กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 00:59

หุ้น BMCL ขออภัย!!..ทางยังไม่สะดวก

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

การรอคอยอันขื่นขมที่แสนยาวนานของผู้ถือหุ้น BMCL จะสิ้นสุดลงเมื่อเส้นทาง"สายสีม่วง"เกิดขึ้นในปี2556 หลังจากนั้นผู้ถือหุ้นจะมีแต่ฝันหวานจริง??

บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ เข้าเทรดวันแรก 22 กันยายน 2549 หลังวันเกิดรัฐประหาร 19 กันยายนเพียง "สามวัน" ผลของบรรยากาศทางการเมืองช่วงนั้นทำให้หุ้นจองขายไม่หมดและราคาหุ้นยังต่ำกว่าราคาจอง 1.31 บาท มาจนกระทั่งทุกวันนี้

จุดหักเหของธุรกิจ "รถไฟฟ้าใต้ดิน" ของบีเอ็มซีแอลอยู่ที่การ "เชื่อมต่อ" กับโครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่เพิ่งเริ่มประมูลและใช้เวลาก่อสร้างอีกหลายปี ขณะที่ บมจ.แนเชอรัล พาร์ค ที่ถือหุ้นอยู่ 320 ล้านหุ้น อาจจะต้อง "สละเรือ" เช่นเดียวกับ "อดีตเจ้าหนี้" เช่น ธนาคารกรุงไทย 471 ล้านหุ้น หรือธนาคารทหารไทย 250 ล้านหุ้น หุ้นก้อนใหญ่ๆ เหล่านี้พร้อม "ปล่อย" ออกมาได้ทุกเมื่อ

ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ กล่าวถึงเรื่องนี้กับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ไม่กังวล ถ้าเอ็นพาร์ค และเจ้าหนี้จะขายหุ้น BMCL ออกไป เพราะสตอรี่ของบริษัทหลังจากนี้ยังไงก็มีคนอื่นรอคิวมาถือหุ้นต่อแน่นอน สถานะทางการเงินของบริษัทตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป น่าจะออกมา "สวย" ขึ้นแน่นอน โดยปีนี้จะถึง "จุดคุ้มทุน" ในแง่ของการดำเนินงานเป็นปีแรก

"หลังจากที่เราปรับโครงสร้างหนี้เมื่อปีที่แล้วได้ยืดหนี้จากเดิม 12 ปี เพิ่มเป็น 20 ปี ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง ถึงตอนนี้ยังเหลือหนี้ทั้งหมดประมาณ 11,000 ล้านบาท ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละประมาณ 400 ล้านบาท หรือเดือนละ 35 ล้านบาท ที่อัตรา 3.75% และมีหนี้สินต่อทุนอยู่ 2.4 เท่า"

หลังจากนี้บีเอ็มซีแอลจะไม่มีการลงทุนครั้งใหญ่อีกหลายปีจำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ตอนนี้ 19 คันยังเพียงพอ นอกจากนี้ในปี 2553 อาจจะได้ปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกครั้งขึ้นอยู่กับ "อัตราเงินเฟ้อ" เช่นถ้าเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% ก็จะเพิ่มค่าโดยสารอีก 4%

“ทุกๆ ปีกระแสเงินสด (EBITDA) ของเราจะติดลบประมาณ 300 ล้านบาท แต่หลังจากปี 2553 เป็นต้นไป เราจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้แน่นอน”

ในแง่ของจำนวนผู้โดยสารปัจจุบันมีสถิติผู้โดยสารเฉลี่ย 2 แสนคนต่อวันตลอด 5 วันทำงาน จากเดิมมีเฉพาะวันศุกร์วันเดียว (ที่ได้คนขนาดนี้) รวมถึงจำนวนสถานีเฉลี่ยต่อเที่ยวของผู้โดยสารยังเพิ่มขึ้นจาก 6 สถานีเป็น 7 สถานี (หมายถึงต้องจ่ายเพิ่ม) ส่วนปัญหาเศรษฐกิจและน้ำมันแพงไม่มีผลต่อจำนวนผู้โดยสารแต่อย่างไร

“จำนวนผู้โดยสารที่มากขึ้นและเดินทางไกลขึ้น ประกอบกับค่าโดยสารที่ปรับขึ้นทำให้เราเชื่อว่าปีนี้รายได้น่าจะเติบโตได้ 10%”

นอกจากนี้ยังมี "สามปัจจัย" ที่เอื้อต่อจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้น หนึ่ง..รถไฟฟ้า BTS เพิ่มส่วนต่อขยายอีก 2 สถานี สอง..แอร์พอร์ตลิงค์จะเปิดใช้บริการในปีหน้า และสาม..ออฟฟิศรอบเส้นทางรถไฟฟ้ามีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น เช่น ดีแทคย้ายออฟฟิศทั้งหมดมาอยู่ที่จามจุรีสแควร์ (สถานีสามย่าน) เป็นต้น

ส่วนคำถามยอดฮิตว่า เมื่อไรบริษัทถึงจะมีกำไร ดร.สมบัติ กล่าวว่า ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีม่วงนี่แหละที่จะทำให้บริษัทเกิด “ซูเปอร์จัมพ์” ในแง่ของรายได้และผลกำไร

"รับรองได้ว่าทันทีที่สายสีม่วงเปิดใช้งานเราจะพลิกมีกำไรแน่นอน ถึงอย่างไรต่อจากนี้เราจะขาดทุนน้อยลงอยู่แล้ว”
เขาอธิบายว่า เมื่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปี 2556 รถไฟฟ้าใต้ดินจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยคาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 1 แสนคนต่อวัน เพราะสายสีม่วงจะวิ่งต้นทางจากสถานีเตาปูนถึงสถานีบางใหญ่ ทำให้เกิดผู้โดยสารกลุ่มใหม่ขึ้นและวิ่งระยะทางยาวขึ้น

ส่วนรถไฟฟ้า BTS เส้นต่อขยายสุขุมวิท ซึ่งคาดว่าจะเปิดในปี 2554 รวมถึงแอร์พอร์ตลิงค์ที่จะเปิดในปี 2553 ดร.สมบัติ คาดว่าจะมีผลต่อบริษัทในแง่ผู้โดยสารไม่มากเท่ากับสายสีม่วง ขอแค่สายสีม่วงเปิดใช้เราก็กำไรแล้ว แต่ถ้าเราได้สิทธิบริหารเองด้วยก็ถือว่าเป็นโบนัส คาดว่าน่าจะเริ่มเปิดประมูลผู้ที่จะเข้าไปบริหารได้สิ้นปีนี้

ด้านรายได้ทางอื่นๆ บีเอ็มซีแอลได้ปรับโครงสร้างบริษัทลูกที่เดิมมี 3 บริษัทให้ควบรวมเป็นบริษัทเดียว (บริษัทแบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด) ทำธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าทั้งหมด เช่น สื่อโฆษณา ร้านค้าปลีก โดยบริษัทถือหุ้นใหญ่ 65% ส่วนความเคลื่อนไหวในปีนี้ จะมีการลงทุนติดตั้งจอโฆษณาภายในรถไฟฟ้า เบื้องต้นน่าจะทำรายได้ให้กับบริษัทลูกปีละ 60 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตน่าจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญอีกทางหนึ่ง

ผู้บริหารรถไฟฟ้าใต้ดิน บอกอีกว่า ปีนี้บริษัทน่าจะมีรายได้จากธุรกิจเสริมทั้งหมดประมาณ 300 ล้านบาทเพิ่มจากปีที่แล้วที่มีรายได้เพียง 100 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจหุ้น BMCL ดร.สมบัติ กล่าวว่า ระยะแรกอาจจะต้องใช้ "ความอดทน" กับหุ้นตัวนี้มากหน่อย เพราะยังไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบเป็นกราฟเมื่อผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วต่อไปก็จะมีแต่ "ขาขึ้น"

“เมื่อไรที่เราสามารถทำกำไรได้ รับรองว่าจะไม่มีการพลิกกลับมาขาดทุนได้อีก ผมคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นราคาหุ้น BMCL จะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน"

Tags : ดร.สมบัติ กิจจาลักษณ์ รถไฟฟ้ากรุงเทพ BECL

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement