กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 14 มิถุนายน 2553 01:00

9เหตุผล..ฝรั่งทิ้งหุ้นกว่า5หมื่นล้าน ทำไม!SET Index ถึงไม่ลง

ตลาดหุ้นไทย

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

9 เหตุผล..ฝรั่งทิ้งหุ้นกว่า 5 หมื่นล้าน ทำไม! SET Index ถึง 'ไม่ลง' มาก

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ผ่านไปแล้วประมาณ 1 ปีเศษ แต่ใครเลยจะคิดว่า  เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่ 1 ปี  จะทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กลับมาทำกำไรกันอย่างอู้ฟู่  หลายบริษัทสามารถสร้างสถิติทำกำไรสูงสุดในรอบหลายปี  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

หากเราคิดอย่างคนทั่วไป  บริษัทเหล่านี้น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว  ค่อยๆ มีกำไรขึ้นมา  แล้วค่อยกลับมาทำกำไรอยู่ในระดับเดิมเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติ  แต่ภาพที่ปรากฏ  กลับกลายเป็นว่าแต่ละบริษัทสามารถทำกำไรกันอย่างถล่มทลายพลิกความคาดหมาย  เราลองวิเคราะห์กันดูว่า  อะไรเป็นเหตุผลให้บริษัทเหล่านั้นกลับมามีกำไรกันยกแผงทั้งกระดานหุ้น

1. คำสั่งซื้อล้นทะลัก

วันที่บริษัทเลแมน บราเดอร์สประกาศล้มละลาย  เป็นเสมือนวันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณว่าฟองสบู่ของประเทศตนแตกแล้ว  บริษัทต่างๆ ทั่วโลกได้ถือวันนั้นเป็นสัญญาณรีบรัดเข็มขัด  ด้วยการหยุดซื้อวัตถุดิบชั่วคราว  บริษัทที่เคยสต็อกวัตถุดิบเพื่อการผลิตไว้ 6 เดือน  อาจจะหยุดซื้อวัตถุดิบไปเลยทันที  รอให้วัตถุดิบเหลือเพียง 3 เดือนแล้วค่อยสั่งซื้อเพิ่ม

เพราะเขารู้ว่า  ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ  ราคาวัตถุดิบมักจะถูกลงเสมอ  หลายบริษัทจึงพยายามลดการสำรองวัตถุดิบให้น้อยที่สุด  เพราะแน่ใจว่ายอดจำหน่ายของบริษัทต้องลดลงไปตามภาวะตลาดด้วย

ทุกบริษัทจะรอถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้น  เมื่อตลาดฟื้น  บริษัทเหล่านี้จะกลับมาสำรองวัตถุดิบในระดับ 6 เดือนเช่นเดิม  การที่จู่ๆ จะสั่งเพิ่มวัตถุดิบจากที่มีอยู่ 3 เดือนเป็น 5-6 เดือน  ทำให้คำสั่งซื้อล้นทะลัก  ไม่ว่าบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบหรือสินค้าทั่วไปจะปรับราคาขึ้นได้หรือไม่  แต่เมื่อสามารถใช้กำลังผลิตได้เต็ม 100%  ผลกำไรจากการผลิตจำนวนมาก (economy of scale) ทำให้กำไรไหลมาเทมา

2. คู่แข่งเหลือน้อยลง

เวลาเศรษฐกิจดี  คู่แข่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา  แต่พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  บริษัทเล็กๆ มักล้มหายตายจากไปก่อน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นอีกครั้ง  ไม่เพียงแต่ยอดสั่งซื้อของลูกค้าเดิมของบริษัทจะกลับคืนมา  ลูกค้าของบริษัทคู่แข่งที่ล้มไป  ก็มารุมสั่งซื้อสินค้าของบริษัทด้วย 

ตามปกติอัตราการใช้กำลังผลิตของโรงงานอาจจะเคยอยู่ที่ 80%  เมื่อเกิดวิกฤติอาจลดลงมาที่ 50%  ครั้นเศรษฐกิจฟื้นจะพุ่งมาเป็น 100% แล้วอย่างนี้กำไรจะหายไปไหน

3. มาตรการลดต้นทุน แสดงผล

เวลาเศรษฐกิจไม่ดี  บริษัทห้างร้านต่างๆ ล้วนมีความตื่นตัวที่จะลดต้นทุนการดำเนินงาน  เช่นการลดบุคลากรที่ไม่จำเป็น  การประหยัดน้ำ-ไฟ  หรือการลดความสูญเสียวัตถุดิบในขบวนการผลิต  ในขณะที่พนักงานก็มีความกระตือรือร้นที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อความอยู่รอดของบริษัทและตนเอง

ความร่วมมือร่วมใจนี้  ช่วยให้บริษัทลดต้นทุนได้มาก  ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว  ผลของมาตรการนี้ยังดำรงอยู่  ต้นทุนลดต่ำลงในขณะที่ราคาขายของสินค้ากลับมาดีดังเดิม  ส่วนต่างที่สูงขึ้น  จะแปรรูปมาเป็นกำไรที่งดงามนั่นเอง

4. ราคาขายปรับขึ้นแล้ว แต่ราคาวัตถุดิบยังต่ำอยู่

เวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ  ทุกบริษัทพยายามจะขายสินค้าออกไปให้ได้มากที่สุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง  ในขณะที่กำลังซื้อมีน้อย  จึงต้องใช้วิธีลดราคาสินค้า  บางครั้งต้องยอมขายขาดทุน  เพราะมีต้นทุนวัตถุดิบราคาสูงที่ซื้อไว้ก่อนหน้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังดีอยู่

ในทางกลับกัน  เมื่อตลาดฟื้นตัว  ผู้บริโภคต่างออกมาจับจ่ายซื้อของ  ราคาสินค้าค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น  ในขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับต่ำลง  เพราะวัตถุดิบที่ซื้อไว้ระยะหลัง ตอนที่เศรษฐกิจซบเซามีราคาถูก  (เหมือนกินบุญเก่า  จากนโยบายการลงบัญชีแบบ FIFO / first in-first out) จนกระทั่งเมื่อวัตถุดิบราคาถูกหมดไป  ราคาวัตถุดิบที่แพงขึ้นทยอยเข้ามาทดแทน  อาจจะทำให้กำไรลดลง  จนกลับสู่สมดุลของกำไรปกติ

นี่จึงเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของบริษัทที่มีการตุนวัตถุดิบไว้หลายๆ เดือน  เมื่อถึงคราวเศรษฐกิจตกต่ำจะแสดงผลขาดทุนจนน่าตกใจ  แต่พอตลาดฟื้น ก็จะแสดงผลกำไรอย่างน่าอัศจรรย์  เข้าลักษณะบุญทำกรรมเก่านั่นเอง

5. ต้นทุนทางการเงินยังไม่ปรับขึ้น

หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสักระยะหนึ่ง  ดอกเบี้ยในตลาดการเงินมักจะลดต่ำลง  ตามอุปสงค์การใช้เงินที่ลดน้อยลง  ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร  หรืออัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่บริษัทเสนอขายให้ประชาชน 
แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว  บางครั้งคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยอาจยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นจริง  จึงชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน  ในระหว่างนี้บริษัทจึงได้รับอานิสงส์จากต้นทุนทางการเงินที่ยังต่ำ  ทั้งที่ปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว  ยิ่งถ้าบริษัทไหนได้ออกหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวเอาไว้มาก  เท่ากับได้เงินทุนต้นทุนต่ำไว้ใช้หลายปีทีเดียว

6. อานิสงส์จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ  รัฐมักออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการระดับต่างๆ  บางครั้งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้ว  แต่มาตรการของรัฐยังไม่หมดอายุ  เช่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ  การลดหย่อนภาษี หรือการลดเงินสมทบประกันสังคม  ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังคงมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำ  ขณะที่รายได้กลับเข้าสู่ระดับปกติแล้ว  ทำให้กำไรสุทธิที่ได้ ขยับสูงขึ้น

7. ได้เวลานำผลวิจัยมาใช้

บริษัทส่วนใหญ่มีแผนกวิจัยและพัฒนา   บางครั้งได้มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาแล้ว  แต่ตลาดไม่เอื้ออำนวยต่อการวางสินค้า เพราะเศรษฐกิจซบเซา   จึงต้องรอเศรษฐกิจฟื้น

ครั้นเมื่อเศรษฐกิจฟื้น  บริษัทเหล่านี้ก็จะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กันอย่างเอิกเกริก  สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ  เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่มักมีกำไร (มาร์จิน) มากกว่าปกติ  เพราะยังไม่มีคู่แข่ง  จึงสามารถตั้งราคาได้ตามใจชอบ

8. เศรษฐกิจฟื้น  ลูกหนี้กลับมาใช้หนี้

ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี  มักมีปัญหาสภาพคล่อง  ลูกหนี้ของบริษัทโดยเฉพาะรายย่อยอาจจะหมุนเงินไม่ทัน  ทำให้ขาดการชำระหนี้  หรืออาจจะขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป  บางรายยืดเวลาออกไปนานมาก  จนบริษัทต้องลงบัญชี ตั้งสำรองเป็นหนี้สูญ  เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไร  เขาจะมีเงินมาจ่ายหนี้

วันดีคืนดี  เมื่อเศรษฐกิจฟื้น  ลูกหนี้ที่ไม่ได้มีเจตนาคดโกง  ก็จะกลับมาใช้หนี้  หรือขอประนอมหนี้  ทำให้บริษัทได้รับเงินสินเชื่อที่ปล่อยให้ลูกค้ากลับคืนมา  เงินที่คิดว่าสูญไปแล้ว  กลับกลายมาเป็นรายได้  ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งทะยานได้

9. มีประสบการณ์ รับมือวิกฤติ


ข้อสุดท้าย  แต่ว่าสำคัญที่สุด  คือ  บริษัทใหญ่ๆ ของไทย ส่วนใหญ่เคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว  โดยเฉพาะวิกฤติต้มยำกุ้ง  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรง  ผู้บริหารบริษัทล้วนยังเข็ดหลาบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณเตือนว่า  กำลังจะเกิดวิกฤติครั้งใหม่ในสหรัฐ หรือแม้แต่ในยุโรป  บริษัทเหล่านี้จะหยุดความเสี่ยงทันที ด้วยการหยุดสต็อกสินค้า  ทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน หาตลาดใหม่ๆ มาทดแทน หรือแม้แต่ตัดวงเงินเครดิตของลูกค้าที่มีความเสี่ยงแบบฉับพลัน

ผลที่ปรากฏออกมา จึงเป็นว่า บริษัทใหญ่ๆ ของไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นเลย  และพร้อมที่จะผงาดขึ้นทันทีที่ตลาดโลกฟื้นตัว

จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา  แต่ละบริษัทคงไม่สามารถที่จะมีปัจจัยบวกเหล่านี้ครบทุกข้อ  บางบริษัทมีปัจจัยบวกมากถึง 5 ข้อ ขณะที่บางบริษัทอาจมีปัจจัยบวกเพียงข้อเดียว  แต่มันก็เพียงพอที่ทำให้กำไรของบริษัทพุ่งพรวดจนสะดุดตาได้

หวังว่ามันจะให้คำตอบแก่เราได้ว่า  ทำไม!  กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 1/2553 ที่ผ่านมา จึงเติบโตถึง 85% ผลักดันให้ GDP ไตรมาสแรกของไทยพุ่งทะยาน 12% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 15 ปี
 
ในเวลาเดียวกันก็เป็นคำตอบว่า  ฝรั่งเทขายหุ้นไปแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาทในพฤษภาคมเดือนเดียว  ทำไม!หุ้นไทยถึงลงไม่มาก  คนที่ยิ้มแก้มปริคงเป็นรัฐมนตรีคลัง กรณ์ จาติกวณิช  ไม่รู้ว่าอย่างนี้  จะเรียกว่ามี "ฝีมือ" หรือ "ส้มหล่น" ดี เอาเป็นว่า "เก่ง" ด้วย "เฮง" ด้วย ก็แล้วกัน

Tags : หุ้น บรรยง วิทยวีรศักดิ์

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

  • ความเห็นที่ 1

    Mr.Fact

    นักวิชาการก็คือนักวิชาการ มองแต่มุมมองวิชาการจริงๆ

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement