วัฏจักรธุรกิจไม่เคยทรยศกฎธรรมชาติ 'มีขึ้น' ย่อม 'มีลง' ผู้ที่ยังอยู่ได้ในสนามการแข่งขัน ทั้งสภาวะเฟื่องฟูและวิกฤติ นั่นคือ ผู้มีชัย แท้จริง
รวยแล้วเลิก หรือดังแล้วแยกวงอาจไม่ใช่บทสรุปของนักสร้างโอกาสอย่าง ตัน ภาสกรนที แต่จุดบรรจบของถนน ก็คือ ทางแยกไปสู่ถนนเส้นใหม่ เมื่อความสำเร็จหนึ่งถูกพิชิตได้แล้ว ชีวิตย่อมถวิลหาความสำเร็จสิ่งใหม่ แม้ต้องผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยวและยากลำบากก็เป็นความท้าทายที่อยากจะเดิน
ตันวันนี้ที่ "รวย" แล้วกับตันเมื่อวันวานที่ต้อง "ปากกัดตีนถีบ" เขายังซึ้งกับวัฏจักรธุรกิจที่ไม่เคยทรยศกฎธรรมชาติ ผู้ที่ยังอยู่ได้ในสนามการแข่งขันทุกสภาวะนั่นต่างหาก คือ "ผู้ชนะ" ตัวจริง ความสำเร็จของโออิชิ กรุ๊ป ในวันนี้ไม่ใช่เครื่องยืนยันถึงความสำเร็จตลอดไป ยิ่งยอดขายและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทุกปีการต่อยอดสู่ยอดสูงยิ่งกว่าจึงเป็นแรงกดดันที่มีภาพความสำเร็จเป็นฉากเปรียบเทียบ
นักบริหาร "ไร้ใบปริญญา" ผู้นี้ ต้องแสวงหาจุดหักเหด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และโปรโมชั่นเร้าใจเพื่อรักษาสมดุลและจุดแตกต่าง ตัน เคยยอมรับว่า หุ้น OISHI ที่วิ่งทำสถิติสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมา คงไม่ "ขึ้น" ไปกว่านี้อีกแล้ว ก่อนจะขายหุ้นส่วนใหญ่ออกมาให้กับเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แล้วหอบเงิน "หลายพันล้าน" ไปลงทุนธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโรงแรมที่ปราณบุรี
วันนี้ผู้ถือหุ้นรายย่อยหายหน้าไปจากหุ้นโออิชิแล้วอย่างสิ้นเชิง นับจากวันที่ "เจ้าของ" ลดบทบาทเหลือแค่ "ลูกจ้าง" โออิชิเหลือผู้ถือหุ้นรายย่อยทั้งหมดเพียง 305 ราย ถือหุ้นรวมกันแค่ 5.91% ขณะที่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ครอบครองหุ้นเกือบทั้งหมด 89.93% และตันเหลือหุ้นเพียงน้อยนิด 3.50% เขาจึงพร้อมจะลงจากเวทีได้ทุกเมื่อ
การชกรักษาเข็มขัดแชมป์ในวันนี้แท้จริงเพื่อรักษา "ยศ" และ "สรรเสริญ" หาใช่มุ่งหวัง "ลาภ" อย่างเช่นอดีต และ "รายย่อย" ก็เป็นแขกที่ "ไม่ได้รับเชิญ" ในวันดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของ "ตัน" และ "ไทยเบฟเวอเรจ"
“บอกได้เลยว่าโออิชิไม่กลัววิกฤติเศรษฐกิจ คนอื่นถอยแต่เราไม่ถอย” ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป บอกกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ตราบใดที่ตันยังอยู่บนเวที เวทีนี้เขายังต้องการเป็นแชมป์
แต่โจทย์ใหญ่ของโออิชิภายใต้ข้อบังคับว่า “ต้องดีกว่าปีที่แล้ว” บวกกับแรงกดดันจากภาครัฐที่เตรียมปรับเพิ่มภาษีชาและกาแฟ คงไม่ใช่ข่าวดีสำหรับโออิชิและตันมากนัก
นักการตลาดชั้นเซียนที่สำเร็จวิชาจากนอกรั้วมหาวิทยาลัย ไขสูตรสำเร็จผลงานไตรมาส 1 ปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิทะยาน 190 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 122 ล้านบาทในปีก่อนว่า โออิชิไม่ได้ "หยุด" การโฆษณาและการทำตลาดเหมือนคนอื่น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2551 ถึงปัจจุบันบริษัทยังใช้งบโฆษณา 12% ของยอดขายเท่ากับทุกปี
“การที่คนอื่นหยุดลงทุนแต่เราไม่หยุดทำให้มาร์เก็ตแชร์ในตลาดของโออิชิเพิ่มขึ้นด้วย (ธุรกิจอาหาร 30% และธุรกิจเครื่องดื่ม 64%) ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมายังเติบโตได้เชื่อว่าเป้ารายได้ทั้งปีเติบโต 20% เป็นไปได้แน่นอน”
ในส่วนของ “กำไรสุทธิ” ตัน บอกว่า ถ้ายอดขายมากขึ้น แน่นอนว่ามาร์จินย่อมมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่าน่าจะได้เห็นการเติบโตของกำไร ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ จะลดลง (เกิด Economy of Scale)
“ผมจะบอกให้ว่ามาร์จินของชาเขียวมันไม่ได้เยอะมากมายเหมือนที่มีคนตั้งข้อสังเกตหรอก แต่ที่เรากำไรดีเพราะขายได้จำนวนมาก ไม่ใช่เพราะไปเอาเปรียบผู้บริโภค” เสี่ยโออิชิ รีบแก้ต่าง
ส่วนที่ต้องงัดแคมเปญ “ไปแต่ตัว..ทัวร์ยกแก๊ง” ขึ้นมาเล่นอีกครั้ง ตัน เผยว่า ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจแย่อะไรหรอกเพราะลูกค้าเรียกร้องมามาก ในอนาคตไม่แน่ว่าอาจทำให้เป็นแผนการตลาดประจำปีเลยก็ได้ ผลตอบรับออกมาดีมากๆ รายได้จากแคมเปญนี้น่าจะรับรู้ทั้งไตรมาส 1-2 ส่วนแคมเปญ "รวยฟ้าผ่า" (เปิดฝารับ 1 ล้าน) อาจจะเลิกทำเพราะสำรวจแล้วไม่ทำให้แบรนด์ดีขึ้น
ด้าย “ข่าวร้าย” ที่รัฐบาลอาจปรับขึ้นภาษีชา กาแฟ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อมาร์จินของโออิชิ ตัน บอกว่า ข่าวล่าสุดรัฐบาลไม่น่าจะขึ้นแล้ว โดยไปขึ้นภาษีเหล้าและบุหรี่แทน แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรโออิชิก็จะไม่หยุดการลงทุนโรงงานแห่งใหม่แน่นอน
ตัน ถือโอกาสเล่าแผนสร้างโรงงานแห่งที่สามส่วนต่อขยายจากโรงงานเดิมที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ จะผลิตเฉพาะเครื่องดื่มอย่างเดียว ความพิเศษของโรงงานนี้จะผลิตได้นาทีละ 600 ขวด มีกำลังการผลิตเต็มที่ปีละ 180 ล้านขวด คาดว่าจะสร้างเสร็จภายในสิ้นปี 2553 จากเดิมสองโรงงานรวมกันผลิตได้ 200 ล้านขวดต่อปีหรือเพิ่มขึ้นเกือบ "เท่าตัว" หมายถึงรายได้ที่จะเติบโตเป็นเท่าตัวด้วย
สำหรับเงินลงทุนในโครงการนี้ซึ่งเป็นโปรเจคใหญ่ ส่วนแรกจะมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัท ปัจจุบันมีอยู่ 600-700 ล้านบาท และนำผลกำไรในอีกสองปีข้างหน้ามาลงทุน อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการกู้เงินระยะสั้น
"เราจะไม่สร้างหนี้ให้เกิดขึ้นแน่นอน กระแสเงินสดที่เข้าบริษัทในอีกสองปีข้างหน้าเพียงพอกับการลงทุนแล้ว"
แม้จะต้องลงทุนก้อนใหญ่แต่ เจ้าพ่อโออิชิ ยืนยันว่า จะไม่ให้กระทบแผนการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิอย่างแน่นอน และการเดินหน้าลงทุนในจังหวะนี้เขายกคำคมมาตอบว่า ธุรกิจที่ดีต้องอยู่รอดได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ เมื่อวิกฤติเกิดได้ก็ต้องฟื้นได้เช่นกัน
“ผมคงรอให้วิกฤติจบก่อนแล้วค่อยมาลงทุนไม่ได้หรอก..ช้าเกินไป อีกสองปีข้างหน้าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้และจะเป็นผลดีกับเราพอดี”
ส่วนแผนงานในปีนี้ ธุรกิจร้านอาหารจะใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท ขยายอีก 20 สาขา ถึงตอนนี้เปิดไปแล้ว 10 สาขาเน้นไปที่แบรนด์ "ชาบูชิ" เป็นหลัก ที่ผ่านมาเริ่มมียอดขาย “แซงหน้า” ภัตตาคารบุฟเฟต์ ซึ่งเป็นรายได้หลักเดิมแล้ว
สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มปีนี้น่าจะได้เห็นสินค้าใหม่ (แบรนด์เดิม) 2-3 ยูนิต และคงไม่ออกสินค้าแบรนด์ใหม่ในปีนี้ หลังจากปีที่แล้วออกน้ำส้ม “เซกิ” แต่ไม่ประสบความสำเร็จและได้หยุดการผลิตไปแล้ว ส่วนกาแฟสดพร้อมดื่ม “คาฟีโอ” ได้รับการตอบรับที่ดี มีมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งในหมวดกาแฟพรีเมียม ซึ่งมีมูลค่าตลาด 300-400 ล้านบาท
เมื่อถามว่าโออิชิจะหา "ดาวดวงใหม่" มาแทนที่ชาเขียว ซึ่งเป็นรายได้หลัก 80-90% ของธุรกิจเครื่องดื่มอีกหรือไม่ ตัน ตอบด้วยคำคมว่า “คนเราคงไม่โชคดีไปทุกสิ่งและไม่โชคร้ายทุกครั้ง”
“พูดจริงๆ นะเวลาทำของขายโอกาสที่จะเกิดได้มันแค่ 1 ใน 100 เท่านั้นเอง ถือว่าเราโชคดีที่เจอชาเขียวตัวเดียวก็น่าจะขายได้เป็นสิบๆ ปีแล้ว”
ถึงอย่างไร คนอย่างตันไม่มีคำว่า “ประมาท” วันนี้ธุรกิจราบรื่นแต่อนาคตใช่ว่าจะราบเรียบ ทุกๆ ปีโออิชิจะนำผลกำไรบางส่วนมาลงทุนวิจัยผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ (ค้นหาดาวดวงใหม่) และกล้าที่จะลองผิดลองถูก เพราะอีก 2-3 ปีข้างหน้าชาเขียวจะหมดสิทธิ BOI ทำให้มาร์จินอาจลดลงได้
“พระอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนชีวิตเรามีขึ้นก็มีลง สำหรับโออิชิมีปรัชญาธุรกิจว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่ก็ต้องอยู่รอดให้ได้” ตันยอมรับในสัจธรรมข้อนี้
จุดอ่อนสำคัญของหุ้น OISHI เรื่องปัญหาสภาพคล่อง ตัน “โบ้ย” ให้ไปถามผู้ถือหุ้นใหญ่ (ฐาปน สิริวัฒนภักดี) เอาเอง ส่วนข่าวที่ว่าจะถอนหุ้นโออิชิออกจากตลาด ยืนยันว่า "ไม่เป็นความจริง..ไม่ออก"
“ผมบอกได้เลยว่าการที่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (จดทะเบียนตลาดหุ้นสิงคโปร์) ถือหุ้นใหญ่โออิชิไม่ได้หวังทำ Backdoor Listing (เข้าจดทะเบียนทางอ้อม) หรือลดแรงกดดันจากสังคม ถ้าจะให้เดาคงเป็นแค่การกระจายความเสี่ยงเรื่องพอร์ตสินค้าไม่ให้หนักแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น”
ส่วนเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นที่เหลือเพียง 3.5% ตันไม่มีแผนจะซื้อหุ้นเพิ่ม เขาตอบสั้นๆ ว่า "ถึงอย่างไรผมก็ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่แล้ว ไม่รู้จะเพิ่มสัดส่วนหุ้นไปทำไม
แม้จุดหมายของตันที่โออิชิ กรุ๊ป จะกระชั้นเข้ามา แต่เขายังถวิลหาความเป็น "ที่สุด" อยู่เสมอ ก่อนจะ "แขวนนวม" จากเวทีนี้ด้วยภาพชัยชนะที่ติดตัวไปตลอด
Tags : ตัน ภาสกรนที • โออิชิ

ความคิดเห็นที่ 6
zenqld , 13 มีนาคม 2554 09:24
CQvJz6 pbkvatellnwb, [url=http://lfykaskmnbov.com/]lfykaskmnbov[/url], [link=http://xecxeciilolr.com/]xecxeciilolr[/link], http://wmbnhqumjiuc.com/
ความคิดเห็นที่ 5
หนู๋โบว , 25 กรกฎาคม 2552 09:19
อยากได้โออิชิกำลังลำบาก....
อยากได้ที่สุดเลยจร้า
ความคิดเห็นที่ 4
บอล , 21 มิถุนายน 2552 20:26
ผมกลับมองว่า การที่ใช้กลยุทธจริงคือหรอกอะไรนั่น
ต้องใช้กับคนพวกคุยโม้ โอ้อวด แต่ลักษณะนิสัย ของคุณตัน ไม่ใช่คนแบบนั้น ไปดูได้ หุ้นคุณตันโดนปัญหาสภาพคล่องต่ำ ถ้าแล้วระยะหลังมาคุณตันไม่เคยขายหุ้นเลย นี่ยิ่งชัดเจน ไม่ใช่ให้ข่าวเพื่อให้หุ้นขึ้น
ความคิดเห็นที่ 1
u , 18 มิถุนายน 2552 02:02
ออกมาให้ข่าวอย่างนี้ แสดงว่าว่างจริงๆ หรืออีกนัยหนึ่ง โออิชิกำลังลำบากใช่ม่า. .
จริงคือเท็จ เท็จคือจริง .. หนีกฎธรรมชาติไปไม่ได้หรอก ตันเอ๋ย
ยอดขายมากขึ้น มาร์จิ้น มากขึ้น จริงหรือเปล่า.
เอ๊ะ.. ..จุ๊ ๆ วงใจบอกว่า อาจจะไม่จริง.. ต้องดูต่อไป แต่ที่แน่ ๆ พรุ่งนี้หุ้นขึ้นนิดโหน่ย.. แน่ ๆ