เพียงแค่เปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบมจ.เจ มาร์ท (JMART) ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ด้วยการนำเสนอขายหุ้นไอพีโอ 75 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ1.80 บาท พบชื่อ "คนดัง" ถือหุ้นหลายราย เช่น "เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง ถือ 3,000,000 หุ้น ยรรยง อัครจินดานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง ก็มีรายชื่อ แต่ราคาหุ้นหลังเข้ามาทดสอบตลาดกลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ขณะที่ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท เตรียมสารพัด "ข่าวดี" เพื่อหนุนราคาหุ้นอย่างเต็มที่
"ผมยังมีของดีเตรียม “เซอร์ไพรส์” นักลงทุนอีกเพียบ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ มีเรื่องเล่าอีกเป็น “กระบุง” ถ้าจะให้ยกตัวอย่างแบบที่ใครได้ยินแล้วต้องทำตาโตใส่ คงไม่พ้นเรื่องที่กำลังเจรจากับพันธมิตร เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย 1+1 เท่ากับ 3 ไม่ใช่ 2” อดิศักดิ์ คุยผ่านกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
พร้อมทั้งเล่าว่า กำลังคุยกับพันธมิตรที่จะทำให้เจ มาร์ทวิ่งไปไกลชนิดคู่แข่งตามไม่ทัน พันธมิตรรายนี้จะเข้ามาเสริม “จุดแข็ง” ให้บริษัทมีความแกร่งมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว แต่รายละเอียดยังเปิดเผยไม่ได้
แม้วันนี้ ธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริษัทเป็นอันดับหนึ่งแล้วแต่ถ้ารู้จักเพื่อนที่แข็งแรงนอกประเทศ ก็ควรจะจับมือกับเขาจะได้มีอำนาจต่อรองธุรกิจเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจบริหารติดตามเร่งรัดหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ปัจจุบันมองว่ามีคู่แข่งไม่มาก แต่ถ้าเรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งในเรื่องนี้มาช่วยเสริมทัพก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็มีคนแวะเวียนมาจีบเราเรื่อย แต่ยังไม่ตกลงกับใครเพราะเรื่องนี้มันต้องรอบคอบ
"จริงๆ ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้เดี๋ยวหาว่า "ขี้โม้" แต่อยากบอกว่าเรากำลังคุยกับพันธมิตรอยู่จริงๆ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินทุนอย่างเดียว แต่เราต้องการทั้งเทคโนโลยี และเงิน ฉะนั้นวันนี้ผม Open the Door กับทุกคน ร่วมถึงคู่ค้าด้วย"
สำหรับแผนธุรกิจในช่วง 2-3 ปีนี้ ผู้ก่อตั้งเจ มาร์ท บอกว่า มีการบ้านต้องทำหลายข้อ โจทย์อยู่ที่จะทำอย่างไรให้ทั้ง 3 ธุรกิจ (ขายโทรศัพท์มือถือ-ติดตามหนี้-บริหารพื้นที่ร้านค้าปลีก) มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปี
แผนคร่าวๆ ในปี 2554 ต้องทำให้ธุรกิจบริหารติดตามเร่งรัดหนี้และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพมี "กำไรขั้นต้น" ระดับ 30% เมื่อเทียบกับปี 2552 อยู่ที่ 15% โดยมีแผนจะซื้อหนี้มาบริหารเพิ่มจาก 4,500 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2554 จะหันมาซื้อหนี้ประเภทที่อยู่อาศัย และรถยนต์ จากเดิมที่ซื้อเพียงสินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิต เพราะหนี้ที่อยู่อาศัยและรถยนต์มีกำไรขั้นต้นสูงกว่า 20% คาดว่าจะได้ข้อสรุปในต้นปี 2553
สำหรับเงินทุน อดิศักดิ์ บอกว่า ไม่เป็นห่วงปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำเพียง 0.6 เท่า (ก่อนเข้าตลาดหุ้นอยู่ที่ 1.2 เท่า) ขณะเดียวกันยังสามารถขายหุ้นเพิ่มทุนหรือออกหุ้นกู้ได้ แต่เบื้องต้นสนใจวิธีกู้เงินจากธนาคารมากที่สุด
ส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตั้งเป้าเพิ่มมาร์เก็ตแชร์จาก 18% ในปี 2552 เป็นราวๆ 20% ภายในปี 2554 โดยจะเปิดสาขาเพิ่มขึ้นจาก 200 สาขา เป็น 280 สาขา ซึ่งจะใช้เงินลงทุนแต่ละสาขา 1.5-3 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีแผนเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกโทรศัพท์เคลื่อนที่และพื้นที่ค้าปลีกทั่วไป ภายใต้ชื่อ IT Junction จาก 26 แห่ง คิดเป็น 9,188 ตารางเมตร เป็น 30-40 แห่ง คิดเป็น 13,000-15,000 ตารางเมตร
สำหรับในปี 2552 อดิศักดิ์ มั่นใจว่า กำไรสุทธิจะขยายตัว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท แม้ว่าไตรมาส 1 ปี 2552 จะทำได้เพียง 20 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28 ล้านบาท เหตุผลที่มั่นใจเป็นเพราะกำไรในส่วนธุรกิจบริหารติตตามเร่งรัดหนี้สินจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนในแง่ของรายได้ "ไม่เน้น" คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจมือถือ 95% ธุรกิจพื้นที่ให้เช่า 2% ธุรกิจบริการติดตามเร่งรัดหนี้สิน 3%
สำหรับนักลงทุนชื่อดังที่เข้ามาถือหุ้น ผู้บริหารรายนี้ ยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว และไม่รู้ว่าเขาซื้อหุ้น JMART ด้วยเหตุผลใด ส่วนตัวไม่ค่อยสนใจเรื่องหุ้นจะมุ่งเรื่องการทำธุรกิจให้ดีมากกว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาทำงานด้วยความอดทน และตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของการรอคอย เชื่อว่าถ้ารีบร้อนคงไม่ได้อะไรดีๆ เข้ามาในชีวิต เห็นได้จากเมื่อ 5 ปีก่อน เจ มาร์ทแทบไม่เคยอยู่ในสายตาใครก็คิดว่า "ไม่รอด" แล้ววันนี้เป็นอย่างไร คู่แข่งที่ร่วมทางเดียวกับเราหายหน้ากันไปหมดแล้ว
ผู้สร้างตำนานเจ มาร์ท กล่าวตบท้ายว่า ถ้าเปรียบเจ มาร์ทเป็นภาพยนตร์คงเป็น "หนังยาว" ไม่ใช่หนังสั้น ฉะนั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้นักลงทุนได้ติดตามอย่างแน่นอน
"เราเป็นตัวจริงเสียงจริงอย่างน้อยก็สามารถกระตุ้นหุ้นกลุ่มสื่อสารให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง หลังหุ้นหลายตัว นอนนิ่งมานาน ไม่ได้เกิดจากมีคนดังมาถือหุ้นเรานะ แต่เป็นเพราะผมมีของดีอยู่ในตัวต่างหาก อย่างน้อยๆ สิ้นปี 2552 จ่ายปันผลมากกว่า 0.33 บาทได้ชัวร์"
Tags : เจ มาร์ท • JMART • อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา
