คาดว่าในสองปีแรกหลังเปิดให้บริการ 3G รายได้รวมน่าจะเติบโต 10-20% บวกกับการลดต้นทุนน่าจะช่วยให้ดีแทคยังมีการเติบโตต่อเนื่องได้ในอนาคต
จากนโยบายที่คลุมเครือเรื่อง 3G อาจมีผู้ได้ประโยชน์มหาศาล จากการ "ทุบ" หุ้นกลุ่มสื่อสาร แค่ "ขายแพง-ซื้อถูก-รอขายแพงอีกรอบ" แค่นี้ก็รวยเละ
อนาคตที่สดใสของหุ้น บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) รอบนี้ถูกไล่ราคาขึ้นไปสูงถึง 45 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์บางค่ายประเมินราคาพื้นฐานหลังมี 3G ไว้สูงถึง 50-54 บาท หลังจากดีใจได้ไม่นานราคาหุ้น DTAC ก็ถูกทุบร่วงต่ำสุด 31.25 บาท ลดลงกว่า 30% (ลงมากกว่าหุ้น ADVANC และ TRUE) ทั้งสองเหตุการณ์ "ดี" และ "ร้าย" เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือน และเป็น 4 เดือนที่นโยบายการประมูลไลเซ่น 3G ของภาครัฐกลับไปกลับมา
ความคลุมเครือเรื่อง 3G เริ่มจากการปล่อย "ข่าวดี" จะเปิดประมูลได้เร็วภายในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปีนี้ หลังจากให้ความหวังดันราคาหุ้นขึ้นมาก็มีข่าว "เลื่อนประมูล" เป็นอย่างเร็วเดือนมีนาคมปี 2553 แล้วมาจบที่ข่าวไล่บี้เอกชนต้องเป็นผู้ชดใช้ความเสียหายที่ทำให้รัฐ (ทีโอที-กสท) สูญเสียรายได้เกือบ 2 แสนล้านบาท จากการแก้สัญญาร่วมการงานหลายครั้ง สร้างความวิตกว่ารัฐจะให้แปลงสัญญาสัมปทานเป็นรายได้ก่อนเปิดประมูล
ข่าวทั้งหมดนี้หุ้น DTAC ดูจะเป็นเป้าหมายเพราะ "ลงแรงที่สุด" และเกมนี้ต้องมีผู้ได้ประโยชน์จากกลยุทธ์ ขายแพง-รอช้อนราคาต่ำ และ รอขายแพงในรอบต่อไป แค่นี้ก็รวยเละทั้งขึ้น-ทั้งลง
ภายใต้เกมผลประโยชน์จากการใช้นโยบายภาครัฐเป็นเครื่องมือ ทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ต้องซึมซับวัฒนธรรมการทำธุรกิจแบบไทยๆ แม้ 3G จะเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งสำคัญ แต่เส้นทางที่ดีแทคเคยวาดฝันไว้ต้องการก้าวขึ้นสู่ "หมายเลขหนึ่ง" แซงเอไอเอสอาจยากกว่าที่คิด
ปัจจุบันตลาดโทรศัพท์เคลื่อนนับว่า "ใกล้อิ่มตัว" อีกทั้งจำนวนผู้ใช้บริการของค่ายเอไอเอสที่นำห่างเบอร์รองอย่างดีแทคกว่า "เก้าล้านเลขหมาย" ทำให้ความหวังทั้งหมดของดีแทคฝากไว้ที่ 3G จะเป็นโอกาสการโต้กลับอย่างไม่เสียเปรียบกันมากนัก
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ความท้าทายสำคัญในอีกสองปีข้างหน้า ดีแทคต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่รัฐตามสัญญาเพิ่มอีก 5% ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการทำกำไรโดยตรง ประกอบกับเม็ดเงินลงทุน 3G ที่คาดว่าต้องจ่ายปีละ "หมื่นล้านบาท" ภายใต้ระยะเวลาคืนทุนที่อาจนาน 5-7 ปี
"เราคงยากที่จะไล่ตามเอไอเอสได้ทันในเวลาสั้นๆ แผนระยะกลางคงทำได้แค่ลดช่องว่างลง" ทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
ซีอีโอชาวนอร์เวย์ บอกว่า ตลาดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันเข้าใกล้ 100% ของประชากรแล้ว ตลาดที่อิ่มตัวจะเป็น "อุปสรรคทางธุรกิจ" ของผู้ให้บริการทุกราย การเพิ่มมาร์เก็ตแชร์และจำนวนเลขหมายจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป แต่น่าจะเป็นการแข่งกันรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้มากกว่า
ประเด็นก็คือไตรมาสสามดีแทคมีลูกค้า 19.3 ล้านเลขหมาย เอไอเอสมี 28.3 ล้านเลขหมาย ระหว่างเบอร์หนึ่งและเบอร์สองมีช่องว่างที่กว้างทำให้เสียเปรียบเรื่องค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) เรื่องนี้ ทอเร่ ตอบว่าเป็นเพราะคู่แข่งทำโปรโมชั่นตรงใจลูกค้าและดีแทคยังมีแพ็คเกจที่โทรนอกระบบในราคาต่ำเหลืออยู่ แต่ได้มีการปรับแผนมาออกโปรโมชั่นที่เน้นโทรในเครือข่ายมากขึ้นแล้ว
"การเป็นเบอร์สองคงยากที่จะทำให้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) เป็นบวก แต่เราจะพยายามลดช่องว่างให้แคบที่สุดอย่างดีคงทำได้แค่เสมอตัว (IC) ยากที่จะพลิกเป็นบวกได้ในระยะสั้น"
ส่วนกรณีที่ทาง กทช.ให้ลูกค้าสามารถย้ายค่ายได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ประเด็นนี้ดีแทค "ไม่ค่อยกังวล" เชื่อว่าทุกค่ายจะสามารถรักษาสมาชิกเก่าไว้ได้จากการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นระบบพรีเพด (เติมเงิน) ส่วนใหญ่จะถือสองเบอร์ต่างค่ายอยู่แล้ว
ประเด็นสำคัญมากกว่าดีแทคจะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าสัมปทานให้กับภาครัฐเพิ่มอีก 5% จาก 25% เพิ่มเป็น 30% ภายในเดือนกันยายนปี 2554 อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทได้ ทอเร่ ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก ก่อนจะถึงวันนั้นดีแทคต้องทำทุกวิถีทางเพื่อชดเชยสิ่งที่จะหายไป
"กลยุทธ์ของเราต่อจากนี้จะมุ่งเน้นการลดต้นทุนการดำเนินงานลง และหาทางเพิ่มรายได้ทางอื่นเข้ามา ภายในไม่กี่ปีนี้ตัวเลขงบการเงินของเรากับเอไอเอสไม่น่าจะห่างกันมากอีกแล้ว" ทอเร่ ว่า
เขาขยายความต่อว่า ดีแทคมีเป้าหมายที่จะลดต้นทุนการดำเนินงานลงให้ได้ 2,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2553 ซึ่งจะทำได้จากสองส่วนคือ หนึ่ง.ลดค่าใช้จ่าย เช่น งานแบ็คออฟฟิศ, การลดอัตราหนี้เสีย สอง.ลดงบการตลาด จากเดิมที่เราใช้อยู่ที่ 5% ของรายได้รวม ไตรมาสที่ผ่านมาลดลงเหลือ 4.3%
แต่การลดงบประมาณด้านการตลาดลงไม่ได้แปลว่า "เรายกธงยอมแพ้" เหตุผลสำคัญต้องการรักษากระแสเงินสดภายในมากกว่า ถึงแม้ว่าตลาดใกล้จะเต็มแล้วแต่ประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมือถือ 120% ของประชากร ผู้ประกอบการก็ยังต้องใช้งบการตลาดดึงลูกค้าเดิมเอาไว้
"ดีแทคเราไม่ได้วางเป้าหมายที่ตัวมาร์จินแต่จะให้น้ำหนักที่เป้าหมายกระแสเงินสดจากการดำเนินงานมากกว่า ปีนี้เราปรับเป้าสิ้นปีเป็น 13,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 12,000 ล้านบาท และยังเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2553 ด้วย"
ส่วนแผนการหารายได้เสริม ต้องฝากความหวังไว้ที่ 3G ทอเร่ คาดว่าน่าจะเปิดประมูลได้ปลายไตรมาสแรกปี 2553 หลังได้รับใบอนุญาต ดีแทคจะสามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายใน "ครึ่งปีหลัง"
เป้าหมายของดีแทคจะเน้นประมูล 3G คลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์เป็นหลัก ซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดและน่าจะออกเพียงแค่ใบเดียวเพื่อให้ได้ช่องสัญญาณกว้างที่สุด แต่ถึงอย่างไรถ้าประมูลได้ที่ 10 เมกะเฮิรตซ์ก็เพียงพอต่อการให้บริการแล้ว
สำหรับกลยุทธ์การแข่งขันทอเร่ไม่หนักใจ เขาบอกว่าดีแทคไม่มีคอนเทนท์เป็นของตัวเองแต่จะชูกลยุทธ์สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า เป้าหมายที่วางไว้จะต้องเป็น "ผู้นำในธุรกิจอินเทอร์เน็ตบอร์ดแบรนด์ความเร็วสูงไร้สาย" ตอนนี้เริ่มให้บริการแบบไม่คิดค่าใช้จ่ายผ่านคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ไปแล้ว
ทอเร่ ประเมินว่า รายได้จาก 3G ในช่วงแรกจะยังมีสัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบกับรายได้จากคลื่นความถี่เดิม รวมถึงการโอนย้ายลูกค้าคลื่นความถี่เดิมไปสู่ 3G ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าจะต้องใช้เวลามากกว่าสองปีขึ้นไป เพราะเครือข่ายยังไม่น่าจะครอบคลุมทั่วถึง อุปกรณ์ที่รองรับยังมีน้อย และลูกค้าต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร
"ช่วงแรกลูกค้าที่ใช้บริการน่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้งานรับส่งข้อมูลผ่าน EDGE คงจะไม่หวือหวาในแง่การใช้งานแต่จะค่อยๆ ออกผลในอนาคต"
ส่วนของเงินลงทุนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าต้องใช้จำนวนเท่าไรขึ้นอยู่กับราคาประมูลและการแข่งขัน แต่จะนำมาจากสองส่วนคือ กระแสเงินสดภายในกิจการ อีกส่วนได้ทำสัญญากับสถาบันการเงินไว้แล้ว เมื่อต้องการใช้จะสามารถเบิกใช้ได้ทันที คาดว่าในอนาคตสัดส่วนการลงทุนใน 3G จะค่อยๆ แทนที่คลื่นความถี่ปกติ
แม้จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่ทอเร่ให้ความเชื่อมั่นว่า สถานะการเงินของดีแทคจะไม่กระทบอย่างแน่นอน ล่าสุดบอร์ดบริหารมีมติให้จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิจากเดิมไม่ต่ำกว่า 30% เพื่อคืนผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นและส่งสัญญาณให้รู้ว่าดีแทคสามารถบริหารงานได้อย่างดีแม้อยู่ในภาวะวิกฤติ
"คาดว่าในสองปีแรกหลังเปิดให้บริการ 3G น่าจะทำให้รายได้รวมของเราเติบโต 10-20% บวกกับการลดต้นทุนน่าจะช่วยให้ดีแทคยังมีการเติบโตต่อเนื่องได้ในอนาคต" ทอเร่ให้ความเชื่อมั่น
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในปีนี้ เขาบอกว่าทำได้ "ดีเกินคาด" แม้มีปัจจัยกดดันทั้งตลาดที่อิ่มตัว ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง แต่ดีแทคยังทำได้ตามเป้าหมายคือรักษากระแสเงินสดและรายได้รวมเติบโตเล็กน้อย เมื่อผลประกอบการทั้งปี 2552 ออกมาจะประกาศเป้าหมายในปี 2553 อีกครั้ง
ซีอีโอดีแทคให้จับตา การมาของ 3G จะช่วยกระตุ้นความน่าสนใจหุ้นกลุ่มสื่อสารให้กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากอุตสาหกรรมนี้ถูกมองว่า "โตเต็มวัย" ไปแล้ว หลังจากนี้น่าจะเห็นความมีชีวิตชีวาของหุ้นกลุ่มนี้กลับคืนมา
"ต้นปีหุ้น DTAC ยังอยู่ที่ราคาต่ำกว่า 30 บาท แต่พอมีข่าวว่าจะเกิด 3G นักลงทุนก็เข้าไปซื้อหุ้นเก็บไว้ทันทีเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังรอความหวังอยู่" ทอเร่ กล่าว
เห็นได้ชัดว่านโยบายที่กลับไปกลับมาและคลุมเครือเรื่อง 3G อำนวยให้มีคนได้ผลประโยชน์จากหุ้น DTAC "ขายแพง-ซื้อถูก-รอขายแพงอีกรอบ" แค่นี้ก็รวยมหาศาล ถ้าฟัง "ข่าวดี" จาก ทอเร่ จอห์นเซ่น ดีแทคกำลังดีวันดีคืน มีหรือไอ้โม่งจะไม่รู้
Tags : โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) • ทอเร่ จอห์นเซ่น
