กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 01:00

5เซียน ฝ่าวิกฤติวันหุ้นถล่ม พวกเขาเอาชีวิตรอดกันอย่างไร?

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ถ้าเป็นนักลงทุนผู้อ่อนประสบการณ์ เหตุการณ์วันนั้นน่าจะบ่งชี้อะไรบางอย่างถึงอนาคตในอาชีพนักลงทุน อย่างน้อยหัวใจของหลายคนคงเต้นผิดจังหวะ..

ปล่อย-ปลง-ประจัญบาน หรือ ประคับประคอง จับปฏิกิริยาการตอบสนองต่อ "ข่าวร้าย" ของ 5 เซียนหุ้น พวกเขาปฏิบัติตัวอย่างไรในวัน "หุ้นถล่ม" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek พาไปย้อนรอย

เช้าวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2552 ความไม่สดใสของตลาดหุ้นไทยเริ่มปรากฏเงาทะมึนของข่าวลืออัปมงคล "ราคาเปิด" กับ "ราคาสูงสุด" ของวันโคจรมาใกล้กันในช่วงเช้าก่อนที่แรงเทขายจะกระหน่ำทุบให้หุ้นร่วงจาก 752.22 จุด ดำดิ่งลงไปต่ำสุด 714.39 จุด ระหว่างวันหายไป 37.83 จุด ก่อนจะกระเตื้องปิดท้ายตลาด 731.47 จุด 

เย็นวันนั้นพบตัวเลขนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,978 ล้านบาท วอลุ่มวันนั้น 47,570 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 2 ปี 10 เดือน SET Index ปิดลบ 15.20 จุด หรือ 2.04% ทำเอาข่าวลบมาบตาพุดเด็กๆ ไปเลย

เหตุการณ์วันรุ่งขึ้น 15 ตุลาคม 2552 ยังคงอบอวลไปด้วยข่าวอัปมงคล ทั้งที่บรรยากาศตลาดหุ้นทั่วโลกค่อนข้างแจ่มใส  ตลาดหุ้นเปิดและทำราคาสูงสุดแบบเมื่อวานขึ้นไป 736.34 จุดก่อนจะไหลลงอย่างรวดเร็วในภาคบ่ายลงไปต่ำสุด 670.72 จุด ในระหว่างวันหุ้นดิ่งลง 65.62 จุด ก่อนปิดท้ายตลาดติดลบ 38.75 จุด หรือลบ 5.59% ด้วยวอลุ่มทะลักทลาย 53,774 ล้านบาท

เพียงแค่ 2 วันมูลค่าการซื้อขายทะลักสูงถึง 1 แสนล้านบาท หากวัดจากจุดสูงสุด 752.22 จุด ของวันพุธที่ 14 ตุลาคม และจุดต่ำสุด 670.72 จุด ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม ดัชนีติดลบ 81.50 จุด เหตุการณ์สองวันนั้นถือว่าไม่ปกติอย่างรุนแรง

ในห้อง VIP หมายเลข 129 บนตึกสูงระฟ้าย่านใจกลางเมือง "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล นักลงทุนรายใหญ่ระดับพันล้านบาท นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ที่แดงฉานนับ 10 เครื่องเบื้องหน้าอย่างใจจดจ่อ แม้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่แปลกใหม่ในรอบ 30 ปีที่อยู่ในวงการหุ้น แต่เหตุการณ์สองวันนั้น (14-15 ตุลาคม) มันทำให้ความมั่งคั่งของเขาหายวับไปกับตา

"เหตุการณ์วันนั้นผมขาดทุน (กำไร) สูงถึง 200 ล้านบาท ส่วนใหญ่ขาดทุนจากหุ้นลูกรักแทบทั้งนั้น"  เสี่ยปู่เซียนหุ้นวัยกลางคนย้อนเล่า

หุ้นลูกรักที่เสี่ยปู่พูดถึงก็คือ แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN)  เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF)  ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และอีกหลายตัวในพอร์ต

"ตอนนั้นรู้สึกบีบคั้น และเครียดมาก (ลากเสียงยาว) เพราะก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยไม่มีวี่แววจะปรับตัวลดลงรุนแรง ไม่มีแม้กระทั่งข่าวลือ ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศไม่มีอะไรผิดปกติ ที่สำคัญสถานการณ์เศรษฐกิจทำท่าจะฟื้นตัวแล้ว" แวลูอินเวสเตอร์พอร์ตระดับพันล้านเล่าความรู้สึกในนาทีนั้นแบบไม่ปิดบัง

หลังจากวันนั้นพอร์ตของเสี่ยปู่ก็ค่อยๆ กลับมามีกำไรตามปกติ เขาบอกว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นติดลบมากๆ ได้บอกน้องๆ และเพื่อนๆ นักลงทุนหลายรายให้หาจังหวะ "ช้อนหุ้นพื้นฐาน" เข้าพอร์ต ด้วยเหตุผลที่ไม่มีอะไรซับซ้อนยังมีหุ้นดีๆ อีกหลายตัวที่ซื้อขายต่ำกว่า Book Value (ค่า P/BV) และจ่ายเงินปันผลสูงถือไว้ยังไงก็คุ้ม

"ผมมองว่าอีก 2 เดือนครึ่งที่เหลือของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยจะ "ไปต่อ" โอกาสที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนระดับ 10-20% ไม่ใช่เรื่องยากเลย"  เสี่ยปู่มั่นใจ

ถามความรู้สึกเจ้าของคำนิยามตลาดหุ้นไทยซึมนาน-คลานเป็นเต่า-เศร้าเป็นปี-สุขขีประเดี๋ยวเดียว "เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง เซียนหุ้นเก็งกำไรระดับหลายร้อยล้านบาท กลับได้คำตอบด้วยอารมณ์ที่ต่างออกไป 

"ตอนนี้หัวใจผมเต้นเป็นปกติแล้ว เพราะได้กำไรกลับคืนมาหมดแล้ว แต่วันแรก (14 ตุลาคม) ที่ตลาดหุ้นเป็นสีแดง ผมเสียโอกาสในการทำเงินไปค่อนข้างมาก" 

จากที่ต้องนอนตีพุงกินกำไรอย่างมีความสุข สองวันนั้นเสี่ยป๋องบอกว่าเครียดเพราะขาดทุน แม้จะเป็นตัวเลขเพียงหลัก "ล้านบาท" ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการลงทุน แต่มันก็ทำให้รู้สึก "เซ็ง"  และ "กดดัน" แต่ก็ดีที่เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม ทำให้ตกใจขายหุ้นหมดพอร์ตในวันต่อมา (ล้างพอร์ตวันที่ 15 ตุลาคม)

ถ้าย้อนกลับไป 2 วันก่อนหน้านั้น คือวันจันทร์และวันอังคารที่ 12-13 ตุลาคม เสี่ยป๋องบอกว่า ได้ตัดสินใจซื้อหุ้นไว้เต็มพอร์ต จนมีหุ้นในมือมากถึง 18 ตัว

"บอกตรงๆ หลายปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเล่นหุ้นมากขนาดนี้ แต่ช่วงนั้นเห็นว่ามีเงินเหลือ และต้องการเล่นหุ้นพื้นฐานจึงคิดว่าไม่มีความเสี่ยง สุดท้ายก็คิดผิด เพราะหุ้นพื้นฐานมักไป (ลง) ก่อนชาวบ้าน เนื่องจากมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่จำนวนมาก"

เซียนป๋อง เล่าต่อว่า เมื่อตลาดหุ้นเริ่มกลับมาบวกในวันที่ 16 ตุลาคม ตอนเที่ยงของวันที่ 16 ตนเองก็ใจดีสู้เสือด้วยการซื้อหุ้น "กลุ่มน้ำมัน" หลังเห็นราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ยอมรับว่าไม่รู้จะเล่นหุ้นตัวไหนดี สุดท้ายก็ไม่สมหวังตามเคย (หุ้นไม่ได้ขึ้นมาก) 

"บอกตรงๆ วันนี้ยังหวาดกลัวตลาดหุ้นอยู่เลย ผมไม่ใช่คนใจกล้าถือหุ้นไว้ในมือนานๆ แม้ว่าจะโทรเช็คชัวร์แล้วว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือก็ตาม"

เสี่ยป๋องเล่ารายละเอียดของวันที่ 15 ตุลาคมว่า ช่วงที่ SET Index ลงไป 5 จุด ยังรู้สึกเฉยๆ แต่พอลงมา 10 จุด เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขโทรเช็คข่าวให้วุ่นวาย จากนั้นก็ทยอยขายหุ้นออกลดความเสี่ยง และเมื่อหุ้นลงไป 20 จุด พอร์ตก็เป็นศูนย์แล้ว..สถานการณ์แบบนี้ (นักเก็งกำไร) อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องโกยสถานเดียว (โกยไว้ก่อนประสบการณ์สอนไว้)

"ช่วงนี้ผมเล่นหุ้นเพียง 50% ของพอร์ต บอกตรงๆ กลัวม็อบเสื้อแดง ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมบอกทุกคนเสมอว่า เล่นหุ้นด้วยการดูเส้นกราฟอย่างเดียวมันเสี่ยงมาก เมื่อวันหนึ่งที่รู้สึกอิ่ม ผมก็จะเล่นให้น้อยลง หรือโบกมือลาตลาดหุ้นไปเลย" เซียนป๋อง บอก

ด้านเซียนหุ้นวัย 32 ปี "ก๋อย" ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ หลานชาย "เสี่ยขุน" ชนะชัย ลีนะบรรจง ช่วงเฟื่องฟูเคยมีมูลค่าพอร์ตสูงถึง 400 ล้านบาท ถ่ายทอดอารมณ์วันที่ "หุ้นถล่ม" ให้ฟังว่า วันเดียวทำให้ขาดทุนไปเป็นหลัก "สิบล้านบาท" โดยเฉพาะหุ้นยานภัณฑ์ (YNP) สองวัน (14-15 ตุลาคม) ร่วงลงไปเฉียด 10% ที่โดนไปก็มี ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) แต่ตอนนี้ก็ค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาสู่พื้นฐานแล้ว

"แม้จะขาดทุน แต่ไม่ได้ขายออกแม้แต่หุ้นเดียว ตอนนั้นก็โทรเช็คพบว่าเป็นเพียงแค่ข่าวลือ ที่สำคัญผมเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ถ้าตกใจขายหุ้นออกมาโอกาสที่หุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปในทางลบมากขึ้นก็เป็นไปได้สูง ตรงกันข้ามวันนั้นผมซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ เช่น หุ้นยานภัณฑ์ และ บางกอกแลนด์ (BLAND) เพราะถือเป็นโอกาสซื้อของถูกมากกว่าขาย"

ในมุมมองของยุทธพงษ์ เชื่อว่า SET Index สิ้นปี 2552 จะยืนระดับ 800 จุด หลังเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่หากการเมืองสงบนิ่งรับรองไปไกลกว่านี้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อตลาดหุ้นดูสวยขึ้นแทนที่จะขายก็เตรียมจะเก็บหุ้นเพิ่มโดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐเพราะเชื่อว่า "มาแน่..ไม่ช้าก็เร็วนี้"

ที่เล็งๆ เอาไว้เซียนก๋อย สนใจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บางกอกแลนด์ เพราะรถไฟฟ้าสายสีม่วงอาจวิ่งผ่านที่ดินที่บริษัทเป็นเจ้าของ ดังนั้นหุ้นตัวนี้จะได้รับผลดีแน่นอน รวมถึงกลุ่มยานยนต์ที่ฟื้นตัวแล้วนอกจากยานภัณฑ์ ยังสนใจ สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และ อาปิโก ไฮเทค (AH) เพราะบริษัทดังกล่าวรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อีโคคาร์ ที่ดูแล้วน่าจะมีอนาคต

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มก่อสร้างก็น่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นอีเอ็มซี (EMC) ของ "คุณอา" (ชนะชัย ลีนะบรรจง) เท่าที่พูดคุยกัน พบว่าไตรมาส 1 ปี 2553 อาจล้างขาดทุนสะสมได้ทั้งหมด ตอนนี้บริษัทก็มีงานในมือพอสมควร และน่าจะได้รับอานิสงส์จากโครงการภาครัฐทำให้ในปี 2553 ผลประกอบการจะฟื้นตัว
 
"วันนี้พอร์ตผมลดลงจาก 400-500 ล้านบาท เหลือเพียง 200 ล้านบาท เนื่องจากซื้อขายหุ้นด้วยเงินสดล้วนๆ และเลิกเล่น Net Settlement และมาร์จิน ผมอยากแนะนำนักลงทุนว่า สนใจหุ้นตัวไหนให้รีบเก็บตั้งแต่วันนี้ เพราะราคาหุ้นหลายตัวยังต่ำกว่าพื้นฐาน อย่ารอให้ดัชนีวิ่งขึ้นไป 800-900 จุด แล้วค่อยมาซื้อวันนั้นอาจสายไปแล้ว"

เซียนหุ้นรายใหญ่อีกคน "เสี่ยวิลลี่" หรือ "เฮียแป๊ะ" วิรัตน์ อุดมสินวัฒนา นักลงทุนระดับหลายร้อยล้านบาท หุ้นตกใหญ่รอบนี้ "รอด" ผลจากการระมัดระวังอย่างมาก หลังดัชนีถีบตัวสูงขึ้นมามากแล้ว

"ผมโชคดีที่ขายหุ้นออกไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม เพราะเห็นว่าราคาหุ้นขึ้นมาสูงมากแล้ว และมองว่าตลาดน่าจะมีการปรับตัว ส่วนหุ้นเทิร์นอะราวด์ที่ลงทุนไว้ เช่น ดราก้อน วัน (D1) และ 124 คอมมิวนิเคชั่นส (PR124) ยังคงถืออยู่"

ตอนนี้ขอรอดูสถานการณ์ต่างๆ อีก 1-2 สัปดาห์ เพราะไม่แน่ใจเรื่องการเมือง หลังมีม็อบเสื้อแดงออกมาเดินขบวน และอาจมีข่าวลืออะไรตามมาอีกระลอก ถ้าทุกอย่างเป็นปกติก็อาจจะกลับเข้าไปลงทุนใหม่ สนใจหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน และพลังงาน ซึ่งก็มองว่าตลาดหุ้นสิ้นปี 2552 อาจขึ้นไปที่ 800 จุด เหมือนอย่างที่โบรกเกอร์ออกมาทำนาย

"ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ หรือต้นปี 2553 อาจเห็นผมเข้าไปซื้อหุ้นเทิร์นอะราวด์เพิ่ม เหมือนที่เข้าไปซื้อหุ้น D1 และ PR124 แต่จะเป็นกลุ่มใดวันนี้ขอเก็บเป็นความลับก่อน เพราะอยู่ระหว่างพิจารณาเนื้อในของบริษัทดังกล่าวอยู่"  วิรัตน์ บอก

เซียนหุ้นคนสุดท้ายที่มองตลาดหุ้นปีนี้ไม่ค่อยสวย ฉาย บุนนาค "เซียนหุ้นรุ่นจูเนียร์" ปัจจุบันถือหุ้นใหญ่ บมจ.ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น (SSE) และเป็นผู้บริหาร บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) เล่าว่า วันนั้นขาดทุนเพียงเล็กน้อย โดยปกติก็ไม่ใช่คนขี้ตกใจอยู่แล้ว และแน่ใจว่าข่าวอัปมงคลชิ้นนั้นเป็นเพียงข่าวลือ

"ที่สำคัญวันแรก (14 ตุลาคม) ที่ตลาดหุ้นติดลบ ผมยุ่งมากไม่มีเวลาดูหุ้นเลย มาส่องอีกครั้งก็ตอนตลาดหุ้นปิดแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็มีแรงรีบาวด์กลับมาเล็กน้อย ผมเลยตัดสินใจไม่ขายหุ้นตัวหลักๆ ออก"

ปัจจุบันหุ้นหลักๆ ที่ถืออยู่ ได้แก่ โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบ้านปู (BANPU) แต่หากค่าเงินบาทหลุด 33.5 บาทต่อดอลลาร์ และฟันด์โฟลว์ (เงินทุนไหลเข้า) อ่อนตัวลง อาจตัดสินใจขายหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้ เพราะตอนนี้ราคาก็ถือว่า "โอเวอร์" มากแล้ว

"ผมมองตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 2552 อาจหยุดที่ตัวเลข 650-700 จุด ผมว่าวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจเมืองไทยและนอกประเทศยังไม่มีอะไรดีขึ้น ที่สำคัญปัญหาการเมืองยังย่ำอยู่ที่เดิม มีข่าวดีเพียงอย่างเดียว คือ มีเงินนอกไหลเข้ามาในภูมิเอเชียมากขึ้น"

ถ้าถามว่า SET Index มีโอกาสแตะ 800 จุดหรือไม่ ฉายบอกมันก็ไม่ใช่เรื่องยากหากเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ถ้าเงินนอกไหลออกต่อให้เศรษฐกิจหน้าตาสวยแค่ไหน ก็ไม่ช่วยอะไรเลย...เขาบอกเป็นนัยๆ เล่นหุ้นนับต่อจากนี้ "ตามก้นฝรั่ง..หมาไม่กัด" 

ขณะที่ทางการกำลังตามหา "ว" ตามหา "ย" คนแพร่ข่าวลืออัปมงคล เซียนหุ้นผู้มากประสบการณ์ทั้งหลายกำลังตามล่าหา "โอกาส" ที่ไม่เคยหมดสิ้นในวังวนแห่งความหวัง ความโลภ และความกลัว  
  

Tags : หุ้น ฉาย บุนนาค สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7

ไม่อยากให้เรียกนักลงทุนบางคนที่ถูกกล่าวโทษจากกลตว่าเซียนหุ้น ถ้าปั่นหุ้นสร้างราคา
ถูกเรียกว่าเซียนหุ้นใครก็เป็นได้ จริงไหมครับคุณฉาย บุนนาค

ความคิดเห็นที่ 6

ถ้ารู้วิชาโหราศาสตร์
1.ใช้ วันเดือนปี เวลาเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก ก็หาลัคนาของหุ้นตัวนั้นได้
2.จากนั้นหาชีพจรการขึ้นลงของหุ้นตัวนั้น ด้วยดาวจันทร์จรตามปฏิทินดาราศาสตร์ของแต่ละวัน โดยถือว่าดาวจันทร์นั้นเป็นจุดที่เคลื่อนที่แบบหาลัคนา ที่เคลื่อนที่ไปตามเวลานาฬิกา
3.เมื่อรู้ว่าวันนี้ดาวจันทร์โคจรอยู่ราศีใดแล้วให้หาว่าดาวจันทร์จรโคจรไปอยู่ราศีใดเมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละนาที ทับนวางค์ดาวอะไรเมื่อชีพจรหุ้นตัวนั้นขึ้นหรือลง
4.จดดูทำสถิติจนครบ 12ราศี ตกราศีที่เป็นอริ มรณะ วินาศกับลัคนาของหุ้นตัวนั้น หุ้นตกจริงหรือไม่ ตอนโคจรทับตรียางค์ลูกพิษมีผลต่อการขึ้นลงหรือไม่
5.ถ้าไม่สอดคล้องต้องขยับลัคนาใช่หรือไม่
6.เมื่อจับชีพจรหุ้นตัวนั้นจนรู้ทิศทางขึ้นลงเมื่อผ่านราศีต่างๆ ทับดาวนวางค์อะไร ทับตรียางค์ลูกพิษอะไร ส่งผลสอดคล้องกับชีพจรหุ้นตัวนั้น ประมาณ 80 %ว่าเป็นไปได้แล้ว
7.จึงซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรเป็นนาที เล่นมันตัวเดียวก็ได้ ถ้าลัคนาหุ้นตัวนั้น มันสัมพันธ์ดีกับลัคนาของตัวเราเอง!!!!!!
หมายเหตุ มีคนหาหลักวิชาโหรเล่นหุ้นพบแล้ว ถอนทุนที่เจ๊งไป กลับคืนหมดแล้ว ตอนนี้ใจเย็น ไม่โลภ ขอค่ากับข้าววันละ หมื่นพอแล้ว!!!!!!!!!!!!!!

ความคิดเห็นที่ 5

หา ว หา ย ทำไมไม่หา ค ด้วยล่ะ 55+++ ล้อเล่ง

ความคิดเห็นที่ 4

uppppp and downnn uppp+ and down+

ความคิดเห็นที่ 3

พวกหูเบา ตกเป็นเหยื่อ พวกหนักแผ่นดิน ทั้งนังจีรนันท์ นายคธา คนพวกนี้สมควรถูกลากคอเข้าคุก ไม่ใช่แค่จับ ปรับ ปล่อย พวกหนักแผ่นดินที่ทำความเสียหายให้เศรษฐกิจไทยในตลาดหุ้นร่วม หมื่นล้าน . .. สงสัยสมคบกับคนสิงคโปร์ คนต่างชาติ รู้กันกับพวกฟ้าเดียวกัน ประชาไทย ปล่อยข่าว ทำลายศิริมงคลของบ้านเมือง .ชาวบ้านรอดูเจ้าหน้าที่จัดการขาใหญ่อีกคน ที่ตัวเลขบัญชีพุ่งผิดปกติและคนต่างชาติว่าจะจัดการได้หรือไม่ ..พวกหนักแผ่นดินปล่อยข่าวลือทุเรศ.. สมควรอยู่ในคุก ดัดสันดาน ดีที่สุด

ความคิดเห็นที่ 2

อยากรู้ว่าคนที่จะเป็นเซียนหุ้นนั้น เขาดูที่อะไร ตามที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ ดูเหมือนเราจะมีเซียนหุ้นเยอะเหมือนกัน อยากรู้ว่าคุณสมบัติของการเป็นเซียนหุ้นเป็นอย่างไร เมื่อไหร่อ่านพบว่าคนนั้นคนนี้เป็นเซียนหุ้นจะได้นึกภาพออกว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จึงถูกตั้งสมญาว่า เซียนหุ้น

ความคิดเห็นที่ 1

ผมไม่ใช่เซียนหุ้น ผมไม่ได้ทำอะไรในวันหุ้นถูกถล่มในวันที่มีข่าวลือ ผมก็แค่สนใจว่าบริษัทที่ถือหุ้นอยู่จะมีผลประกอบการดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร ไม่ได้สนใจอย่างอื่น เหมือนตอนที่ธปท. ประกาศมาตรการเรื่องให้เงินตราต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศในระยะสั้นต้องถูกบังคับให้ต้องกันเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินสำรองเมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว ซึ่งทำให้หุ้นตกลงอย่างถล่มทลาย แล้วภายในเดือนสองเดือนราคาหุ้นก็กลับขึ้นไปเหมือนเดิม ตลาดหุ้นของเรามันก็เป็นเรื่องข่าวลือทั้งนั้น หุ้นราคาขึนหรือตกไม่ได้สอดคล้องกับผลประกอบการของบริษัทเท่าไหร่นัก

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement