ในฐานะ 'คุณพ่อรุ่นใหญ่' เลี้ยงเด็กอ่อน 'อีเทอเนิล เอนเนอยี' ตลอดสองปีนี้ อยากจะวางมือก็หมดสิทธิ์ เพราะลงตังค์ไปแล้ว 'พันกว่าล้านบาท'
ภารกิจสำคัญของ ศิริธัช โรจนพฤกษ์ คือการเปลี่ยนจากธุรกิจขายอาหารทะเลหันมาทำธุรกิจพลังงานทดแทนซึ่งอยู่กันคนละขั้วกับของเดิม และเปลี่ยนชื่อจาก บมจ.ซีฮอร์ส มาเป็น บมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี จากนั้นต้องปลุกปั้น "ทารกน้อย" ให้ตั้งไข่ยืนบนขาของตัวเอง
ยังไม่ทันตั้งไข่บริษัทนี้ก็เริ่มตั้งเค้าปัญหานานัปการ เริ่มจากที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ท้วงติงว่าการขายธุรกิจอาหารที่มีมูลค่าตามบัญชี 780 ล้านบาท ขายในราคา 670 ล้านบาทให้กับเจ้าของเดิม ชาตรี มหัทธนาดุลย์ และมนตรี มหัทธนาดุลย์ เป็นราคาขายที่ไม่สมเหตุสมผล
อีกทั้งธุรกิจเอทานอลยังมีความเสี่ยงสูงบริษัทคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตเอทานอลได้ในช่วงต้นปี 2554 โดยโรงงานจะมีกำลังการผลิต 650,000 ลิตรต่อวัน ใช้เงินลงทุน 3,000-3,500 ล้านบาท คาดว่าจะมาจากเงินทุนของบริษัทประมาณ 1,000 ล้านบาท และเงินกู้ยืม 2,000-2,500 ล้านบาท
โดยในระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล บริษัทจะมีรายได้จากการขายมันสำปะหลังเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ ความเสี่ยงจากภาวะผลผลิตล้นตลาด และความเสี่ยงจากนโยบายด้านพลังงานทดแทนของภาครัฐที่ยังไม่แน่นอน เป็นต้น สรุปว่าเพิ่งตั้งไข่ก็เห็นความเสี่ยงรออยู่เบื้องหน้า
อีกทั้งเจ้าพ่อคอม-ลิงค์ ในวันที่ลูกน้องต่างขอ "แยกทาง" ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ พาลูกน้องชุดใหญ่ยกขบวนจาก บล.บีฟิท ไปอยู่กับ "เสี่ยไมค์" สดาวุธ เตชะอุบล ที่ บล.คันทรี่ กรุ๊ป สมโภชน์ อาหุนัย อดีตกรรมการผู้จัดการ บล.หยวนต้า อดีตลูกน้องที่เคยไว้ใจก็ "แตกคอ" กันแล้ว โดยสมโภชน์เบนเข็มไปลงทุนใน บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ สัดส่วน 51.58% ทำธุรกิจเอทานอลเหมือนกัน โดยเชิญอดีตปลัดคลัง สมใจนึก เองตระกูล มาเป็นประธานบริษัทตัวเองและมีแผนจะเข้าตลาดหุ้นเอ็มเอไอไตรมาส 3 ปีนี้อีกด้วย
สมโภชน์เป็นคนเริ่มตั้งไข่ธุรกิจเอทานอลให้กับศิริธัช ข่าววงในแจ้งว่าสมโภชน์ (ลูกพี่ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ) มีปัญหาความไว้เนื้อเชื่อใจกับ "เจ้านาย" หลัง บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เข้ามาเจรจาซื้อ บล.บีฟิท ผ่านสมโภชน์โดยตรงตามธรรมเนียมถือว่าข้ามหน้าข้ามตาผู้ใหญ่ในบริษัท รวมถึงข่าวเรื่องราคาหุ้น SH ที่ถูกจุดพลุจาก 0.54 บาทขึ้นไป 0.90 บาทในเวลาเพียง 2-3 วัน และราคาหุ้น BSEC ที่เคลื่อนไหวอย่างหวือหวาช่วงที่มีข่าวถูกควบรวมกิจการจนถูกทางการเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงกรณีประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ พาลูกน้องนับร้อยชีวิตย้ายไปอยู่กับ บล.คันทรี่ กรุ๊ป
เมื่อไม่มีสมโภชน์ อาหุนัย เป็นแม่ทัพใหญ่ ศิริธัช จำเป็นต้องลงมาคุมเกมเองทั้งหมดในบมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ (รักษาการ) ที่จริงอาจไม่ใช่หน้าที่ของมหาเศรษฐีผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มคอม-ลิงค์ ที่เลยวัยเกษียณมา 4 ปีแล้วต้องลงมาคลุกเอง
"หลังจากนี้คงต้องโฟกัสไปที่ธุรกิจนี้ (อีเทอเนิล เอนเนอยี) เต็มที่ อยากจะวางมือก็วางไม่ลง" ศิริธัชบอก พร้อมทั้งยืนยันว่าธุรกิจเอทานอลยังมีอนาคตที่สดใส อย่าไปเชื่อพวกนักวิเคราะห์กับข่าวที่พูดว่าธุรกิจเอทานอลแข่งขันสูงและมาร์จินต่ำ เพราะนโยบายภาครัฐกำลังสนับสนุนธุรกิจนี้อย่างจริงจัง
"ถ้ามันไม่ดีจริงผมจะไปลงทุนมหาศาลไปทำไม ผมเข้ามาลงทุนซีฮอร์สเมื่อสามปีก่อนตั้ง "พันกว่าล้านบาท" ต้องหวังกำไรอยู่แล้ว"
ส่วนที่ขายธุรกิจอาหารไป 670 ล้านบาท ก็มีความเหมาะสมแล้ว เมื่อเทียบกับมูลค่าตามบัญชีของทรัพย์สิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 576 ล้าน ก่อนหน้านี้ก็ได้เปิดประมูลถึงสองรอบผ่าน น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ และ น.ส.พ.ฐานเศรษฐกิจ แต่ไม่มีใครสนใจยกเว้นกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม
เขาบอกว่า เงินที่ได้จะนำมาชำระหนี้ 630 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 40 ล้านบาท ตอนนี้ได้รับเงินมัดจำแล้ว 30 ล้านบาท เชื่อว่า (ชาตรี-มนตรี มหัทธนาดุลย์) "ไม่เบี้ยว" แน่นอน ส่วนเรื่องเงินกู้ 2,000-2,500 ล้านบาทตอนนี้เจรจากับสองธนาคารคาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 18 เดือน และได้เจรจาขายเอทานอลกับ ปตท.เรียบร้อยแล้ว ทางนั้นจะรับซื้อเต็มจำนวนที่เหลืออาจจะส่งออกไปขายต่างประเทศ
"ทันทีที่เอทานอลไหลออกมาหยดแรกเราจะมีกำไรทันที แต่ช่วงแรกรายได้จะต้องนำไปลดหนี้สินก่อน คาดว่าจะสามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ไม่เกิน 5-7 ปี"
เจ้าพ่อคอม-ลิงค์ บอกว่า หลังจากนี้จะดึงตัวผู้บริหารที่มีความชำนาญในธุรกิจเอทานอลมาร่วมงาน และมั่นใจว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์กลางผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ได้ในอนาคต
“ผมเข้าใจนักลงทุนที่ยังติดหุ้น SH อยู่เพราะใครนำเงินเข้ามาใส่ก็ต้องหวังผลตอบแทน ผมในฐานะผู้บริหารต้องหาทางทำให้มันมีกำไรให้ได้”
ถามถึงอนาคตของ บง.กรุงเทพธนาทร (BFIT) และ บล.บีฟิท (BSEC) ศิริธัช ปฏิเสธที่จะพูดถึงโดยให้เหตุผลว่า ตอนนี้ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับสองบริษัทนี้แล้ว แต่ยังเชื่อว่าเงินสดที่บล.บีฟิทมีอยู่ 1,900 ล้านบาท ยังไงก็ "ไม่เจ๊ง" แม้ว่าผู้บริหารและมาร์เก็ตติ้งจะทยอยลาออกไปเกือบหมดบริษัท คงทำธุรกิจไปเรื่อยๆ
"จะเก็บ บล.บีฟิทไว้มั๊ย! ผมไม่รู้ไปถามผู้บริหารเอาเอง ผมไม่เกี่ยวอะไรกับ บล.บีฟิทอีกแล้ว ในเมื่อเขา (ประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ) สร้างลูกค้าขึ้นมาเอง เมื่อเขาออกไปลูกค้าก็คงไปกับเขาหมดแหละ"
ส่วน บง.กรุงเทพธนาทร ศิริธัช ยอมรับว่าธุรกิจเงินทุน “หมดอนาคต” ไปแล้ว เรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอให้ควบรวมบริษัทเงินทุนที่เหลือเป็นความจริง แต่ถึงตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ถามว่าถ้ามีการควบรวมจริง บง.สินอุตสาหกรรม (SICCO) น่าจะเป็น "แกนนำ" เนื่องจากมีขนาดใหญ่ที่สุด เขาตอบเลี่ยงๆ ว่า "ไม่น่าจะห่างกับเรามากนะ"
"สินทรัพย์ที่เรามีอยู่ (BFIT) ไม่พอจะเป็นแบงก์ได้ ทางการเขาก็ไม่อยากออกใบอนุญาตพร่ำเพรื่อ ถามว่าข้อเสนอนี้เราสนใจไหม..ผมไม่รู้ แต่ใครๆ เขาก็อยากจะเป็นแบงก์กันทั้งนั้น"
เจ้าพ่อคอม-ลิงค์ สรุปทางของตัวเองว่า ชีวิตนี้ไม่ต้องการเป็นคนดังออกหน้าสื่อมาก ขอใช้ชีวิตอย่างสงบดีกว่า ภายในสองปีนี้จะต้องทุ่มเทกับ บมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี สัญญาว่าต่อไปจะได้ยิน "ข่าวดี" ออกมาเรื่อยๆ
Tags : ศิริธัช โรจนพฤกษ์ • อีเทอเนิล เอนเนอยี
