กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 28 ธันวาคม 2552 01:00

ล้างภาพเซียนปืนไว..วุฒิชัย ลีนะบรรจง มุ่งฟิต หุ้น CEN

วุฒิชัย ลีนะบรรจง

วุฒิชัย ลีนะบรรจง

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ไม่ใช่เซียน VI แต่เป็นเซียนไวไว 'เสี่ยก๊อง' วุฒิชัย ลีนะบรรจง ประกาศล้างภาพนักเลงหุ้นมือหนัก เลิก 'ชักปืนไว' ขอเปลี่ยนสไตล์ 'ลุย'

หลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ใน บมจ.แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN) ในตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้บริหาร "เสี่ยก๊อง" วุฒิชัย ลีนะบรรจง น้องชาย "เสี่ยขุน" ชนะชัย ลีนะบรรจง ต้องกำหนดบทบาทตัวเองใหม่จะทำตัวเป็น "เซียนหุ้นมือหนัก-ชักปืนไว-เก็งกำไรหุ้นปั่น" เหมือนสมัยก่อนย่อมไม่เหมาะ

ถึงแม้เจ้าตัวจะยืนยันเปลี่ยนสไตล์การลงทุน แต่ใครหลายคนยังไม่เชื่อว่าเสี่ยก๊องจะล้างภาพนี้ได้ง่ายๆ ขณะที่หุ้น CEN ก็เริ่มสร้าง "สตอรี่" ตีคู่มากับหุ้น EMC ของพี่ชาย ที่ดูเหมือนสองพี่น้องจะแตะมือกัน "ชงข่าวดี" ออกมาเป็นระลอกๆ

เริ่มจากข่าวอีเอ็มซีของเสี่ยขุนจัดตั้ง กิจการร่วมค้าอีเอ็มซีและเพาเวอร์ไลน์ ถือหุ้นสัดส่วน 49% รับงานศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ของสำนักงานปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา มูลค่าสัญญา 1,867 ล้านบาท ต่อด้วยข่าวรับงานมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  มูลค่า 250 ล้านบาท และรัวอีก 3 งานซ้อน โครงการอินโทร คอนโดมิเนียม ของ บมจ.รสา พร็อพเพอร์ตี้ มูลค่า 137 ล้านบาท โครงการเอลอฟท์ โฮเท็ล มูลค่า 159 ล้านบาท และโครงการเดอะลิ้งค์ แอดวานซ์ สุขุมวิท 50 มูลค่า 168 ล้านบาท

เดือนธันวาคม 2552 เดือนเดียวเสี่ยขุนเปิดตัวงานในส่วนของอีเอ็มซีร่วมๆ 1,630 ล้านบาท ทางฝั่งของเสี่ยก๊องก็ไม่น้อยหน้า บมจ.เอื้อวิทยาบริษัทย่อยเซ็นสัญญาร่วมมือกับ บริษัท ไตรคอม สตรั๊คเจอร์ ผู้ผลิตโครงสร้างเหล็กรายใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อขยายธุรกิจการผลิตเสาโครงเหล็กของทั้ง 2 บริษัท ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายตลาดไปสู่แอฟริกาใต้  

แง้มหน้าไพ่กันจะจะขนาดนี้ ทั้งยังเลือกจังหวะเวลาที่ไทม์มิ่งของหุ้นบิ๊กแคปถูกลดน้ำหนักการลงทุนจากกรณีมาบตาพุด มือสมัครเล่นยังอ่านออกว่าเกมหุ้น "ถูกเปิด" ขึ้นแล้ว แต่จะ "ปิดเกม" เช่นไรนั้นจำเป็นต้องมี "แนวร่วม" เป็นแรงหนุน 

วุฒิชัย ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการใหญ่  บมจ.แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค ยืนยันผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ตั้งแต่เข้ามาบริหารงานในบริษัท (เริ่มทำงานเมื่อปลายปี 2551) มุมมองต่อการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของตัวเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปัจจุบันนี้การเล่นหุ้นจะเน้นถือลงทุนตั้งแต่ "ระยะปานกลาง" (6 เดือน) ถึง "ระยะยาว" (1 ปี) ไม่มีเวลาดูหุ้นทุกวันเหมือนก่อนต้องให้เวลากับการทำงานประจำจะต่างจากเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ยอมรับว่าชื่นชอบการเล่นสั้นๆ (เก็งกำไร) มากๆ

"ช่วงที่เล่นเก็งกำไรจะซื้อหุ้นตามข่าว ไม่ค่อยได้เช็คด้วยซ้ำว่าข่าวจริงหรือเท็จ ช่วงนั้นยอมรับว่าเจ็บตัวสุดๆ แต่อย่าถามเลยว่าขาดทุนเท่าไร ขอให้มันเป็นฝันร้ายที่ไม่ควรจดจำ (หัวเราะ)"

เสี่ยก๊อง บอกว่า วันนี้ตนเองถือได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน และกลุ่มพลังงานตัวจริง จากก่อนหน้านี้ไม่นิยมสะสมเท่าไร ทุกวันนี้ลงทุนหุ้น 2 กลุ่มนี้ (แบงก์-พลังงาน) มีสัดส่วนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องถ้าราคาลงมาก็จะ "ทยอยซื้อเพิ่ม" ตลอด

ถามว่าทำไม! ถึงชอบ "แบงก์-พลังงาน" ส่วนตัวมองว่าในปี 2553 เมื่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หุ้นสองกลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์ก่อนเพื่อน และจะเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนค่อนข้างสูงในปีหน้า (ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันก็จะปรับตัวสูงขึ้น)

วุฒิชัย บอกว่าถ้าตัวเองมีเงิน 100 บาท จะแบ่งสัดส่วนมาซื้อหุ้น 20-25% ยังไงก็มองว่ายังเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ส่วนจะหวังกำไรกี่เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยขายเรื่องนี้ตอบยากเพราะไม่ได้เก่งเรื่องหุ้นเท่าไร แต่ถ้ามาขอคำแนะนำเรื่องเอ็นจิเนีย "ผมนี่ล่ะตัวพ่อ" (จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจบปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ และสาขากฎหมายธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ส่วนเงินที่เหลืออีก 50% จะนำไปฝากธนาคาร เพื่อรอไทม์มิ่งนำไปลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ ตอนนี้ที่สนใจคือ "ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าภายในปี 2555 จะทำโรงแรมในภาคเหนือ ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาข้อมูล

"ในช่วงที่ผมเล่นหุ้นหนักๆ ที่จริงไม่ได้มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษก็ทำเหมือนนักลงทุนทั่วไป เริ่มจากการวิเคราะห์เส้นกราฟ วิเคราะห์พื้นฐานบริษัท และฟังข่าวจากมาร์เก็ตติ้ง แต่ที่อาจจะแตกต่างจากนักลงทุนคนอื่นตรงที่มี "พี่ขุน" (ชนะชัย ลีนะบรรจง) ที่รู้เรื่องหุ้นคอยแนะนำอยู่ข้างๆ"

วุฒิชัย ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเล่นหุ้นตาม "พี่ชาย" เพราะยังไม่เก่งและก็เชื่อว่าสิ่งที่พี่บอก คือ "สิ่งที่ดีที่สุด" โดยเจ้าตัวไม่ขอเปิดเผยพอร์ตลงทุนว่าใหญ่ขนาดไหน ด้วยเหตุผลว่าไม่อยากให้นักลงทุนรู้สึกว่าภาพ "เซียนหุ้น" ยังติดตัว ทุกวันนี้ก็พยายามจะล้างภาพเซียนหุ้นนี้ออกไป ยอมรับว่ามันอาจจะมีผลต่อการทำธุรกิจ

"สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารให้นักลงทุนทุกคนได้รับทราบ ก็คือ พี่ชาย (ชนะชัย) ส่งผมเข้ามาทำงานเป็นผู้บริหาร บมจ.แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค จริงๆ และไม่ได้เข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์อื่น (ปั่นหุ้น) ฉะนั้นโปรดเชื่อมั่นในตระกูลลีนะบรรจงของเรา"

เสี่ยก๊องเผยว่าที่จริงบริษัทมีแผนจะใช้เงินจำนวนหนึ่ง แต่อยากบอกผู้ถือหุ้นทุกคนว่าทางบริษัทยังไม่คิด "เพิ่มทุน" ในระยะใกล้ๆ นี้ เพราะไม่ต้องการให้ผู้ถือหุ้นเดือดร้อน ที่ผ่านมาก็ "เจ็บ" กันมามากแล้ว ส่วนผู้ที่สนใจหุ้น CEN วันนี้ก็ "ยังไม่สาย"

"ผมอยากให้นักลงทุนเชื่อมั่นบริษัทว่า วันนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม (กลุ่มสุริยา ลาภวิสุทธิสิน) ที่เคยทำให้ทุกท่านฝันร้ายเขาไม่อยู่แล้ว นับแต่วันนี้ผมอยากให้มองภาพลักษณ์ของเราใหม่ จากนี้ไปทุกอย่างจะดีขึ้น..ผมสัญญา" เสี่ยก๊อง เซียนหุ้นปืนไว..นักเลงหุ้นมือหนัก วันนี้ยังขอไว้ลาย "เซียน" แต่ขอเปลี่ยนสไตล์ "ลุย" มุ่งสร้างหุ้น CEN ให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม

-----------
ฝันอยากมี โครงสร้างธุรกิจ' แบบ 'ซีพีเอฟ'    

สำหรับแผนธุรกิจปี 2553 ของ บมจ.แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค วุฒิชัย ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ฉายภาพให้ฟังว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,800-2,000 ล้านบาท เติบโต 15% จากปี 2552 ที่คาดว่ารายได้จะอยู่ระหว่าง 1,400-1,600 ล้านบาท (งวด 9 เดือน ปี 2552 มีรายได้รวม 1,110 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 26.82 ล้านบาท) ส่วนกำไรสุทธิคาดว่าจะขยายตัวมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่จะพลิกมีกำไรแต่อาจมีกำไรสุทธิเพียง "เลขหลักเดียว" 

วุฒิชัย ยืนยันว่าในปีหน้าถือเป็น "ปีที่ดี" ของบริษัท เพราะว่าบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่ง จะมีเรื่อง “เซอร์ไพรส์” เริ่มจาก บมจ.ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ (ถือหุ้น 99.99%) ผลิตลวดเหล็กแรงดึงสูง เชื่อว่าปีหน้าธุรกิจจะพลิกกลับมามีกำไรเมื่อเทียบกับปี 2552 ที่อาจติดลบประมาณ 20 ล้านบาท

"เราคาดว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 10% จากติดลบ 30% ในปี 2552 ตั้งเป้ารายได้ไว้ 800-900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้อยู่ที่ 600 ล้านบาท ซึ่งมองว่าจะได้รับผลบวกจากโครงการไทยเข้มแข็งและภาคการก่อสร้างที่ฟื้นตัว" 

นอกจากนี้ระยองไวร์ ยังมีแผนจะผลิตตะแกรงลวด กำลังการผลิตเบื้องต้นประมาณ 400 ตันต่อเดือน และหากได้รับการตอบรับที่ดี ในปี 2554 จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นประมาณ 1,200 ตันต่อเดือน ปัจจุบันตลาดรวมของตะแกรงลวดมีมูลค่าประมาณ 125,000 ตันต่อปี

ช่วงประมาณต้นปี 2554 ระยองไวร์ยังมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีก เช่น เส้นลวดในยางรถยนต์ เพื่อขายให้กับผู้ประกอบการยางรถยนต์ในประเทศ ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้บริษัทเคยทำมาแล้วเมื่อปี 2545 แต่ตอนนั้นคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐานจึงหยุดผลิตไป แต่วันนี้เอากลับมาศึกษาใหม่เพราะตลาดยังต้องการสินค้าตัวนี้ คาดว่าจะต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ และปรับปรุงเครื่องจักรเก่าใช้เงินประมาณ 100-200 ล้านบาท

สำหรับ บมจ.เอื้อวิทยา (ถือหุ้น 90.98%) ผลิตโครงเหล็กเสาสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และเสาโทรคมนาคม เชื่อว่ายังมีกำไรสุทธิเป็นบวกต่อเนื่องจากปี 2552 คาดว่าจะมีอัตรากำไรสุทธิ 10% และมีรายได้ประมาณ 800 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ที่มีรายได้ประมาณ 720 ล้านบาท 

"ปีหน้าเอื้อวิทยามีแผนจะเพิ่มเครื่องจักร คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 20-40 ล้านบาท และประมาณปลายปี 2553 จะรุกตลาดใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี  โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่ามาก" 

นอกจากนั้น ยังมีแผนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยการหันไปทำงานออกแบบ ล่าสุดก็เพิ่งร่วมมือกับ บริษัท ไตรคอม สตรั๊คเจอร์ ผู้ผลิตโครงสร้างเหล็กรายใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ เพื่อร่วมกันผลิตเสาโทรคมนาคมจำหน่ายในแอฟริกาใต้และประเทศเพื่อนบ้าน ศักยภาพของเอื้อวิทยาคือมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมากกว่า 30 ปี

สำหรับ บริษัท เอ็นเนซอล จำกัด  (ถือหุ้น 80.08%) ผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนให้กับเดอะสยามเซรามิค กรุ๊ป (ชื่อเดิม เดอะ โสสุโก้ กรุ๊ป อินดัสทรีส์) คาดว่าปีหน้าจะมีรายได้ประมาณ 200-300 ล้านบาท เทียบกับปีนี้ที่มีรายได้เพียง 60 ล้านบาท ลดลงจากปี 2551 ประมาณ 80%

โดยปีหน้าบริษัทอาจได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มอีก 1-2 ราย จากตอนนี้ที่เจรจาอยู่ 3-4 ราย เริ่มคุยมา 4-5 เดือนแล้วซึ่งลูกค้าแต่ละรายจะมีสัญญากับบริษัทมากกว่า 8 ปี นอกจากนี้เอ็นเนซอลยังอยู่ระหว่างศึกษาธุรกิจพลังงานทดแทนประเภท "โซลาร์เซลล์"  ที่ทำจาก Crystalline ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งอาจร่วมทุนกับบริษัทเยอรมัน ถ้าผลศึกษาพบว่าคุ้มค่าก็จะลงทุนในปี 2554 โดยเราจะขายไฟให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
"เรายังมีแผนจะให้เอ็นเนซอลออกไปบุกตลาดต่างประเทศด้วยเล็งที่ประเทศเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีเอทานอลค่อนข้างมาก คาดว่าปลายปี 2553 จะได้เห็นความชัดเจนเรื่องนี้"

เมื่อนำภาพทั้งหมดมาผนวกเข้าด้วยกัน วุฒิชัย บอกว่า ในอนาคตข้างหน้าได้วางให้ บมจ.แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค ต้องมีโครงสร้างธุรกิจคล้ายๆ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ คือเป็น Holding Company Engineering ครบวงจร แต่คงบอกไม่ได้ว่าต้องมีบริษัทในเครือเพิ่มอีกกี่แห่ง คงต้องดูภาพรวมต่างๆ อีกครั้ง สรุปก็คือ เราชอบแนวความคิดแบบซีพีเอฟ   

"ผมตั้งเป้าว่าใน 1-2 ปีข้างหน้า เราต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท เรื่องเงินคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำเพียง 0.1 เท่า และมีเงินสดหมุนเวียนอยู่ในมือประมาณ 200-300 ล้านบาท" 

Tags : วุฒิชัย ลีนะบรรจง แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN)

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement