ความสัมพันธ์ระหว่าง บัญญัติ บรรทัดฐาน คู่สมรส ของ จิตติมา สังขะทรัพย์ ทายาทผู้ก่อตั้งโรแยล ซีรามิค ทำให้บริษัทนี้ถูกมองเป็นฐานทุนการเมือง
ครบรอบ "สี่ทศวรรษ" ของการก่อตั้ง บมจ.โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม ถือโอกาสเปิดตัว "สองทายาท" ที่ต่างบิดาและต่างมารดากัน ณัฎฐ์ บรรทัดฐาน ลูกชายคนเดียวของ บัญญัติ บรรทัดฐาน พร้อมด้วย ปัทมน อดิเรกสาร บุตรสาวของ จิตติมา สังขะทรัพย์ ที่เกิดกับ ปองพล อดิเรกสาร ทั้งสองคนมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ นับเป็นคนรุ่นใหม่ที่ถูกวางตัวเข้ามาฟื้นฟูธุรกิจของตระกูล ที่ขาดทุนมาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน
ณัฎฐ์ บรรทัดฐาน เปิดเผยกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า นั่งบริหารอยู่ที่ RCI มาได้ 7 ปีแล้ว โดยมีแผนที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางการเมืองตามรอยบิดาในอนาคตอย่างแน่นอน
ถ้าดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น RCI ยังมี "คุณแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ปัจจุบันเธอเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ถือหุ้นอยู่ 10.75 ล้านหุ้น และบริษัท เมืองไทยประกันภัย ยังถือหุ้นอยู่ 4.49 ล้านหุ้น
นอกจากนี้ยังมี "เสี่ยอ้วน" ชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.โรงพยาบาลวิภาวดี และกรรมการ บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค ถือหุ้นใหญ่อันดับที่สองของบริษัท ประเด็นนี้เองที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ไดนาสตี้เซรามิค อาจต้องการเข้าเทคโอเวอร์ โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม ก็เป็นไปได้
ในแง่ของธุรกิจผลิตภัณฑ์ของโรแยล ซีรามิค เน้นลูกค้าระดับกลางบนและกระเบื้องบุผนัง ขณะที่ไดนาสตี้เซรามิคจับกลุ่มกลางล่างและเน้นขายกระเบื้องปูพื้น การผนึกรวมน่าจะเป็นสูตร 1+1 มากกว่า 2 ซึ่งอาจจะแก้ไขปัญหาหนักอกของบริษัทที่ "ขาดทุน" ถึงสามปีติดต่อกันได้
ถามเรื่องนี้กับ ณัฎฐ์ ได้คำตอบว่า ชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล เข้ามาเก็บหุ้น RCI ตั้งแต่สองปีที่แล้ว ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีเจตนาจะเข้าเทคโอเวอร์ น่าจะเป็นแค่การลงทุนเท่านั้น ที่แน่ๆ วันนี้ไม่มีใครมาเทคโอเวอร์บริษัทแน่นอน
สำหรับแนวโน้มธุรกิจของบริษัท เอนก วาสนาสมปอง กรรมการผู้จัดการ บมจ.โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม ยอมรับว่าเศรษฐกิจและการเมืองที่ผันผวนตลอดสามปีที่ผ่านมาทำให้บริษัทต้องขาดทุน อีกทั้งมีการใช้สงครามตัดราคาที่รุนแรงทำให้ขายของแทบไม่ได้กำไร ดูอย่างช่วงหลังวิกฤติปี 2540 บริษัทขาดทุนจนล้มละลายยังดีที่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้
เอนกเป็นหนึ่งในลูกหม้อของบริษัทมั่นใจว่า โรแยล ซีรามิคยังมีสถานะการเงินที่ดี แม้จะขาดทุนติดต่อกันสามปีแต่ยังมีกำไรสะสมเหลืออยู่ 70 ล้านบาท ภาระหนี้สินตอนนี้ D/E เพียงแค่ 1.1 เท่า และมีหนี้ระยะยาวกับธนาคารจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
ความยากลำบากของอุตสาหกรรมกระเบื้องก่อสร้างเขาบอกว่าธุรกิจนี้ผู้ผลิต (Supply) มากกว่าความต้องการของตลาด (Demand) มาร์จินก็ไม่สูง อีกทั้งยังเป็นธุรกิจปลายน้ำ ต้องรอให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวก่อน ธุรกิจนี้ถึงมียอดขายเติบโตได้
“ครึ่งปีแรกทั้งอุตสาหกรรมมียอดขายรวม 73 ล้านตารางเมตร ตกลงจากปีก่อนถึง 20% แถมยังมีสินค้าจากจีนมาแย่งตลาดไปอีก”
ถึงอย่างไรตอนนี้เริ่มเห็น “แสงสว่าง” ที่ปลายอุโมงค์แล้ว จากยอดขายไตรมาสสามที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและกำลังการผลิตที่กลับมาใช้เต็ม 100% คาดว่าน่าจะขาดทุนน้อยลงกว่าไตรมาสสองที่ติดลบ 40.31 ล้านบาท
“ปีนี้รายได้เราน่าจะอยู่ที่ 1,200 ล้านบาทน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งขายได้ 1,300 ล้านบาท แต่น่าจะยังไม่มีกำไร”
อเนกเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมาร์จินสูงให้ขึ้นมาอยู่ที่สัดส่วน 10% ทั่วไปแล้วสินค้าไฮเอนด์จะมีมาร์จินมากกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 50% คาดว่าปีนี้อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะเพิ่มเป็น 22% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 20%
รวมถึงหันมาเน้นแบรนด์ RCI เพียงอย่างเดียว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับดีลเลอร์หลังมาร์เก็ตแชร์หายไปอย่างมาก อีกทั้งมีการเพิ่มช่องทางการขายผ่านร้านค้าขนาดกลางและเล็กมากขึ้น และปรับราคาขายลง 10% ในส่วนของสินค้าปกติเพื่อขยายสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายระดับกลางถึงล่าง
ในโอกาสที่บริษัทครบรอบ 40 ปี ยังได้เน้นผลิตสินค้า 40 รายการที่ตลาดต้องการสูง เมื่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นผู้บริโภคจะเลือกสินค้าจากดีไซน์เป็นหลัก รุ่นแมสจะเปิดตัวลายใหม่ 3-5 รุ่นต่อเดือน เพื่อขยับลงมาเล่นในตลาดนี้มากขึ้น ส่วนรุ่นไฮเอนด์ คาดว่าจะคงอยู่ที่ประมาณ 7-8 รุ่น
ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่บอกอีกว่า แผนต่อไปคือการขยายตลาดกระเบื้องไปต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 10% ที่ผ่านมาได้ส่งไปขายที่สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย และตะวันออกกลาง และกำลังเปิดตลาดใหม่ที่ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
ถามว่า RCI มีโอกาสกลับคืนสู่ “ยุคทอง” เหมือนเมื่อปี 2547 ได้อีกครั้งหรือไม่ ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ ชี้ให้เห็นวัฏจักรของบริษัทว่ารายได้จะค่อยๆ เติบโตหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ดูได้จากครั้งที่แล้วรายได้ปี 2545-2546 ก็โตต่อเนื่อง มาถึงรอบนี้มาตรการไทยเข้มแข็ง 2555 น่าจะช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นขึ้นได้ซึ่งจะเป็นผลดีต่อบริษัท คาดว่าปี 2553 รายได้น่าจะเติบโตได้ 20% และมาร์เก็ตแชร์จะเพิ่มเป็น 8% จากตอนนี้อยู่ที่ 5-6% ของตลาด
"กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีเรายังอยู่ที่ 70% แต่ถ้าจะให้มีกำไรคงต้องใช้ที่ 90% ขึ้นไป ถ้าแนวโน้มเศรษฐกิจไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้ เราน่าจะพลิกกลับมามีกำไรได้แน่นอน" โรแยล ซีรามิค กำลังฟอร์มตัวเพื่อ "เทิร์นอะราวด์" ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ให้จับตามอง
Tags : ณัฎฐ์ บรรทัดฐาน • โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม
