กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 1 มิถุนายน 2553 01:00

เซียนมอง'หุ้นไทย'ลดกระหน่ำ 'ทยอยซื้อ'รอบนี้ไม่มี 'เจ๊ง'

สาห์รัช ชัฏสุวรรณ  ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้

สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

มูลค่าการซื้อขายสะสมช่วง 1-26 พ.ค. 2553 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 56,202 ล้านบาทหรือประมาณ 1,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 'เฮดจ์ฟันด์' ขายเกลี้ยง!

วงษ์วธู ไพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงขายหุ้นของผู้ลงทุนต่างชาติ และเม็ดเงินกว่า 70-80% ที่เทขายออกมานั้น ถูกแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐและนำออกนอกประเทศไปแล้ว

“เงินต่างชาติที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยช่วงก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็มีการเทขายออกไปหมดแล้ว ซึ่งเงินส่วนนี้แม้จะไม่ถูกแลกเป็นเงินดอลลาร์ออกนอกประเทศไปทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่มีการแลกออกไป ส่วนที่เหลือก็จะแบ่งไปลงในตลาดตราสารหนี้ และอยู่ในเอ็นอาร์บีเอ (บัญชีเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติ) บางส่วน” วงษ์วธู กล่าว

จากปากคำผู้ดูแลการเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศระบุชัดว่า "เงินร้อน" (ของบรรดาเฮดจ์ฟันด์) ได้ขายหุ้นจน "เกลี้ยง" แล้ว อนาคตระยะกลางถึงยาว ยังมีโอกาสที่เม็ดเงิน (ร้อน) เหล่านี้จะกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะถ้าดูจากภาพรวมเศรษฐกิจแล้ว เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียยังมีทิศทางการเติบโตที่ดีกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรป..ในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ!! 

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (MPA NIDA) เป็นผู้หนึ่งที่เฝ้าติดตามตลาดหุ้น มองว่า ความวิตกกังวลของตลาดหุ้นทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ปัญหาหนี้สินของกรีซ ตลอดจนการถูกลดเครดิตของโปรตุเกสและสเปน ทำให้เกิดแรงเทขายหุ้นทั่วโลก แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น ที่เชื่อว่าวิกฤติการเงินในยุโรปจะไม่รุนแรงนัก เนื่องจากประเทศกรีซมีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กมาก นอกจากนี้ผู้ที่ให้เงินช่วยเหลือรายใหญ่ยังเป็น IMF และเยอรมนี ซึ่งมีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง ถ้าเกิดหนี้เสียขึ้นความรุนแรงจะไม่ลามไปทั่วยุโรปแน่นอน

"ผมมั่นใจว่าความรุนแรงไม่เท่ากับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจของยุโรปจะเท่ากับสหรัฐอเมริกา หรือ 1 ใน 4 ของโลก เมื่อ IMF อนุมัติเงินเข้าไปช่วยเหลือปัญหาก็จะค่อยๆ คลี่คลายลงเอง"

อาจารย์มนตรี มองว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในไม่ช้าเพราะเศรษฐกิจของพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาส่งสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว ขณะเดียวกันการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและอินเดียจะพยุงเศรษฐกิจโลกในปีนี้ให้ขยายตัวได้แน่นอน ส่วนตลาดหุ้นไทย ยอมรับว่าปัญหาการเมืองมีส่วนทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลออกไป และ จีดีพี ไตรมาสที่สองก็น่าจะลดลง รวมถึงไตรมาสที่สาม ยังเป็นโลว์ซีซันของการท่องเที่ยวแต่จะค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาสที่สี่ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาการเมืองได้

"มุมมองของผมคิดว่าจีดีพีในปีนี้น่าจะโตได้ 3.5-4.5% ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็น่าจะโตขึ้น ตลาดหุ้นก็น่าจะกลับมาได้แน่" รศ.ดร.มนตรี เชื่อมั่น

ฝากมุมมองของผู้จัดการกองทุน ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.อยุธยา มองว่า สาเหตุที่ฝรั่งทิ้งหุ้นไทยอย่างหนักมาสองสัปดาห์ติดต่อกัน มีทั้งปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจโลกผสมกัน ประเมินว่า จีดีพีไตรมาสที่สองและสามคงไม่สดใสแน่นอน ทำให้ฟันด์โฟลว์ตัดสินใจออกจากตลาดหุ้นไทยไปก่อน

คำถามว่า ฝรั่งจะหยุดขายหรือยัง! คำตอบคือไม่สามารถบอกได้ เพราะก่อนหน้านี้หุ้นไทยปรับตัวลงมาน้อยกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค แถมยังไม่ชัดเจนว่าระดับความรุนแรงทางการเมืองจะคลี่คลายจริง แม้ตอนนี้เงินลงทุนในหุ้นของต่างชาติที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีจะออกไปหมดแล้ว...เรียกว่าฝรั่งพร้อมขายทุกราคา

“การเทขายหุ้นของฝรั่งน่าจะเข้าข่ายเป็น Panic Sale จะรีบาวนด์ได้เมื่อไรประเมินยากมากเพราะตลาดอาจต้องใช้เวลาปรับฐานประมาณสองเดือน จะไปสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม”

ดูจากสัญญาณช่วงสั้นแล้วยังไม่มีแนวโน้มว่าฝรั่งจะกลับเข้ามาหุ้นไทย และได้ลดน้ำหนักการลงทุนไปซื้อตราสารที่ความเสี่ยงต่ำแทนแล้ว อย่างไรก็ตามในครึ่งปีหลังตลาดหุ้นน่าจะฟื้นตัวได้เมื่อปัญหาต่างๆ คลี่คลายลง

“ผมให้จุดต่ำสุดของหุ้นไทยไว้ที่ 650 จุด และสูงสุดไว้ที่ 850 จุด เป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นไทยที่จะมีช่วงห่างของตลาดประมาณ 30% จุดสูงสุดน่าจะได้เห็นในครึ่งหลังของปี”

ประภาส มองว่า ถ้าเงินฝรั่งเริ่มกลับมาคาดว่าจะไหลเข้าหุ้นกลุ่มพลังงาน และธนาคารเหมือนเดิม เพราะผลประกอบการน่าจะยังเติบโตได้ ส่วนกลุ่มอื่นๆ ต้องพิจารณาเป็นตัวๆ ไป เช่น กลุ่มส่งออก รายได้น่าจะยังเติบโตได้

วนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ไทย) มองหุ้นไทยน่าจะทรงๆ แกว่งตัวอยู่ในระดับนี้สักระยะหนึ่ง คงยังไม่เป็นขาขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะได้รับแรงกดดันจากหลายทาง เช่น ปัญหาหนี้ที่ยุโรป และปัญหาคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงการเมืองในประเทศ แม้ขนาดความเสียหายไม่เท่าที่สหรัฐอเมริกาแต่ยังต้องจับตาใกล้ชิด

แง่ดีช่วงนี้ก็คือ ฝรั่งน่าจะเริ่มหยุดขายหุ้นและรอซื้อคืนบ้างแล้ว รอให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจประกาศออกมาว่าไม่เลวร้ายมากและความรุนแรงทางการเมืองน้อยลง หุ้นไทยในไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) น่าจะทรงๆ และกลับมาเป็น "ขาขึ้น" ในไตรมาสที่สี่ (ตุลาคม-ธันวาคม)

หุ้นไทยตอนนี้ถือว่าราคายังอันเดอร์แวลู (ต่ำกว่าพื้นฐาน) เป็นโอกาสดีของรายย่อยที่จะทยอยซื้อ คาดว่าผลประกอบการ บจ.ส่วนใหญ่น่าจะออกมาดีอยู่ แถมข้อดีคือเงินเฟ้อไม่สูงดอกเบี้ยจึงน่าจะขึ้นช้าลง”

กลยุทธ์การลงทุน ขอให้เลือกหุ้นที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการเมือง เช่น ธุรกิจบริการ (บางตัว) ทาง บลจ.ยูโอบี ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ น่าจะ Out Perform ตลาด ส่วนพลังงานน่าจะแค่กลางๆ นอกนั้นต้องดูเป็นตัวๆ อย่างกลุ่มอาหาร

“เรายังมองเป้าดัชนีตอนสิ้นปีที่ 800-850 จุด ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่แย่ที่สุดเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น” ซีอีโอ บลจ.ยูโอบี (ไทย) คาดการณ์

สาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้ ให้ทัศนะว่าต่างชาติกำลังปรับพอร์ตจากหุ้นไปลงทุนตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างทองคำและพันธบัตรเพราะกังวลปัญหาที่ยุโรป อย่างไรก็ตามทิสโก้คาดการณ์ว่าไอเอ็มเอฟน่าจะเข้ามาช่วยยุติสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามได้

ส่วนปัญหาการเมืองน่าจะกระทบการทำกำไรของหุ้นเพียงบางตัวและบางกลุ่มเท่านั้นเชื่อว่ากลุ่มหลักๆ อย่างพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงเทเลคอม วัสดุก่อสร้าง ยังเติบโตได้ รวมถึงภาพการเมืองเริ่มดูดีขึ้น ปัจจัยพื้นฐานเรายังดี จีดีพี น่าจะโตขั้นต่ำ 4-5% แต่ตอนนี้อารมณ์ (Sentiment) ของตลาดไม่ดี

เขาเชื่อว่าเป้าดัชนีที่ 850 จุด ยังเป็นไปได้โดยจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ถ้าดู Valuation ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่พี/อีเรโช 11 เท่า ซึ่งก็ไม่ได้แพง แถมยังคาดว่าการขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลกจะชะลอออกไปเป็นตัวช่วยตลาดหุ้นอีกทาง ส่วนตลาดหุ้นไทยถ้า SET Index 700 จุดต้นๆ ยังมีหุ้นธนาคารพาณิชย์ ที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่าอยู่ 2-3 ตัว ก็น่าลงทุน

"พี/อี เรโช หุ้นไทย ปี 2553 ยังอยู่ที่ 10 เท่า ถ้าคำนวณข้ามไปถึงปี 2554 ก็ยังอยู่แค่ 9 เท่า เป็นตัวสนับสนุนฟันด์โฟลว์ที่จะเข้ารอบใหม่ได้ ถ้ามองว่าอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% แต่เงินปันผลจากหุ้น 5-6% ยังไงก็น่าสนใจกว่า" ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าว

ด้านฝั่งโบรกเกอร์ กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส  มองว่า ตลาดหุ้นมีสิทธิ “ลงต่อ” เพราะตอนนี้เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลกจากปัญหานี้ที่ยุโรป ถึงตอนนี้ฟันด์โฟลว์ที่เข้ามาตั้งแต่ต้นปีออกไปหมดจนเป็น "ขายสุทธิ" แล้ว สาเหตุเพราะสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกเริ่มตึงตัวมากขึ้น ส่วนของไทยก็มีปัญหาการเมืองมาร่วมด้วย อีกอย่างตลาดหุ้นไทยกับอินโดนีเซียที่ผ่านมาลงน้อยกว่าในภูมิภาคประมาณ 4.5% ทำให้รอบนี้เราเลยโดนหนักบ้าง

“เงินฝรั่งที่ Net Buy เมื่อปี 2552 ยังเหลือ 38,000 ล้านบาท มองแบบร้ายที่สุดมีสิทธิขายต่อจนหมดภายใน 10 วัน กดให้ดัชนีตกไปอยู่ที่ 680 จุด”

ผลจากปัจจัยลบต่างๆ ทำให้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ปรับลดเป้าดัชนีจากเดิม 860 จุด มาเป็น 840 จุด ปัญหาการเมืองจะฉุดการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จาก  15% เหลือ 13% แต่เป็นแค่หุ้นโรงแรม และศูนย์การค้าบางตัวที่รู้ๆ กันอยู่เท่านั้น แต่หุ้นตัวอื่นยังเติบโตได้ตามปกติ กลยุทธ์หลังจากนี้ คาดว่าเรื่องกรีซเป็นปัจจัยลบสุดๆ แล้ว ไม่น่ามีอะไรหนักกว่านี้อีก ถ้าสภาพคล่องเริ่มคลี่คลายตลาดหุ้นก็จะกลับมาดีอีกครั้ง

“ต้นไตรมาสที่สามหุ้นไทยน่าจะลงต่ำกว่า 700 จุด ก็เป็นโอกาสที่เข้ามาลงทุนได้ แต่ไม่ต้องรีบค่อยๆ ไล่ซื้อหุ้นกลุ่มแบงก์กับพลังงาน ถ้าฝรั่งกลับมาจะเข้าหุ้นพวกนี้ก่อน” เอ็มดี บล.ฟินันเซีย ไซรัส เชื่อ

ธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก มองว่า เรื่องการเมืองในประเทศเป็นปัจจัยรองจากความกังวลเรื่องภาระหนี้สินของกลุ่มประเทศยุโรป ถึงอย่างไรยังเชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะหลุด 700 จุด ถ้าปัญหาที่กรีซไม่ลามไปมากกว่านี้ และค่าเงินยูโรไม่อ่อนตัวลงอีก ซึ่งดูสัญญาณแล้วก็เห็นว่าดีขึ้น เพราะ IMF ออกมามองว่าผลกระทบไม่น่าขยายตัวไปกระทบสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นน่าจะตอบรับปัญหาหนี้ที่ยุโรปไปหมดแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงรอดูระดับความเสียหาย เห็นว่าฝรั่งเริ่มขายน้อยลงเริ่มมีรีบาวนด์เล็กน้อย

ส่วนตลาดหุ้นไทยต้องติดตามว่ารัฐบาลจะเข้ามาช่วยกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างไร รวมถึงถ้ายังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินกับเคอร์ฟิวอยู่ฝรั่งเขาไม่ชอบแน่ ถ้าสองสิ่งนี้คลี่คลายหุ้นจะดีดกลับในทันที ถึงที่สุดแล้วฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้าเอเชียแน่ รวมถึงไทยด้วย

“เรายังคงเป้าดัชนีสูงสุดที่ 812 จุด โดยจะมีภาพการเคลื่อนไหวในระดับ 714-800 จุด หุ้นน่าลงทุนคือกลุ่มพลังงาน ซื้อลงทุนระยะยาวได้เลย รวมถึงธนาคารพาณิชย์ ส่วนหุ้นยานยนต์ก็ยังดีอยู่”

ปิดท้ายที่ เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย มองภาพหุ้นไทยตอนนี้เป็น "ขาลงเต็มตัว" ผลกระทบจากการเมืองอย่างเลวร้ายที่สุดอาจทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนโตเพียง 9% จากเดิมเราตั้งไว้ 13% แต่เราก็เชื่อว่าไม่น่าจะเกิด เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะถึงจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สามเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่สองที่ย่ำแย่จะประกาศออกมา จุดรีบาวนด์และจุดรอซื้อก็จะอยู่ในช่วงนั้นด้วย

“ตอนนี้แนวรับที่แข็งแรงเรามองไว้ที่ 708 จุด น่าจะรับไหวแต่อีก 3-4 เดือน น่าจะได้เห็น 690 จุด แต่เชื่อว่าสิ้นปีน่าจะได้เห็นดัชนี 910 จุด เพราะเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นและคาดว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไปไตรมาสแรกปี 2554 พวกกองทุนจะใช้เวลาปรับพอร์ตจากพันธบัตรมาหุ้นก่อนล่วงหน้า 3 เดือน”

กลยุทธ์ช่วงนี้คงต้องเป็น Wait and See ในระยะกลางน่าจะลงทุนหุ้นที่ผลประกอบการไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มอาหาร อย่าง TUF, TVO รวมถึง CPALL, TTW และ PTT ส่วนระยะยาวหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ น่าสนใจที่สุด

 

Tags : สาห์รัช ชัฏสุวรรณ หุ้นไทย

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement