ตลาดหุ้นบ้านเราเป็นเรื่องของการ 'เก็งกำไร' ลึกลับซับซ้อนใช้แต่เล่ห์เหลี่ยม นักลงทุน 10 คน จะแพ้ 8 คนเสมอ และมีแค่คนเดียวที่ 'รวย'
ผู้ใดรู้จักพอ..ผู้นั้นจักได้พบความร่ำรวย และพบความสุขบนสังเวียนแห่งผู้ชนะแท้จริง ฉัตรเฉลิม เฉลิมชัยวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด ค่อยๆ เดินไปสู่เส้นทางนั้น
สัจธรรมที่พบในตลาดหุ้นวันนี้ถ้าเรา "ชนะ" ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ชนะ "ตลอดไป" ความโลภ และความกลัวความสูญเสียแทนที่จะ "เสียน้อย" บางครั้งก็กลายเป็น "เสียมาก" ได้ง่ายๆ
ใจจริงฉัตรเฉลิมต้องการ “ล้างพอร์ต” หลังจากเข้าไปตอนดัชนี 500 จุด ถ้าขึ้นไป 800 จุด ก็ตั้งใจจะ "เลิก" ผลคือแม้ SET Index จะขึ้นมาเยอะแต่หุ้นในพอร์ตส่วนใหญ่เป็นหุ้นตัวเล็กเลยไม่ขึ้นตามดัชนี ปี 2551 จึงเป็นปีที่ "ขาดทุนหนักที่สุด" เพราะไปเจอวิกฤติซับไพร์มบวกวิกฤติการเมืองสองเด้ง
“ผมถือคติรักหุ้นเท่าเมียขึ้นก็ไม่ขาย ลงก็ไม่ตัดขาดทุน ทำให้บางครั้งพลาดไปบ้าง”
หลังจากได้สังเคราะห์ตัวเองฉัตรเฉลิม ได้ค้นพบสูตรการลงทุนที่ลงตัวสำหรับตัวเองและบุคคลทั่วไป เป็นสูตรที่ยอมรับกำไรและขาดทุนในวงจำกัด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกฎการลงทุนที่ "จำกัด" ความโลภและความเสี่ยงในอัตราที่ยอมรับได้
สูตรการลงทุนของเขาง่ายๆ ถ้า "หุ้นขึ้น" ปล่อยให้ Let Profit Run ได้กำไร 20% ก็ขายได้ ถ้าจะซื้อขายหุ้นในตลาดจริงๆ ปีหนึ่งเล่นได้ไม่เกิน 2 รอบ (ซื้อตอนหุ้นตก ขายตอนหุ้นขึ้น) ในปีหนึ่งๆ ตลาดหุ้นมักจะมีรอบลงใหญ่และรอบขึ้นใหญ่ไม่เกิน 2 ครั้ง (ช่วงหุ้นขึ้นให้ขายหุ้นทำกำไร เก็บเงินเอาไว้ซื้อตอนหุ้นตกหนักๆ)
"ผมจะแปลกราฟทางเทคนิคเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือ จุดซื้อถ้า SET Index ลงจากจุดสูงสุดในช่วงนั้น 10% "ซื้อเลย" เพราะจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก ส่วนจุดขายถ้า SET Index ขึ้นจากจุดต่ำสุด 10% ให้ "ขายเลย" เพราะไม่น่าจะผ่านแนวต้านได้ หรือถ้าอยากปล่อย Let Profit Run ถ้าตกจากจุดสูงสุด 5% ให้ "ขายเลย" เพราะจะหลุดแนวรับแล้ว" นี่คือสูตรการลงทุนที่ฉัตรเฉลิมเชื่อมั่นว่าใช้ได้ผลดี ส่วนจะซื้อหุ้นตัวไหนขึ้นอยู่กับนักลงทุนเป็นคนเลือกเอง
สิ่งที่ยากที่สุดก็คือ ยึดในกฎการลงทุนของตัวเองอย่างเคร่งครัด บ่อยครั้งที่ "พลาด" เป็นเพราะการ "แหกกฎตัวเอง" เช่นหุ้น NOBLE ซื้อตั้งแต่ปี 2543 จำนวน 5 ล้านหุ้น ที่ราคา 2 บาทกว่า พอปี 2546 ราคาขึ้นไปถึง 17 บาท ก็ยังไม่ขาย เพราะเชื่อว่าจะไปถึง 20 บาท ส่วนหุ้น CK ซื้อเมื่อปี 2546 ราคาตอนนั้น 25 บาท มีอยู่ 1.5 ล้านหุ้น ผู้บริหารที่รู้จักกันบอกว่าหลังซื้อบริษัท น้ำประปาไทย ราคาจะไปถึง 50 บาท แต่ราคาหุ้นก็ตกลงมาตลอดก็ไม่ขาย หุ้น 2 ตัวนี้มาขายตอนปี 2551 ช่วงพันธมิตรบุกสภา ขาดทุนทั้งคู่
อีกสาเหตุหนึ่งที่ "พลาด" เป็นเพราะชอบลงทุนในหุ้นที่หวือหวา (หุ้นตัวเล็กและหุ้นปั่น) อาจสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ในอดีตที่ "ฝังใจ" และชอบอะไรที่กำไรเร็ว เห็นผลทันใจ แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่ขึ้นไปเร็ว เมื่อคราวจะตกก็เร็วเช่นกัน ใครที่พึงมักน้อย "อิ่มง่าย" มักมาก "อิ่มยาก" ความล้มเหลวบางครั้งก็มาจากนิสัย (สันดาน) ส่วนตัว
"เล่นหุ้นบลูชิพไม่ชอบ..ได้กำไรช้า จากประสบการณ์ผมเคยได้หุ้น IPO ปตท.ราคา 35 บาท มา 200,000 หุ้น (7 ล้านบาท) ตอนแรกดีใจมากแต่พอราคาหล่นมาอยู่ที่ 27 บาทก็ใจหาย พอราคาขึ้นมาที่ 35.50 บาท และได้ปันผลปีแรกก็รีบขายทันที ทำให้ "เข็ด" ที่จะลงทุนหุ้นตัวใหญ่คิดว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง"
จริงเท็จประการใดไม่ยืนยัน ฉัตรเฉลิม เล่าว่า ปัจจุบันได้ล้างมือใน "อ่างทองคำ" เรียบร้อยแล้ว เหลือหุ้นอยู่ในพอร์ตแค่ 10 ล้านบาท เท่านั้น กับหุ้นเพียง 2 ตัวคือ DISTAR และ AI และนำเงินทั้งหมดไปซื้อกองทุนหุ้นแทน เพราะมองว่าผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี
"ผมพยายามจะปลีกตัวจากหุ้นร้อน ตลาดหุ้นบ้านเราเป็นเรื่องของการเก็งกำไร ลึกลับซับซ้อนใช้แต่เล่ห์เหลี่ยม นักลงทุน 10 คนจะแพ้ 8 คนเสมอ และมีแค่คนเดียวที่รวย ผมแนะนำให้นักลงทุนไปซื้อกองทุนหุ้นดีกว่า"
หลังกลับมามองทางดำเนินไปของเส้นทาง "เซียน" (หุ้นร้อน) และกลับมาสังเคราะห์วิถีทางจาก ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร แนวความคิดของฉัตรเฉลิมก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป สมัยก่อนเงิน 90% จะจมอยู่ในตลาดหุ้นแบบทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจ
"ตอนนี้ผมแบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้น (และกองทุนหุ้น) 50% อสังหาริมทรัพย์ 30% และตราสารเงิน 20%"
ฉัตรเฉลิม เล่าว่า ปัจจุบันสะสมที่ดินย่านรามอินทราไว้แล้วจำนวนหนึ่ง มีบ้านสามหลังให้ตัวเอง แม่ยาย และน้องสาวอยู่ มีคอนโดมิเนียมให้เช่า 5-6 แห่ง ทั้งหมดนี้จะเก็บเอาไว้เป็นมรดกให้ลูกๆ สองคน
ส่วนเงินที่เหลือ นำไปลงทุนในสิ่งที่จับต้องได้และมีความสุข เช่น ทองคำ ซื้อสะสมไว้ตั้งแต่ราคาบาทละ 4,000 บาท มีนาฬิกาโรเล็กซ์ 30 เรือน รวมถึงรถสปอร์ต Corvette มีคันเดียวในประเทศไทย ที่เด็ดสุดคือรถปอร์เช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คันที่ขับไปรับตำแหน่งนายกฯ สมัยปี 2544 ซื้อต่อมาจากอีกคนหนึ่งในราคา 6 ล้านกว่าบาท แต่ขายออกไปแล้วในราคา 7 ล้านบาท
"ของทุกสิ่งผมจะหาซื้อในราคาต่ำกว่าราคาตลาดเสมอเพื่อให้ได้กำไร ปกติรถยนต์จะมีแต่ราคาตก แต่ผมได้กำไรทุกครั้งเพราะซื้อราคาเต็นท์แต่ขายราคาตลาด นอกจากนี้ผมยังซื้อเพชรให้ภรรยาเก็บไว้ด้วย"
ส่วนงานที่ บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต เขาบอกว่าจะทำงานหนักอีกแค่ 3 ปีเท่านั้น หลังเข้าตลาดหุ้นก็จะหามืออาชีพมาช่วยบริหาร ตอนนี้ก็เริ่มให้หลานที่จบจากต่างประเทศมาศึกษางานแล้ว สิ่งที่จะลงทุนหนักๆ ครั้งสุดท้ายคือซื้อประกันชีวิตแบบออมทรัพย์วงเงิน 100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังลงทุนด้านการศึกษาด้วยการเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยทักษิณ อีกปีครึ่งจะได้เป็น "ดอกเตอร์" แล้ว
และอีก 3 ปีมี "คิว" จะไปเรียน "วตท." (สถาบันวิทยาการตลาดทุน) หลักสูตรที่ฮอตที่สุดใน พ.ศ.นี้ เพราะคลาคล่ำไปด้วย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ ซีอีโอ และนักการเมืองระดับหัวหน้ามุ้ง จากนั้นก็จะ "พอ" เสียที
"หลังเกษียณผมจะเน้นทำงานเพื่อสังคมเพราะตอนเด็กๆ เคยยากจนมาก่อน ผมมีโปรเจคใหญ่ที่คิดจะทำอยู่แต่ขออุบไว้ก่อน" ฉัตรเฉลิม เฉลิมชัยวัฒน์ เซียนหุ้นผู้พบสัจธรรม ทางสายใหม่ของเขากำลังเบ่งบาน ขณะที่ด้านมืดอีกด้านของเหรียญค่อยๆ สว่างขึ้นทีละน้อย
Tags : ฉัตรเฉลิม เฉลิมชัยวัฒน์
