การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ "บัณฑูร ล่ำซำ" ซีอีโอยักษ์สีเขียว "ธนาคารกสิกรไทย" ออกมาน้อมรับตำแหน่ง "เบอร์สาม"
แต่แม้ไม่ได้เป็นที่หนึ่งในสนามแข่ง ก็ขอเป็นหนึ่งในใจลูกค้า
ภารกิจของเขาคือควานหา “คนเก่ง” จากทั่วฟ้า และผลักดันทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ขึ้นมารับไม้ต่อ
โดยบัณฑูรจะรับบทเป็น “โค้ช’ ให้คำปรึกษา
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดห้องรับรองใหม่ “ชมพูภูคา” บนชั้น 38 สำนักงานใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้น “เดี่ยวไมโครโฟน” บอกเล่ายุทธศาสตร์ของเครือกสิกรไทยจากนี้จะขับเคลื่อนด้วย "ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่"
โดยบัณฑูรจะรับบทเป็น “โค้ช” คอยกระตุ้นลูกทีมอยู่ห่างๆ
เขาเล่าว่าอายุโดยเฉลี่ยของผู้บริหารระดับผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการขึ้นไปและผู้บริหารบริษัทในเครืออยู่ที่ 45 ปี ซึ่งถือว่า "ต่ำมาก" ถ้าเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ด้วยกัน
ตัวเลขนี้ ถ้าหากตัดตัวเขาและ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งมีอายุ 57 ปีเท่ากันออกไป ก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก
หากนับจำนวนผู้บริหารระดับผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทย พบว่ามีจำนวนถึง 20 คน สูงที่สุดในอุตสาหกรรม
สะท้อนถึงนโยบายการ “เปิดโอกาส” ให้ผู้มีความสามารถขึ้นมารับตำแหน่ง คนกลุ่มนี้จะเป็น “สายเลือดใหม่” ที่จะผลักดันองค์กรต่อไป
นอกจากนี้ยังมีระดับรองกรรมการผู้จัดการที่แต่งตั้งขึ้นใหม่ร่วม 10 คน เช่น ขัตติยา อินทรวิชัย เป็นผู้บริหารสายการเงินและการควบคุม สุรศักดิ์ ดุษฎีเมธา บริหารงานด้านกำกับและตรวจสอบ ประสพสุข ดำรงชิตานนท์ ดูแลสายงานบริหารยุทธศาสตร์องค์การ อดิศวร์ หลายชูไทย ดูแลสายงานเลขาธิการองค์การ เป็นต้น
“ห้องนี้เต็มไปด้วยผู้บริหารคนหนุ่มสาว เรามีคนที่เก่งที่สุดในเมืองไทยมารวมอยู่ด้วยกัน เป็นองค์กรที่มีพลัง เรามีวัฒนธรรมที่เอื้อให้คนเก่งมีโอกาสทำงาน องค์กรธุรกิจที่ดีต้องเป็นแบบนี้” บัณฑูร กล่าวอย่างภูมิใจ
สำหรับโครงสร้างการบริหารของกสิกรไทยจะแบ่งลูกค้าออกเป็น 7 กลุ่มใน 3 ธุรกิจ คือ ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และลูกค้าบุคคล
นอกจากนี้ยังมีอีก 5 กลุ่มบริษัทแบ่งตามใบอนุญาต คือ บล.กสิกรไทย บลจ.กสิกรไทย ลีสซิ่งกสิกรไทย แฟคตอริ่งกสิกรไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยมีคีย์แมนคนสำคัญคือรองกรรมการผู้จัดการสามคนทำหน้าที่ “ประสานงาน”
สามคนดังกล่าวคือ ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ ผลงานของเขาคือผลักดันให้สินเชื่อเอสเอ็มอีของกสิกร “แซงหน้า” ธนาคารกรุงเทพขึ้นมามีสัดส่วนตลาดอันดับหนึ่ง
คนที่สองคือ กฤษฎา ล่ำซำ ญาติของบัณฑูร ดูแลสินเชื่อรายย่อย และ วศิน วณิชย์วรนันต์ ซึ่งมา “อุด” ช่องว่างที่ “บุญทักษ์ หวังเจริญ” อดีตผู้บริหารมือดีของเคแบงก์เคยดูแล คือ ส่วนของลูกค้าธุรกิจรายใหญ่
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทการเงินในเครือกสิกรไทยที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งใหม่ เช่น วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เป็นประธานบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ณัฐรินทร์ ตาลทอง เป็นประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย ศาศวัต วีระปรีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทแฟคตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ เป็นต้น
ซีอีโอแบงก์รวงข้าวย้ำว่า ผู้บริหารบริษัทลูกทุกคนนอกจากบริหารองค์กรตัวเองแล้วทุกคนยังต้องสวมหมวกอีกใบคือผู้บริหารเครือ “กสิกรไทย” ไปพร้อมกัน
ดังนั้นหากดูโครงสร้างบริหารจะพบว่ามีหลายคนที่นั่ง “เก้าอี้ซ้อน”
"ยุทธศาสตร์ของเครือทุกคนต้องพูดภาษาเดียวกัน ทำงานเป็นทีมเดียวกันได้ เป้าหมายไม่ใช่แค่จะปล่อยกู้ได้เท่าไร แต่ต้องหาคำตอบว่า เราให้บริการลูกค้าได้ดีที่สุดหรือยัง"
การวางโครงสร้างบริหารที่ให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างผลงาน บัณฑูร ต้องการจะบอกว่าอนาคตผู้คนต้องลืมคำว่า “กสิกรไทย” คือ “ล่ำซำ” คำว่าธุรกิจครอบครัวได้หายไปแล้วนับตั้งแต่วิกฤติปี 2540 เพราะจำนวนหุ้นที่ถืออยู่หายไปมาก แต่หลายคนยังติดภาพ
“เราเป็นบริษัทมหาชนเต็มตัว แค่บังเอิญมีคนนามสกุลล่ำซำบริหารอยู่สองคนเท่านั้น”
กระทั่งการที่กสิกรไทยเข้าไปถือหุ้นบริษัทเมืองไทยโฮลดิ้งเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต เขาบอกว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้ตระกูลล่ำซำกลับมาเป็นที่ “หนึ่ง” ในยุทธจักร แต่เป็นเหตุผลทางธุรกิจคือ ต้องการเพิ่มสินค้าทางการเงินที่หลากหลาย และเป็นการกลับมารวมกันอีกครั้งจากสมัยก่อนธุรกิจตระกูล (ธนาคาร ประกันชีวิต ล๊อกซ์เล่ย์) เคยตั้งอยู่ที่เดียวกันคือถนนเสือป่า
ในครั้งนี้บัณฑูรยังยอมรับอีกว่า ถึงตอนนี้การเป็นที่หนึ่ง (อันดับสินทรัพย์รวม) อาจ “เป็นไปไม่ได้แล้ว”
“20 ปีมานี้ มาร์เกตแชร์ธนาคารไทยมันไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย มีเปลี่ยนเล็กน้อยตอนปี 2540 เท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยไม่อยากเปลี่ยนธนาคาร ถึงตอนนี้ยากที่จะไปเปลี่ยนตัวเลขนี้”
รวมถึงแผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ที่เขายอมรับว่าคงมีเพียงแค่ธนาคารกรุงเทพเท่านั้นที่มีความสามารถจะทำได้
“เราคงใหญ่ได้แค่ในประเทศ ในภูมิเราภาคเรายังเล็ก อีกอย่างโจทย์มันเปลี่ยนเร็วมากจนไล่ไม่ทัน กสิกรไทยคงทำได้แค่ปล่อยกู้เอสเอ็มอีที่ประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะเปิดสาขาที่สองได้ในอนาคต”
ถ้าถามนายใหญ่เครือกสิกรไทยว่า ยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาถือว่าเดิน “ถูกทาง” หรือไม่ และประสบความสำเร็จเพียงใด บันฑูรตอบเลี่ยงๆ ว่า ลองดูที่ราคาหุ้น KBANK แล้วจะรู้คำตอบ
“ราคาหุ้นกสิกรไทยวันนี้ปิดที่ 88 บาทนอกจากเป็นเลขมงคลแล้วยังเป็นราคาสูงสุดเท่าที่ผมจำได้ครั้งสุดท้ายที่อยู่ราคานี้คือปี 2540 ที่เราต้องเพิ่มทุน”
หรือจะดูจากตัวเลขเป้าหมายของกสิกรไทยที่ประกาศออกมาก็ย่อมได้ เพราะล้วน "บวกๆๆ" สูงกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมแทบทั้งสิ้น
เช่น ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งกล่าวว่าสินเชื่อรวมในปีนี้น่าจะเติบโตได้ 7-9% (ตัวเลขสินเชื่อแบงก์ทั้งระบบคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5%) โดยกสิกรไทยจะใช้กลยุทธ์ดึงลูกค้าให้มาใช้บริการที่ธนาคารกสิกรไทย "เพียงแห่งเดียว" (Main Bank Strategy)
"ปัจจุบันลูกค้าจะเลือกใช้บริการธนาคารมากกว่าหนึ่งแห่ง การจะดึงลูกค้าให้มีความภักดีในแบรนด์มากขึ้น กสิกรไทยจะต้องออกโปรดักท์การเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและเชื่อมโยงระหว่างโปรดักท์อื่นๆ เช่น บัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต กองทุนรวม ประกันชีวิต" ประสาร กล่าว
ส่วนลูกค้าองค์กรธุรกิจ เครือกสิกรไทยก็สามารถบริการได้ครบวงจรตั้งแต่ยังเป็นธุรกิจขนาดกลาง เป็นที่ปรึกษาเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนระดมทุนผ่านตลาดทุนเช่นออกหุ้นกู้
ส่วนสายงานธุรกิจรายย่อย กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่าจำนวนลูกค้าน่าจะเพิ่มขึ้น 19% รวมมีลูกค้า 9.2 ล้านราย สินเชื่อรายย่อยรวมมีการเติบโต 15% หรือ 22,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อบุคคลโต 47% สินเชื่อบ้าน 13% บัตรเครดิต 7% เงินฝากโต 10% ขณะที่เอ็นพีแอลไม่เกิน 2.3%
รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่จะเติบโต 36% คิดเป็นจำนวนเงิน 15,000 ล้านบาท มาจากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์ที่ต้องเติบโต 100% กองทุนรวมโต 43% บัตรเอทีเอ็มและเดบิต 32% ค่าธรรมเนียมการโอนโต 56%
กลยุทธ์หลักสำหรับลูกค้ารายย่อย กสิกรไทยจะเน้นสร้างความประทับใจให้ลูกค้าผ่านจำนวนสาขา 800 แห่ง และเพิ่มพนักงานที่จะมาให้คำปรึกษาทางการเงินกับลูกค้า รวมถึงมีแผนที่จะเพิ่มตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศอีก 7,000 จุด
ด้านสินเชื่อเอสเอ็มอี ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่ากลยุทธ์หลักยังคงเป็นการสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 30% ในอีก 3 ปี จากปัจจุบันที่เป็นที่หนึ่งในตลาดสัดส่วน 27% รวมถึงออกโปรดักท์ใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า
โดยเป้าสินเชื่อในปีหน้า คาดว่าน่าจะเติบโตได้มากกว่าระบบคือ 8-10% คิดเป็นจำนวนเงิน 30,000 ล้านบาท รวมมียอดสินเชื่อรวม 390,000 ล้านบาท โดยปีที่แล้วสินเชื่อขยายตัวได้ 4-5% รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมน่าจะโต 19% หรือ 23,000 ล้านบาท
แผนในปีหน้าธนาคารยังมุ่งเน้นสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มียอดขายต่ำกว่าสิบล้านบาทรวมถึงผู้ประกอบการหน้าใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็ก14-16% และเอสเอ็มอีขนาดกลาง 5-7%
ส่วนสินเชื่อคอร์ปอเรท วศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่ากสิกรไทยตั้งเป้าขยายสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ประมาณ 2-4% คิดเป็นสินเชื่อ 13,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นให้บริการการเงินครบวงจร รวมถึงสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐเช่นรับเหมาก่อสร้างรวมถึงสินค้าเกษตร
Tags : บัณฑูร ล่ำซำ • กสิกรไทย

ความคิดเห็นที่ 7
Andreia , 21 กุมภาพันธ์ 2555 12:27
Wait, I cannot fathom it being so striaghftorwrad.
ความคิดเห็นที่ 6
หัวอกขี้ข้าเดิม , 23 พฤษภาคม 2553 22:39
นี่สิชีวิตจริง Sales แต่ละทีมมีพนักงานประมาณ 4 หรือ 5 คน แต่อยากจะบอกว่าแบงค์มีรถให้ใช้คันเดียว ใช้รถแบงค์หรือรถส่วนตัวทำงาน ต้องออกตลาดหาลูกค้าทุกวันเพื่อสนองตัณหาของผู้บริหาร ค่าน้ำมันก็จ่ายก่อน บางเดือนจ่ายเป็นหมื่น แต่ทุกเดือนเบิกตอนเกือบสิ้นเดือนได้เดือนละ 3,500 บาท ทุเรศไหม ผลงานวัดกันที่ยอดรายได้ ยอดฐานการให้สินเชื่อ พนักงานบางคนอยู่ในแหล่งที่ไม่ดี ไม่มีการโยกย้าย ก็ตายอยู่ที่เดิมนั่นแหละ พนักงานเข้าใหม่ทำงานทนไม่ได้ สองสามเดือนก็ลาออก อย่าบอกเลยว่าโค ตรทุเรศ
ความคิดเห็นที่ 5
ผ่านมา , 6 กุมภาพันธ์ 2553 07:40
แหม นานาจิตตัง ไม่ชอบ ก็อย่าใช้ ชอบก็ใช้มีทางเลือกเยอะแยะ บ่นไปก็แก่เร็วเปล่าๆ คนเรานะ เก่งแต่บ่นคนคงไม่สรรเสริญหรอก คนมีปากก็บ่นได้ แต่บ่นแล้วเสนอทางแก้ด้วยสิ ถึงจะเรียกว่ามีสมอง นั่นล่ะ ทำได้ ก็ถือเป็นคนเก่ง ชาติได้เจริญแน่
ความคิดเห็นที่ 4
นายกระจอก , 19 มกราคม 2553 10:34
คนอยู่แบงค์นี้อายุน้อยๆจะโตได้เร็ว บางมุมมองว่าข้ามหัว แต่บางมุมก็มองได้เปิดโอกาส องค์กรไม่ตายไปกับคนเก่าที่ไม่ปรับตัว
แต่อยู่ที่ตัววัดที่ชัดเจนแค่ไหนที่
ส่วนเรื่องดูแลลูกค้า นานาจิตต์ตัง ชมก็มากด่าก็เยอะ
ความคิดเห็นที่ 3
หมี , 19 มกราคม 2553 10:27
ดูหน้างกมากๆ
ความคิดเห็นที่ 2
pp , 19 มกราคม 2553 08:16
ผู้บริหารเก่ง ได้หันกลับไปดูลูกทีมบ้างมั๊ย ไม่ให้ความสำคัญกับระดับล่าง
ความคิดเห็นที่ 1
คนไทยไม่โง่ , 18 มกราคม 2553 21:13
ผู้บริหารเก่งจริงหรอครับ
ระบบการรับสมัครงานที่นี่ห่วยแตกมาก
จะได้ตัวคนเก่งๆมายังไง
องค์กรก็ใหญ่โตเทอะทะ ทำงานล่าช้ากันมาก
อยากจะบอกว่า ผมเป็นลูกค้าหลายแบงค์ แต่หนึ่งในนั้นไม่มีกสิกรไทยเลย