้รับอนุมัติ

"ถ้าผู้ถือหุ้นอนุมัติให้ผ่านทั้งสองมติ เงินสดจำนวน 4,100 ล้านบาท ที่ได้จากการขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพจะลงบันทึกบัญชีครั้งเดียวเลย แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะลงที่งบรายไตรมาส (ไตรมาสที่ 3) หรือเข้าไปที่กำไรสะสม ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น"

โฆษกซีพี ออลล์ ยังเล่าถึงแผนธุรกิจของ CPALL ในปีนี้ บริษัทจะขยายสาขาใหม่ 450 สาขาเหมือนทุกปี อยู่ในกรุงเทพฯ 40% และต่างจังหวัด 60% ใช้เงินลงทุน 1,500 ล้านบาท อีกส่วนเป็นการลงทุนซ่อมแซมสาขาและระบบไอที 2,500 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มกำไรสุทธิน่าจะโตในระดับปกติ จากปีที่แล้วเติบโต 51% เพราะได้ตัดขาดทุนห้างโลตัสจีนออกไปทำให้ดูว่าโตเยอะ แต่ถ้านับเฉพาะงบการเงินเดี่ยวกำไรสุทธิก็โต 20% เท่ากับทุกๆ ปี ปีนี้นักลงทุนน่าจะคาดเดาแนวโน้มผลประกอบการได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องนำเรื่องโลตัสจีนมาเปรียบเทียบแล้ว

"เราตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% มาจากการขยายสาขาใหม่ 10% และยอดขายร้านเดิมโต 5%"

ปีที่แล้วยอดขายร้านเดิม (Same Store Sale) เติบโตถึง 10% และไตรมาสแรกปีนี้โต 14% เพราะใช้สองกลยุทธ์หลักคือหาสินค้าใหม่มาใส่ได้ทันและตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะสินค้าพร้อมทาน เช่น ข้าวกล่อง แซนด์วิชอบร้อน ตามยุทธศาสตร์ "ร้านอิ่มสะดวก"

ถ้าลองไปดูสัดส่วนยอดขายระหว่างอาหารกับสินค้าทั่วไปอาจจะมองว่าตัวเลขหยุดอยู่ที่ 72.3% กับ 27.7% มาหลายปี แต่ความจริงแล้วครึ่งหนึ่งของยอดขายอาหารมาจากเครื่องดื่มซึ่งวัดอะไรไม่ได้ ถ้าดูเฉพาะอัตราการเติบโตของการขายอาหารพร้อมทานจะเติบโตทุกปี Key Driver ต่อไปที่ต้องทำ เกรียงชัย บอกว่า คือเพิ่มสัดส่วนการขายอาหารพร้อมทานให้มีสัดส่วนใกล้เคียงต่างประเทศที่ 40%

"ตอนนี้เรามีสาขาที่ขายข้าวกล่องแช่เย็นถึง 1,000 สาขาแล้ว แต่ก็เพียงแค่ 20% เท่านั้น แผนของเราในอีก 2-3 ปี จะยังเน้นทางด้านนี้อยู่โดยการเพิ่มเมนูอาหารใหม่ๆ มากขึ้น"

โฆษกซีพี ออลล์ อธิบายต่อว่า บริษัทยังมีจุดเด่นที่แม้จะมีการลงทุนขยายสาขามากขึ้นแต่รายจ่ายหรือต้นทุนไม่ได้โตตามไปด้วยเพราะมีการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่ดี ตอนนี้บริษัทเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์ 7-11 รายเดียวในโลกที่ทำระบบกระจายสินค้าเอง ปัจจุบันมีศูนย์กระจายสินค้า 3 แห่งที่ บางบัวทอง สุวรรณภูมิ และต้นปีเพิ่งเปิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตอนนี้กำลังก่อสร้างแห่งที่สี่ที่จังหวัดขอนแก่นจะเสร็จปลายปีนี้ ต่อไปก็จะขยายที่ภาคเหนือในปีหน้า
“ถ้าเราเปิดศูนย์กระจายสินค้าครบ 5 แห่งจะสามารถรองรับจำนวนสาขาได้ทั้งหมด 7,000 สาขา ใน 5 ปีข้างหน้าจากปัจจุบันมีอยู่ 5,400 สาขา”

นอกจากนี้ยังมีแผนขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์มากขึ้นจาก 3-4 ปีก่อนมีสัดส่วนเพียง 30% ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 48% เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายพนักงาน ปัจจุบัน "คน" เป็นสัดส่วนต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด 29% สุดท้ายจะช่วยให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายลงจาก 3-4 ปีก่อนที่ 25% ลงเหลือ 23-24% ของยอดขายได้ และน่าจะควบคุมให้ตัวเลขค่อยๆ ลดลงได้

เกรียงชัย ปิดท้ายว่านักลงทุนส่วนใหญ่อาจจะมองว่า CPALL เป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) ที่เลือกลงทุนได้แม้เศรษฐกิจจะดีหรือแย่ รวมถึงเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดเยอะ (Cash Cow หรือ วัวนม) เพราะจ่ายปันผลระดับ 70% ของกำไรสุทธิมาตลอด ปัจจุบันมีเงินสดในมือ 12,411 ล้านบาท แต่จริงแล้วบริษัทยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกไม่สนว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรก็ตาม

"เรายังเป็นหุ้น Growth Stock ที่กำไรสุทธิโต 20% ทุกปี ขณะเดียวกันเราก็มีการจ่ายปันผลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย" เกรียงชัยว่า

ขณะที่ สมาชิกหุ้น CPALL ที่ถือหุ้นต้นทุนต่ำกำลัง "ยิ้ม" กับผลประกอบการที่โตขึ้นทุกปี และราคาหุ้นที่ซื้ออนาคตล่วงหน้าด้วยค่าพี/อี ที่ "สูง" สำหรับนักลงทุนที่อยากเข้าเป็นสมาชิกใหม่ วันนี้อาจต้องคิดหลายตลบ
 
จะเลี้ยง "วัว" กิน "นม" ก็ได้นมน้อย 2-3% จะซื้อมาฆ่า "กินเนื้อ" ก็ต้องซื้อราคา "พรีเมียม" ไปต่อยอดกำไรให้คนอื่น...ใครจะเหนือชั้นเท่า "ชายวัยทอง" วัย 71 เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ เลี้ยง "หุ้น" ไว้ "กินรวบ"

 

Tags : สว่าง ประจักษ์ธรรม ไทยออพติคอล กรุ๊ป

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement