เงินสดท่วมบริษัทกว่า 'หมื่นล้านบาท' จ่ายเงินปันผลอัตราส่วนสูงสุดในกลุ่ม และความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น หลังพลิกมาทำสินค้ามาร์จินสูง
บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กลายเป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานโดดเด่นที่สุดในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่ ภายหลังผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2553 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยอดขายเติบโต 18.7% จาก 6,359 ล้านบาท เป็น 7,545 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสแรกปี 2553 ปรับตัวสูงขึ้นจาก 25.9% เป็น 27.7% ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นถึง 75% จาก 511 ล้านบาท เพิ่มเป็น 893 ล้านบาท ส่วนสำคัญมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนสินค้า High Margin
นอกจากนี้ ยังเป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูง มีกระแสเงินสดมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท และมีหนี้สินระยะยาวต่ำประมาณหนึ่งพันล้านบาท เนื่องจากความพร้อมทางการเงินทำให้เดลต้า เริ่มกรุยทางขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย และยุโรปตะวันออก ล่าสุดอนุมัติเพิ่มทุนบริษัท Delta India Electronics ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในอินเดีย ดำเนินธุรกิจด้านการประกอบและจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในระบบอัตโนมัติที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Automation) และผลิตภัณฑ์แสดงภาพ (Visual Display) มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รวมถึงลงทุนใน Delta Electronics (Slovakia) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในประเทศสโลวาเกีย ดำเนินธุรกิจด้านการประกอบและจำหน่าย รวมทั้งให้บริการหลังการขายผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายประเภทต่างๆ และผลิตภัณฑ์ Solar Inverter มูลค่าการลงทุน 9 ล้านยูโร หรือประมาณ 12.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นสัญญาณว่าเดลต้า ค่อนข้างมั่นใจกับแนวโน้มการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังยังเติบโตได้ต่อเนื่อง
"ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เรายังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตลาด ด้วยการมีเทคโนโลยีและตลาดเฉพาะเป็นของตนเอง" เหิง เซียน เซีย หรือ "เฮ็นรี่ เซีย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ถ่ายทอดทิศทางบริษัทร่วมกับ กุลวดี กวยาวงศ์ นักลงทุนสัมพันธ์
เฮ็นรี่ เซีย ให้ภาพอนาคตของเดลต้าในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2553-2555) ผ่านเป้าหมายทางการเงินของเดลต้า ต้องมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) กลับมายืนเฉลี่ย 25-30% จากปี 2552 ที่ตกลงไปอยู่ที่ 12.74% (ไตรมาส 1/2553 ขึ้นมาอยู่ที่ 14.43%) เพราะ ROE ที่สูงเป็นเครื่องทดสอบถึงประสิทธิผลของผู้บริหารในการใช้เงินที่ได้จากผู้ถือหุ้นของบริษัท ทำอย่างไร ROE ถึงจะสูงขึ้น ต้องมาจากยอดขาย และกำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อยอดขายอยู่คงที่หรือลดลง
ปัจจุบันเดลต้าเริ่มหันมาจับสินค้า Hi End และ High Margin กุลวดี ขยายความให้ฟังว่า แน่นอนสิ่งแรกที่ทุกคนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงคือ ฐานะการเงิน โดยเฉพาะในแง่ของ "อัตรากำไรสุทธิ" บริษัทเชื่อว่า ภายในปี 2553 หรือปี 2554 จะขึ้นมายืนเหนือ 10% ได้แน่นอน จากปี 2552 อยู่ที่ 8.03% โดยไตรมาส 1/2553 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.55% เพราะสินค้า Hi End มีมาร์จินค่อนข้างสูง
ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นก็มีตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน เบื้องต้นคาดว่าจะปรับตัวสูงกว่า 26% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 26.24% ขณะที่ในแง่ของยอดขายก็อาจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 10-20% ในช่วง 3 ปีข้างหน้านี้
กุลวดี นักลงทุนสัมพันธ์เดลต้า เล่าแผนธุรกิจของบริษัทในช่วงปี 2553-2555 ให้ฟังว่า เดลต้าจะมุ่งขยายกิจการในภูมิภาคต่างๆ ของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยจะเปิดโรงงานประเทศใหม่ประมาณ 2-3 แห่งต่อปี จากปัจจุบันที่มีบริษัทย่อยในต่างประเทศถือหุ้นผ่าน DET International Holding Limited แล้วมากกว่า 10 ประเทศ แต่ในปีนี้เล็งจะไปประเทศใดเพิ่มยังไม่สามารถเปิดเผยได้
"อย่างที่ผ่านมาเราได้รุกเข้าไปในธุรกิจสื่อสาร ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังเข้าไปในธุรกิจพลังงานทดแทน Solar Inverter และธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ สำหรับสินค้าตัวต่อไปที่บริษัทจะเข้าไปทำยังบอกไม่ได้ตอนนี้ ทุกอย่างอยู่ในแผนงานหมดแล้ว"
เธอบอกได้เพียงว่า ภายในไม่เกิน 3-5 ปีข้างหน้านี้ เดลต้าจะมีสัดส่วนรายได้ในแต่ละสินค้าเปลี่ยนแปลงไป หากธุรกิจ Solar Inverter และชิ้นส่วนยานยนต์ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดคิด เบื้องต้นคาดว่าธุรกิจ IT จากที่เคยมีรายได้ประมาณ 30% จะเหลือประมาณ 10%
ทางด้าน เฮ็นรี่ เซีย แสดงความมั่นใจว่า เป้ารายได้ปีนี้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) เทียบกับปี 2552 ที่มีรายได้ประมาณ 770 ล้านดอลลาร์ (26,995 ล้านบาท) เชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เศรษฐกิจประเทศกรีซและยูโรโซน คงไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสร้างความเสียหายต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกเท่าใด แต่ในส่วนของบริษัทเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบเพราะโปรเจคที่ได้รับมาแล้วก็เดินหน้าผลิตและส่งมอบตามปกติ ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราอยู่ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ลูกค้าในยุโรปมีเพียง 30%
"ใครได้ยินตัวเลข 1 พันล้านดอลลาร์ อาจรู้สึกว่าเดลต้าจะทำได้หรือ จริงอยู่มันเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป เหตุผลที่เชื่อเป็นเพราะสินค้า Hi End ที่บริษัทหันมาจับจะทำให้มาร์จินสูงขึ้นเพราะต้องใช้เทคโนโลยีสูงในการผลิตสินค้าประเภทดังกล่าว"
ในส่วนของกำไรสุทธิที่ อนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริษัทเคยระบุว่าในปี 2553 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 10-11% นั้น เฮ็นรี่ เซีย บอกว่า คงไม่สามารถฟันธงได้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่เอาเป็นว่าทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างน้อยบริษัทก็จะได้บันทึกเงินลงทุนจากธุรกิจ Solar Inverter เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50-70 ล้านดอลลาร์ จาก 20 ล้านดอลลาร์ ในปีก่อน ส่วนไตรมาส 2/2553 รายได้อาจใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่มีรายได้จำนวน 229 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากมีวันหยุดมากถึง 10 วัน
เฮ็นรี่ กล่าวอีกว่า บริษัทจัดสรรงบลงทุนปีนี้ 25-30 ล้านดอลลาร์ สำหรับการลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรสูง ทั้งในประเทศอินเดีย สโลวาเกีย และประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางบริษัทที่เริ่มปรับตัวมาเน้นสินค้ากำไรสูงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในวงเงินดังกล่าวรวมถึงการลงทุนสร้างกำลังการผลิตตัวแปลงพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (Solar Inverter) จำนวน 5 ล้านดอลลาร์ โดยแต่เดิมผลิตสินค้าดังกล่าวในประเทศสโลวาเกีย แต่เต็มกำลังการผลิตบริษัทจึงแบ่งมาผลิตที่ไทย 50% และได้เริ่มเดินกำลังการผลิตไปแล้วในเดือน เม.ย.นี้
ถามถึงทิศทางราคาหุ้น DELTA กุลวดี นักลงทุนสัมพันธ์เดลต้า รีบแจงว่า ผู้บริหารไม่เคยพูดถึงเรื่องราคาหุ้นว่าควรยืนในระดับใด หากบริษัททำผลประกอบการให้เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ราคาหุ้นก็จะเคลื่อนไหวดีขึ้นเอง ฉะนั้นผู้บริหารจะปล่อยให้ราคาหุ้นเป็นไปตามธรรมชาติ
"ถ้านักลงทุนเห็นอนาคตของเรา เขาก็เข้ามาซื้อหุ้นเอง เราอยากบอกนักลงทุนทุกรายว่า ทีมผู้บริหารเดลต้าทุกคนมุ่งมั่นทำงาน เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างคุ้มค่า อะไรที่เราเห็นว่ามีโอกาสสร้างกำไรเราไม่รอช้าอย่างแน่นอน"

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น