กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 21 มกราคม 2553 01:00

หุ้นพญาไทเตรียม 'คัมแบ็ค' กลางปี 2553

วิชัย ทองแตง

วิชัย ทองแตง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

"ผลประกอบการของ บมจ.ยานภัณฑ์ ในปี 2553 น่าจะยัง "ติดลบ" แต่คงไม่สูงเหมือนกับปี 2552 โดยรายได้รวมอาจอยู่ที่ประมาณ 7,500 ล้านบาท"

สำหรับทิศทางธุรกิจของโรงพยาบาลพญาไทซึ่งพักการซื้อขายมาหลายปี วิชัย ทองแตง ประธานคณะกรรมการ บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา เล่าว่า ในช่วงกลางปี 2553 หุ้น PYT จะกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ตามปกติ หลังจากหยุดซื้อขายไปตั้งแต่ปี 2545 โดยเลื่อนจากกำหนดเดิมที่มีแผนจะกลับมาเทรดในปี 2552 

ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดการปัญหาเกี่ยวกับภาษีที่เกิดขึ้นตอนโอนทรัพย์สินระหว่างการฟื้นฟูกิจการกว่า 100 ล้านบาทเสร็จแล้ว หลังจากต้องเดินทางไปชี้แจงกรมสรรพากรมากกว่า 10 ครั้ง สุดท้ายก็ไม่ต้องจ่ายภาษีก้อนดังกล่าว

ทางด้านฐานะการเงิน บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา ในงวด 9 เดือนปี 2552 มีรายได้รวม 4,172 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 246 ล้านบาท (ปี 2551 มีรายได้รวม 5,431 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 280 ล้านบาท) ทนายวิชัย ยืนยันว่า ฐานะการเงินของโรงพยาบาลพญาไท ในปี 2553 จะสวยกว่าปี 2552 แน่นอน โดยเฉพาะตัวเลข EBITDA ต่อรายได้รวมคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 24% จากปกติ 16-17% ขณะเดียวกันกำไรสุทธิก็อาจเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% และมีรายได้ขยายตัวประมาณ 10%

การกลับมาครั้งนี้จะเดินตามยุทธศาสตร์ 4 ข้อ ที่ลูกชาย "อัฐ ทองแตง" ร่างขึ้น โดย 1 ใน 4 ข้อคือการพัฒนาองค์กรรวมใจพนักงานเป็นหนึ่งเดียว ส่วนแผนข้ออื่นๆ ต้องนำเสนอบอร์ดในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจึงยังเปิดเผยไม่ได้ แต่ยืนยันว่า หลังจากบริษัทกลับเข้าตลาดหุ้นจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้แต่คงไม่ทันในปี 2553 เพราะยังมีตัวเลขขาดทุนสะสมอยู่ (จำนวน 1,849 ล้านบาท ณ 30 ก.ย.2552) เบื้องต้นจะล้างขาดทุนสะสมด้วยการเพิ่มทุนในช่วงไตรมาส 4/2553 แต่จะจำนวนเท่าไรยังอยู่ระหว่างการหารือ

"ที่ผ่านมามีคนแวะเวียนมาจีบเรา (ขอซื้อหุ้น) ค่อนข้างมาก แต่ยังไม่ตกลงกับใครผมอยากได้เพื่อนใหม่ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เนื่องจากเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าภายในปี 2554 จะร่วมมือกับนักธุรกิจชื่อดังหรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของท้องถิ่น เพื่อร่วมกันเปิดศูนย์ทางการแพทย์ 5 แห่ง ทั้งในยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง ตรงนี้ทำตามลำพังคงไม่ได้"  

ต้องยอมรับว่าตลาดประเทศญี่ปุ่นเข้าถึงลำบากมาก ประชาชนของเขาจะนิยมรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนท้องถิ่นมากกว่า หากบริษัทได้พันธมิตรที่มีฐานในญี่ปุ่นคงเดินหน้าเต็มกำลัง แต่ตอนนี้ทำได้เพียงให้ผู้ป่วยบอกกันปากต่อปากไปก่อน และถ้าแบรนด์เราติดตลาดคงทำอะไรได้ง่ายมากกว่านี้

"ปี 2554 เราตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ 10-15% จากปี 2553 ตั้งเป้าไว้ 10% ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยประเทศกัมพูชา สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เหตุผลที่หันมาเน้นผู้ป่วยต่างชาติมากขึ้นเพราะมีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง"

ทางด้าน อัฐ ทองแตง ถือโอกาสอธิบายแผนการเพิ่มทุนของ บมจ.ประสิทธิ์พัฒนา ว่า อยากให้นักลงทุนเข้าใจว่าทำไมบริษัทจึงต้องเพิ่มทุน เพราะอาจมีนักลงทุนบางคนที่ติดหุ้นราคาสูงไม่พอใจ แต่ถ้าคุณเชื่อว่าหลังจากเรากลับมาเทรดตามปกติและเดินตามแผนอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะแผนขยายสาขาโรงพยาบาล ความเจริญรุ่งเรืองจะกลับมาสู่โรงพยาบาลพญาไทอีกครั้งแน่นอน 

ผ่านมาถึง บมจ.ยานภัณฑ์ ซึ่งทนายวิชัย นั่งเป็นประธานกรรมการ เจ้าตัวบอกว่า ได้ส่งคนสนิท ชนินทร์ เย็นสุดใจ เข้าไปเป็นกรรมการบริษัทมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ให้เข้าไปดูระบบงานขององค์กรใหม่ทั้งหมด หลังจากคนในตระกูลพันธ์พาณิชย์ (ผู้ถือหุ้นใหญ่) เข้ามาปรึกษาให้ช่วยแก้ไขจุดอ่อนของบริษัทโดยเฉพาะปัญหาความศูนย์เสียในด้านการผลิตของโรงงานแห่งที่ 3  และภาระหนี้สินของ 2 บริษัทในเครือ คือ บริษัท วาย เอ็น พี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ยานภัณฑ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ได้กู้ยืมเงินบริษัทแม่แต่ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ตามกำหนด จนทำให้บริษัทขาดทุนติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (ปี 2550-2552) 

"ปัญหานี้ผู้บริหารพยายามแก้ไขมาตลอดแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นในปี 2553 คงเป็นปีแห่งการปรับปรุงระบบทั้งหมด และปฏิเสธไม่ได้ว่ากำไรสุทธิในปี 2553 น่าจะยัง "ติดลบ" แต่คงไม่สูงเหมือนกับปี 2552 ขณะที่ในแง่ของรายได้รวมอาจอยู่ราวๆ 7,500 ล้านบาท (งวด 9 เดือนปี 2552 มีรายได้รวม 4,950 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 1,261 ล้านบาท)" 

การแก้ไขปัญหาจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยคาดว่าในปี 2554 บมจ.ยานภัณฑ์ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเนื่องจากคำสั่งซื้อจะกลับมาปกติซึ่งคาดว่าจะมีรายได้รวม 8,000-9,000 ล้านบาท (ปี 2551 เคยมีรายได้รวม 9,707 ล้านบาท) ฉะนั้นผู้ถือหุ้น YNP ต้องใจเย็นๆ เพราะถ้าเราจัดการปัญหาสำเร็จผลประกอบการ "พุ่ง" แน่นอน

สำหรับ บมจ.ไดโดมอน กรุ๊ป ที่มี ชนินทร์ เย็นสุดใจ เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ปีนี้ไม่มีอะไรหวือหวาตราบใดที่สถานการณ์รอบด้านยังไม่มีความชัดเจน เราคงยังไม่กล้าเดินหน้าทำอะไรทั้งสิ้นโดยเฉพาะเรื่องการหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ เพราะคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงควักเงินก้อนใหญ่ในตอนนี้

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจึงทำได้เพียงหานักลงทุนรายย่อยที่สนใจทำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น โดยนักลงทุนจะเป็นผู้ใส่เงินลงทุน ส่วนบริษัทจะสนับสนุนทางด้านโนฮาว เช่น พนักงาน และอุปกรณ์การทำอาหารทั้งหมด ปัจจุบันได้ทำไปแล้ว 4 สาขา เริ่มที่สาขาหลักสี่เป็นแห่งแรก แต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุน 4-5 ล้านบาท โดยการหาพันธมิตรร่วมลงทุนทำสาขาใหม่จะทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายส่วนกลางได้ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันทำให้ผลประกอบการของแต่ละสาขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถือว่าได้ผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

 

Tags : วิชัย ทองแตง หุ้ยพญาไท

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

หุ้นดีๆมีแยะอย่าไปยุ่งกับหุ้นของทนายสีเทาเดี๋ยวจะซวย

ความคิดเห็นที่ 1

YNPขายบ.ลูกที่มีผลประกอบการดีให้โตโยต้าไปแล้วเหลือแต่ซากบริษัทเน่าๆตอนนี้ปล่อยข่าวปั่นราคาว่ามีรายใหญ่มาเทค ไม่เคยเชื่อฝีมือบริหารของทนายหน้าหอคนนี้ไม่รู้กรุงเทพธุรกิจไปสัมภาษณ์มาลงทำไม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement