กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 29 ธันวาคม 2552 01:00

ยูนิคไมนิ่ง ใต้ร่มเงาTTA หรือจะตามรอยเบียร์ช้าง เทคฯโออิชิ

ชัยวัฒน์ เครือชะเอม

ชัยวัฒน์ เครือชะเอม

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

สมบัติผลัดกันชม เมื่อ 'ยูนิคไมนิ่ง' มาอยู่ใต้ร่มเงา 'โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์' ธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้นมือ

แผนการสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว และลดความเสี่ยงทางธุรกิจของ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) เจ้าของเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกอง 35 ลำ เรือบริการนอกชายฝั่ง 5 ลำ และเรือขุดเจาะ 2 ลำ ที่มี ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต เป็นแม่ทัพเรือ วันนี้กำหนดยุทธภูมิค่อนข้างชัดที่จะแบ่งทัพ "ขึ้นบก"

ภายใต้ยุทธการของ ม.ล.จันทรจุฑา ได้แบ่งทัพเป็น 3 สาย ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยขอวงเงินสินเชื่อไว้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6,600 ล้านบาท) กับสถาบันการเงิน 4 แห่ง ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย  EXIM Bank และธนาคารมิซูโฮ เพื่อใช้ขยายธุรกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า (2553-2554)

โดยจิ๊กซอว์ตัวแรกคือการเข้าเทคโอเวอร์ บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) โดยใช้บริษัทย่อย บริษัท อะธีน โฮลดิ้งส์ จำกัด ซื้อหุ้นจาก 2 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไพบูลย์ เฉลิมทรัพยากร และ ชัยวัฒน์ เครือชะเอม ที่ราคาหุ้นละ 23 บาท และวอร์แรนท์ UMS-W1 ที่ราคา 14.65 บาท มูลค่า 1,741 ล้านบาท และทำคำเสนอซื้อหุ้นรวม 87.89% มูลค่าทั้งสิ้น 2,605 ล้านบาท

การลงทุนของโทรีเซนไทยครั้งนี้คล้ายกรณีเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เข้าเทคโอเวอร์กิจการโออิชิของ ตัน ภาสกรนที เนื่องจากยังวางตัวผู้บุกเบิก ชัยวัฒน์ เครือชะเอม นั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส ต่อไป

แต่ภารกิจเฉพาะหน้าก็คือยูนิคไมนิ่งต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน จากปีนี้ที่บริษัทต้องงดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นปีแรก รวมถึงผลการดำเนินงานที่ตกลงอย่างฮวบฮาบ งวด 9 เดือนปี 2552 มีกำไรสุทธิ 208 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 393 ล้านบาท หายไป "เกือบครึ่ง"

ชัยวัฒน์ เครือชะเอม ให้ความมั่นใจกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า การผนึกกำลังรวมกับโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ ในครั้งนี้จะเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อเติมกันอย่างสมบูรณ์แบบ หลังดีลนี้เสร็จแนวทางธุรกิจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากบอร์ดบริหารที่จะต้องมีคนของโทรีเซนไทยเพิ่มเข้ามา (ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต นั่งประธานกรรมการบริษัทแทนไพบูลย์ เฉลิมทรัพยากร) ส่วนเป้าหมายระยะยาวจะคุยกันอีกทีหลังปีใหม่ไปแล้ว

“ทางนั้นเขามีกระแสเงินสดเยอะช่วยให้เรามีฐานทุนเพียงพอ เราจะช่วยเขาเรื่องเหมืองถ่านหินได้ ส่วนทีทีเอจะมาช่วยเราเรื่องโลจิสติกส์”

ด้านปัญหาสภาพคล่องของหุ้น UMS จะเหมือนหุ้น OISHI รึไม่! หลังทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ทางโทรีเซนไทยถึงจะวางโจทย์ต่อในเรื่องสภาพคล่องเพราะมีโอกาสเช่นกันที่โทรีเซนไทยจะมาถือหุ้นเกือบ 100% ส่วนเรื่องที่จะถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ "ไม่มีแน่นอน" สบายใจได้

ด้านแผนงานต่อจากนี้ชัยวัฒน์บอกว่า โทรีเซนไทยจะเข้ามาจัดการเรื่องเรือขนส่งถ่านหินทำให้อนาคตยูนิคไมนิ่งจะไม่ต้องลงทุนซื้อเรือเอง ต้นทุนค่าขนส่งรวมถึงการบริหารค่าระวางเรือในอนาคตน่าจะลดลง รวมถึงการขยายฐานลูกค้าถ่านหินไปยังบริษัทขนาดใหญ่ได้มากขึ้น

"ปีนี้เราลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้แล้ว 3-5% อนาคตน่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่านี้ ผมเชื่อว่าดีลนี้จะ "วิน-วิน" กันทั้งคู่ส่วนตัวผมกับคุณไพบูลย์ เฉลิมทรัพยากร ไม่เสียดายหุ้นเลยเพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อบริษัทมากกว่า"

ส่วนแผนการซื้อเหมืองถ่านหินของยูนิคไมนิ่งก็ต้องชะลอไว้ก่อน ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าโทรีเซนไทยจะลงทุนเองหรือไม่ เพราะทางนั้นก็มีแผนจะลงทุนในธุรกิจพลังงานอยู่แล้ว

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2552 ชัยวัฒน์ยอมรับว่า "คงต่ำกว่าทุกปี" เพราะปริมาณถ่านหินที่ขายในปีนี้ลดลงไปเยอะรวมถึงราคาที่ตกลงแบบฮวบฮาบ โดยกำไรขั้นต้นไตรมาส 3/2552 ลดลงถึง 60% เพราะไปจองค่าระวางเรือในราคาสูงเอาไว้ แต่ปีนี้ดัชนี BDI ตกลงไปมากทำให้ขาดทุนในส่วนนี้ไป แต่ราคาจองเดิมจะหมดลงในสิ้นปีนี้ ส่วนปี 2553 ได้เปลี่ยนมาจองค่าระวางเรือแบบ SPOT มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจน่าจะยังผันผวนอยู่

นอกจากนี้ ยังมีสต็อกถ่านหินเก่าที่ค้างไว้จำนวนมากจากการระดมซื้อมาเก็บไว้ตั้งแต่ปี 2551 เพราะคิดว่าเศรษฐกิจจะดีทำให้ต้องแบกรับต้นทุนสินค้าคงคลังที่สูงแต่ก็จะหมดไปภายในครึ่งปีแรกของปี 2553 เพราะฉะนั้นงบการเงินปีหน้าจะดีกว่าปีนี้แน่นอน

"เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2553 น่าจะกลับมาอยู่ระดับปกติ 25-30% มีโอกาสจะสูงกว่านี้ได้ถ้าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้ราคาถ่านหินขึ้นตามไปด้วย"

ส่วนแผนงานในปีหน้า ยูนิคไมนิ่งตั้งงบลงทุนไว้เท่ากับปี 2552 ประมาณ 100 ล้านบาทใช้ในการขยายกำลังผลิตบางส่วน ส่วนแผนขยายคลังสินค้าใหม่ยังอยู่ในแผนแต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเร็ว ความหวังในปี 2553 คงต้องฝากไว้ที่มาตรการไทยเข้มแข็งจะกระตุ้นงานก่อสร้างทำให้โรงงานผลิตปูนมากขึ้น ยอดขายถ่านหินก็จะตามมา ส่วนปัญหาที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกระทบบริษัทไม่มาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่

ชัยวัฒน์ ยังมองโลกในแง่ดียังไงความต้องการใช้ถ่านหินก็ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นแม้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมช่วงนี้จะแรง เพราะคนไทยยังใช้ถ่านหินเฉลี่ย 200-300 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เทียบกับจีนใช้สูงถึง 1,500-2,000 กิโลกรัมต่อคนต่อปี การเติบโตยังมีอยู่มาก

สำหรับแนวโน้มรายได้ในปี 2553 ชัยวัฒน์ ประเมินบนฐานราคาถ่านหินน่าจะสูงกว่าปีนี้ ปัจจุบันอยู่ที่ 81 ดอลลาร์ต่อตัน เพราะจะมีดีมานด์ใหม่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา รวมถึงราคาถ่านหินที่จะสูงตามราคาน้ำมัน

“ปีหน้าคาดว่ารายได้จะกลับมาโตได้ขั้นต่ำ 20% แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นเร็วก็น่าจะเติบโตได้ 30% ตามแผนปกติ”

ชัยวัฒน์ปลอบขวัญผู้ถือหุ้น UMS ว่า "อย่าตกใจ" ที่บริษัทงดจ่ายปันผลระหว่างกาล เพราะปีนี้ต้องลงทุนเยอะบวกกับเศรษฐกิจไม่ดี ส่วนปันผลประจำปีจะจ่ายหรือไม่ต้องรอดูงบสิ้นปีนี้ก่อน

“ถ้าจะลงทุนหุ้น UMS เราขอให้ดูกันยาวๆ ดีกว่า” ชัยวัฒน์ สรุปปิดท้าย ขณะที่ 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ (ชัยวัฒน์-ไพบูลย์) ต่าง "Win-Win" ที่ขายหุ้นได้ราคาดีและกำเงินสดไว้ในมือแล้วเกือบ 1,800 ล้านบาท ต่อจากนี้คือ "สมบัติผลัดกันชม" โดยมี โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ ที่ยังต้อง "ลุ้น"  กับธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้นมือ

Tags : ยูนิคไมนิ่ง โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA)

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

peak แร้วก็ขอเผ่น

ความคิดเห็นที่ 1

ถ้าจะลงทุนหุ้น UMS เราขอให้ดูกันยาวๆ ดีกว่าแล้วคุณเจือกขายทิ้งทำไม ยิ่งTTAมาเทคปันผลไม่ต้องพูดถึงนโยบายจ่ายไม่เกิน25%อย่างเก่งปันผลปีนี้0.50ผลตอบแทน2%

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement