"ปีนี้น่าจะยังขาดทุนอยู่ แต่ปีหน้าเชื่อว่า เราจะเทิร์นอะราวด์ครั้งใหญ่ด้วยรายได้ที่อาจโตเป็นเท่าตัวและมีกำไรเป็นปีแรก"
นับตั้งแต่ "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไปซื้อ บมจ.เคพโทรนิค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) แล้วปัดฝุ่นเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548 โดยมอบหมายให้บุตรสาว ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้บริหารแต่สถานการณ์บริษัทก็ไม่ดีขึ้น
จนกระทั่งช่วงปลายปี 2550 กลุ่มวงศ์สวัสดิ์ตัดสินใจ "ขายบริษัท" ให้กับ หจก.สามประสิทธิ์ (กลุ่มสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม) และ จักร จามิกรณ์ แล้วหันมารุกธุรกิจโลจิสติกส์อย่างจริงจัง จนกระทั่งทุกวันนี้วินโคสท์ก็ยังประสบปัญหา "ขาดทุน" อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ล่าสุดพบข้อสังเกตสำคัญ หจก.สามประสิทธิ์ และ จักร จามิกรณ์ ได้โอนขายหุ้นล็อตใหญ่ให้กับ "บุคคลที่สาม" ในราคา 0.158 บาท
พร้อมกันนี้ เทียนชัย ดาวรรณวงศ์ คนสนิทของ จักร จามิกรณ์ ประธานกรรมการบริษัท ออกมาส่งสัญญาณว่าหุ้น WIN ใกล้จะ "เทิร์นอะราวด์" ครั้งใหญ่แล้ว
"คาดว่าปีนี้ เราน่าจะยังขาดทุนต่ออีกปี" เทียนชัย ดาวรรณวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค ยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
ซีอีโอมือขวาจักร จามิกรณ์ ชี้แจงว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของบริษัทอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้วถึงไตรมาสแรกปีนี้ ทำให้ผลประกอบการปี 2551 ต้องขาดทุน (93.59 ล้านบาท) ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะเริ่มมีกำไรแล้ว
วินโคสท์เริ่มจับธุรกิจโลจิสติกส์อย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2549 แต่ยังไม่มีกำไรเลย เทียนชัย อธิบายว่า ปี 2549 พอเกิดรัฐประหารลูกค้าที่จะเซ็นสัญญาก็เลื่อนออกไป พอปี 2551 ก็เกิดวิกฤติซับไพร์มช่วงเดือนเมษายนปีนี้คนเสื้อแดงก็ออกมาเดินขบวนอีก แต่ถ้าเทียบกับการโตติดลบของอุตสาหกรรมนี้แล้วเรายังทำได้ดีกว่า ต้องถือว่าหลายไตรมาสที่ผ่านมาเราขาดทุนลดลงเรื่อยๆ การควบคุมต้นทุนก็ทำได้ดีขึ้น
อนาคตของวินโคสท์จะเป็นอย่างไรต่อไปจะขึ้นอยู่กับ "ปัจจัยบวก" สองประการ คือ หนึ่ง.ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่แพงขึ้นบริษัทต่างๆ จะหันมาใช้บริการขนส่งทางรางมากขึ้น ซึ่งตอนนี้วินโคสท์ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจขนส่งทางรางอันดับต้นๆ ของประเทศ
สอง.นโยบายพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของภาครัฐ ในแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” ได้ระบุชัดเจนว่างบประมาณ 2 แสนล้านบาทจะนำไปพัฒนาระบบขนส่งของประเทศ ตอนนี้การขนส่งทางรางมีสัดส่วนเพียงแค่ 2% ของระบบโลจิสติกส์ทั้งประเทศ เท่ากับว่าตรงนี้จะเป็นโอกาสของเรา
เทียนชัย บอกว่า เร็วๆ นี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อาจจะเปิดเส้นทางขนส่งทางรางแห่งใหม่จากประเทศลาวมาถึงมาบตาพุด เพื่อขนแร่ทองแดงส่งออกต่างประเทศซึ่งบริษัทจะเข้าไปร่วมให้บริการด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอีก "หนึ่งปีข้างหน้า" นอกจากนี้ ร.ฟ.ท. ยังมีแผนเปิดเส้นทางขนส่งจากภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลาง ไปยังท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มเติมในอนาคต
ส่วนอนาคตใกล้ๆ ในปี 2553 โรงงานปิโตรเคมีของ บมจ.ปตท.เคมิคอล และ เครือซิเมนต์ไทยที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะสร้างเสร็จ ทำให้มีการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 2 ล้านตันต่อปี และต้องพึ่งพาการขนส่งทางรางเพราะไม่สามารถขนส่งทางรถยนต์ไปยังท่าเรือได้ทัน ประกอบกับเมื่อถึงเวลานั้นรถไฟรางคู่จะขยายเสร็จพอดีจากปัจจุบันเป็นคอขวดทำให้บริษัทต่างๆ สนใจระบบรางค่อนข้างน้อย
"เราประเมินคร่าวๆ ว่า ยอดการขนส่งทางรางของบริษัทน่าจะเพิ่มได้ถึง 50% ปัจจุบันบริการขนส่งทางรางมีสัดส่วนรายได้ 70% และมีอัตราการให้บริการ (Capacity) แล้ว 90% จากเริ่มต้นวันแรกมีเพียง 50% ข้อเสียของธุรกิจนี้คือมีมาร์จินต่ำแค่เลขหลักเดียว ทางเดียวที่จะมีกำไรเยอะๆ ต้องพึ่งพาวอลุ่มเป็นหลัก"
ขณะที่ปีที่ผ่านมา เขาบอกว่า บริษัทมีปริมาณการใช้ตู้รถไฟเติบโตเพียง 6% แต่ถ้าไม่เกิดวิกฤติน่าจะโตได้ถึง 20% ส่วนปีนี้น่าจะรักษา Capacity ไว้ได้เท่าเดิมคือ 32,000 ตู้ต่อปี
ส่วนธุรกิจให้เช่าพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone) สัดส่วนรายได้คิดเป็น 30% ปัจจุบันมีพื้นที่ให้เช่าแล้วทั้งหมด 40% และกำลังจะมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 7% รวมเป็น 47% จะเน้นไปที่ลูกค้ากลุ่มเอสเอ็มอีเพราะเป็นคนละตลาดกับนิคมอุตสาหกรรมซึ่งจับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ขณะที่จุดคุ้มทุนของธุรกิจนี้จะต้องมีอัตราการเช่าพื้นที่ 65% ขึ้นไป ยังมีความหวังว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวจะมีคนเช่าพื้นที่มากขึ้น
สำหรับเรื่องตัวเลขขาดทุนสะสม 292 ล้านบาท เทียนชัยยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่าการล้างให้หมดมีหลายวิธี แต่คงไม่เลือกใช้วิธี “ลดทุน” จะทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ "รอ" ให้ผลประกอบการเป็นบวกต่อเนื่องก่อนแล้วค่อยหาวิธีล้างขาดทุนสะสมให้เร็วที่สุด
ส่วนแนวโน้มรายได้ในปี 2552 ประเมินไว้ที่ประมาณ 120 ล้านบาท และน่าจะขาดทุนลดลงจากปีที่แล้ว 30% (เหลือขาดทุน 60-70 ล้านบาท โดยงวดครึ่งปี 2552 ขาดทุน 36.20 ล้านบาท) ถึงตรงนี้ยังเชื่อมั่นว่า ในปี 2553 วินโคสท์จะ “เทิร์นอะราวด์” ครั้งใหญ่ โดยรายได้น่าจะเติบโตเป็น "เท่าตัว" จากปัจจัยบวกที่บอกไปแล้วและจะพลิกมีกำไรสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
เทียนชัย ยังบอกด้วยว่า ภายในสองปีนี้จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ยกเว้นมีลูกค้าเติบโตมาก หรือจนกว่าจะเจรจากับพันธมิตรลงตัว ขณะนี้กำลังพูดคุยอยู่ทั้งในรูปแบบการร่วมทุนและพัฒนาธุรกิจร่วมกัน
ส่วนภาพลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็น "หุ้นการเมือง" เขาเชื่อว่าเป็น "เรื่องเก่า" ทุกวันนี้บริษัทเป็นองค์กรมืออาชีพ และ คุณสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูลก็ได้ถอนหุ้นออกจากกลุ่มสามประสิทธิ์ (เพื่อไปเล่นการเมือง) แล้ว
หลังจากผู้บริหาร "เปิดตัว" ด้วยความมั่นใจ และผู้ถือหุ้นใหญ่ "ขายหุ้น" บิ๊กล็อตออกไป จับตาหุ้น WIN ไว้ให้ดีๆ อาจมีโชว์
Tags : เทียนชัย ดาวรรณวงศ์ • บมจ.วินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค
