กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 15 กันยายน 2552 03:00

สองเกลอ วิพากษ์ 2หุ้นร้อน..ยานภัณฑ์-เพิ่มสิน

ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ

"ผมมองว่าธุรกิจยานยนต์ยังมีอนาคต ศก.จะดีจะแย่ยอดขายรถก็ไม่ตก อีกอย่างหนึ่งเพื่อนผมเล่นตัวนี้มาก่อนเลยเชื่อว่าเขาคิดมาดีแล้วเลยมั่นใจ

จากการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์พบว่า สง่า ตั้งจันสิริ ถือหุ้นซิงเกอร์ประเทศไทย จำนวน 2,124,700 หุ้น สัดส่วน 0.79% และหุ้นยานภัณฑ์  40.70 ล้านหุ้น สัดส่วน 2.54% มูลค่าตลาดรวมกันประมาณ 38-39 ล้านบาท ขณะที่Book Value ถือหุ้นยานภัณฑ์ 62.58 ล้านหุ้น สัดส่วน 3.91% และหุ้นเพิ่มสินสตีลเวิคส์ 93.48 ล้านหุ้น สัดส่วน 18.70% มูลค่าตลาด 2 ตัวรวมกันประมาณ 165 ล้านบาท

การทิ้งน้ำหนักไปที่หุ้นยานภัณฑ์และหุ้นเพิ่มสินสตีลเวิคส์ ทั้งที่รู้ๆ กันว่าเป็นหุ้น "เก็งกำไร" จ๋า!  และเป็นหุ้นประเภทมี "เจ้า" (มือ) องค์ลงเมื่อไรวิ่งจี๋ เมื่อไรที่เจ้าออกก็ร่วงผล็อย

"ผมมองว่าธุรกิจยานยนต์ยังมีอนาคต เศรษฐกิจจะดีจะแย่ยอดขายรถก็ไม่ตก อีกอย่างหนึ่งเพื่อนผม (ยุทธพงษ์) เล่นตัวนี้มาก่อนเลยเชื่อว่าเขาคิดมาดีแล้วเลยมั่นใจที่จะลงทุนตาม" สง่าไขข้อข้องใจ

สง่า ว่าต่อ ได้ติดตามหุ้น YNP มาตั้งแต่ราคาอยู่ที่  3-4 บาท พอราคาตกลงมาอยู่ที่ 0.30 บาท (ช่วงเดือนธันวาคม 2551 ลงไปต่ำสุด 0.23 บาท) เริ่มสนใจเพราะเห็นว่าราคาต่ำว่า Book Value ค่อนข้างมาก และกลับมาถามตัวเองว่ายอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน

"ราคาตอนซื้อ 0.30 บาท ถ้าลงไปอีกผมยอมรับที่จะขาดทุนได้ก็เลยซื้อไปที่ราคานั้น อีกอย่างหุ้นมันต่ำมากผมสามารถซื้อได้เยอะ 10 ล้านหุ้นใช้เงินเพียง 3 ล้านบาทเท่านั้นเอง"

สง่า เล่าว่า เริ่มทยอยซื้อหุ้น YNP ถัวเฉลี่ยหลายราคาตั้งแต่ 0.30, 0.32 จนถึง 0.34 บาท อาจจะแปลกจากคนอื่นที่เขามักซื้อถัวเฉลี่ยในราคาถูกลง (หุ้นลงจะ Cut Loss) แต่ตัวเองจะซื้อถัวเฉลี่ยในขณะที่ราคาหุ้นสูงขึ้น ถ้ามั่นใจว่าราคายังถูกและขึ้นต่อไปได้อีกจะซื้อเพิ่ม 

พอราคาหุ้นดีดขึ้นคราวนี้ก็ "ถึงเวลาขาย" วิธีการขายจะทยอยขายเป็นล็อตๆ กรณีของหุ้น YNP เริ่มปล่อยของที่ราคา 0.70 บาท ขึ้นมา 0.80 บาทก็ขายอีก พอขึ้นมา "บาทกว่า" คราวนี้ขายออกไปเกือบหมดหน้าตักเลย สัดส่วนที่เห็นในโครงสร้างผู้ถือหุ้น 40.70 ล้านหุ้น ตอนนี้ไม่ถึงแล้ว 

"ผมตั้งเป้าหมายกำไรหุ้น YNP ไว้ที่ "ครึ่งหนึ่ง" ของราคา Book Value ในตอนนั้นหรือขอให้ราคาถึง 0.70 บาทก็พอ แค่นี้ก็ได้กำไรตั้ง 100% แล้ว"

ด้าน ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ ที่มาด้วยกันพูดถึงหุ้น YNP ว่า ดูภายนอกจะมีหนี้สินเยอะ (ณ 30 มิ.ย.2552 มีหนี้สินรวม 9,265 ล้านบาท) แต่ความจริงหนี้ก้อนนี้สามารถแปลงเป็นรายได้ได้ในอนาคต ช่วงที่ราคาตกหนักตอนนั้นธุรกิจยานยนต์กำลังมีปัญหาทั่วโลกและมีคนปล่อยข่าวว่าบริษัท "ใกล้เจ๊ง" ทุกคนเลยกลัวแห่ขาย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรออเดอร์ก็กลับมาอยู่ดี

"ถ้าดูในงบการเงินดีๆ จะเห็นว่าหลังหักหนี้สินออกไปแล้วสินทรัพย์เขายังเหลืออยู่ตั้ง 3,000-4,000 ล้านบาท แถมยังมีที่ดินแปลงดีๆ ในมือตั้งเยอะ"

เซียนก๋อยวิพากษ์หุ้นโปรดต่อว่ารูปแบบการทำธุรกิจของยานภัณฑ์จะรับออเดอร์สั่งซื้อตรงจากคู่ค้า ไม่ผลักภาระสต็อกสินค้าให้เอเย่นต์ วอลลุ่มที่เห็นจึงเป็นรายได้จริงๆ และส่วนใหญ่ยังเป็นลูกค้าชั้นดีอย่าง โตโยต้า ฮอนด้า ล่าสุดยังได้ลูกค้าใหม่คูโบต้า เข้ามาอีก

"คิดในแง่ร้ายที่สุดถ้าบริษัทต้องเจ๊งจริงๆ ยังไงก็มีคนมา “อุ้ม” เพิ่มทุนให้แน่นอน ถ้ามีปัญหาอย่างน้อยโตโยต้า (ลูกค้ารายใหญ่) จะเข้ามาร่วมทุนแน่นอน เหมือนที่ทำกับบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์อื่นในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ...ผมโทรเช็คผู้ใหญ่ในวงการธนาคารแล้วทุกคนยืนยันว่าบริษัทนี้ไม่มีปัญหาแถมเป็นลูกค้าเกรดเอด้วย" นี่คือเหตุผลที่ยุทธพงษ์กล้าทุ่มซื้อถึง 62.58 ล้านหุ้น เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสามของบริษัท

เจ้าตัวยังเดินหน้า "เชียร์" ยิ่งกว่าออกนอกหน้า ฟันธงว่าปีหน้า (2553) ยานภัณฑ์จะพลิกกลับมาทำกำไรได้ (ขาดทุน 3 ปีติดต่อกัน) ปลายปีนี้น่าจะหยุดขาดทุนได้เพราะไลน์ผลิตของโรงงานโตโยต้ากลับมาเดินเครื่องเต็ม 100% แล้ว และกำลังผลิตรถรุ่นที่มีความต้องการสูงในตลาดอย่างแคมรีไฮบริด และโคโรล่าอัลติส ไม่น่าห่วงเรื่องยอดขาย

"คอยดูผลประกอบการไตรมาสสี่ รับรองมีกำไรแน่นอนแถมจะมีเซอร์ไพรส์ด้วย" เจ้าตัวถึงกับกล้าการันตี

ยุทธพงษ์เปิดหน้าไพ่ว่า ได้ชักชวนเพื่อนๆ เข้ามาซื้อหุ้น YNP รายชื่อผู้ถือหุ้นตั้งแต่อันดับห้าลงไปล้วนเป็นพรรคพวกเดียวกัน แต่ขอยืนยันว่าไม่เคยคิดจะ "ยึดกิจการ" นี้แน่นอน

"ผู้ถือหุ้นใหญ่ตระกูลพันธ์พาณิชย์โทรมาถามผมว่าจะเทคโอเวอร์หรือไง! เข้ามาเก็บหุ้นเขาตั้งเยอะ ผมตอบไปว่าแค่เข้ามาลงทุน บังเอิญตอนที่เข้าไปราคาหุ้นมันถูกสัดส่วนเลยดูเยอะ หุ้นตัวนี้ผมถือยาวแน่นอน ต้นทุนอยู่ตั้งแต่ 0.80-1.20 บาท อีกไม่นานที่ติดไว้ก็ได้คืน"

ส่วนหุ้น PERM ที่เคยเปิดศึกกับกลุ่มเจ้าของเดิมในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง แต่ถูกเจ้าถิ่น "กัน" ให้อยู่นอกสนามแถมโดน "ขัง" (ติดหุ้นราคาแพง) หลานชายชนะชัย ลีนะบรรจง บอกว่า กำลังทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นให้เหลือแค่ 10% จากที่เคยถือ 20% และได้ชวนให้เพื่อนๆ ขายหุ้นตัวนี้ออกมาแล้ว

"ที่ผ่านมาไม่เคยอยากเข้าไปเป็นกรรมการบริษัท เพียงแต่ต้องการเข้าไปตรวจสอบว่าทำไม! ก่อนหน้าที่ผมจะเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทมีกำไรมาตลอด แต่พอซื้อหุ้นแล้วบริษัทถึงขาดทุน ผมสงสัยว่าเขามีสต็อกเหล็ก 4 หมื่นตันที่ราคา 18 บาท แต่พอราคาในตลาดขึ้นมาที่ 40 บาท ทำไมไม่ขายเลยอยากเข้าไปตรวจสอบเท่านั้นเพราะผมก็อยู่ในธุรกิจเหล็ก มันข้องใจ"

เสี่ยหนุ่มบอกว่า พอร์ตลงทุนในปัจจุบันยังอยู่แถวๆ 200-300 ล้านบาท เคยเพิ่มสูงสุดถึง 400 ล้านบาท หุ้นหลักๆ ที่ถือเยอะยังคงเป็น PERM และ YNP ส่วนเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มสินสตีลเวิคส์ได้เอาไปลงทุนหุ้นพลังงานบ้างแล้ว และกำลังมองๆ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อยู่ ช่วงนี้จะเล่นหุ้นผ่าน บล.ธนชาต บ่อยที่สุด

สำหรับแนวโน้ม SET Index ยุทธพงษ์ มองว่าปลายปีนี้น่าจะได้เห็น 700 จุด ปี 2553 ช่วงปลายๆ ปี ตลาดหุ้นน่าจะวิ่งแรงได้อีกครั้ง เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเต็มที่

แม้ใครจะมองไม่ดีมองว่าเป็นพวก "ปั่นหุ้น" แต่สำหรับ "เสี่ยก๋อย" เขายังคงยืนยันว่าถ้าทำอย่างที่ถูกกล่าวหาจริงคงไม่มานั่งเปิดเผยตัวตนแบบนี้หรอก และไม่เคยมีปัญหากับทางตลาดหลักทรัพย์

"ถ้าผมไปลงหุ้น ปตท.คงไม่มีคนสนใจแต่พอมาลงหุ้น PERM ถือเยอะคนก็ตกใจ ตอนนี้ผมไปลงทุนหุ้นตัวไหน (ที่ขนาดไม่ใหญ่) คนจะมองว่าจะไปเทคโอเวอร์เขาซะหมด ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ มันคือการลงทุนจริงๆ" ยุทธพงษ์ ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ นั่นก็เพราะเขาเป็นหลานชายชนะชัย ลีนะบรรจง ที่เคยมีประวัติทางด้านนี้

Tags : ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

YNPขายบ.ลูกที่ดีที่สุดให้โตโยต้าไปหมดแล้ว ลูกค้ารายใหญ่ไม่มีแล้ว บ.เหลือแต่ทรากอย่ามาแหกตา

ความคิดเห็นที่ 1

ลง 2 วันติดเลย เว้นบ้างก็ได้นะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement