กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 2 เมษายน 2552 00:00

ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ ขี่หลังเสือ ลุยเพิ่มสินสตีล

ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ

ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ

'ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ'เปิดศึกเจ้าบ้าน'ชูเกียรติ ยงวงศ์ไพบูลย์'เผาบ้านกินหมูย่างสูตร'อีเอ็มซี-อีสเทิร์นไวร์' กระโดดขี่หลังเสือไยต้องกลัวเสือ

ใจถึง-แบ็คดี ยามฮึกห้าวเสือเห็นยังต้องหงอ เสี่ยหนุ่มวัย 32 ปี "ก๋อย".. ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ หลานชาย "เสี่ยขุน" ชนะชัย ลีนะบรรจง ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อีเอ็มซี ทางของเขา "เปิดแล้ว"

ครั้งแรกที่ได้ยินนามสกุล "เสรีดีเลิศ" ต่อท้ายชื่อ ยุทธพงษ์ ย้อนดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น "EMC-EWC" ทำไม!ถึงตรงกับนามสกุลของ ถาวร เสรีดีเลิศ กลุ่มเดียวกับ ชนะชัย ลีนะบรรจง  

หากย้อนดูเส้นทางการเข้าเก็บหุ้น PERM ก่อนจะเข้าไปขอตำแหน่ง "กรรมการบริหาร" กับ ชูเกียรติ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เพิ่มสินสตีลเวิคส์ ของ "หนุ่มก๋อย" ก็เป็นเส้นทางเดียวกันเด๊ะกับที่ "เสี่ยขุน" แทรกตัวเข้าไปใน บมจ.อีเอ็มซี และ บมจ.อีสเทิร์นไวร์

เส้นทางนั้นก็คือ "เผาบ้านกินหมูย่าง" เปิดศึกย่อมๆ กับเจ้าของบ้าน เพื่อขอ "แบ่งเค้ก" ก่อนจะเข้าไป "ยึด" ในภายหลัง 

ชื่อของ ยุทธพงษ์ โผล่เข้าเก็บหุ้น PERM จนปรากฏบนจอเรดาร์ของ ก.ล.ต.ครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 โดยทำธุรกรรมผ่าน บล.ธนชาต และ บล.ไทยพาณิชย์ จนมีหุ้นในมือ 94 ล้านหุ้น หรือ 19% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 พร้อมวางเครือข่ายแทรกซึมเข้าเก็บหุ้น PERM อีกราว 10%

จากนั้นก็ทำจดหมายถึงบริษัท 4-5 ครั้ง ขอส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในบอร์ด 3 คน แต่กลับได้รับ "ความเงียบ" เป็นคำตอบ  

เมื่อกล้ากระโดดขี่หลังเสือไยต้องกลัวเสือกัด ยุทธพงษ์ เปิดเกมรุกโดยไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ช่วยนัดไกล่เกลี่ย จน ชูเกียรติ กลับลำใช้ "ไม้อ่อน" พูดเยินยอ ยุทธพงษ์ ว่า มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นคนเก่ง พร้อมกับพูดเปิดทางว่า "ไม่ได้รังเกียจ" แต่ยังรักษาเชิงว่า กลุ่มเจ้าของเดิมยังกุมหุ้นใหญ่ 60% ไว้ในมือนะ..ไม่หมูหรอกน้อง   

การเปิดเกมของ ยุทธพงษ์ ฝีมือไม่ได้ละอ่อนไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ต่างฝ่ายต่างรู้ความลับของกันและกันเพราะอยู่ในแวดวงเดียวกัน และมีสำนักกฎหมาย "ลิ่วมโนมนต์" เป็นที่ปรึกษา 

โดยปัจจุบัน ยุทธพงษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สแตนดาร์ด เมทอล จำกัด และบริษัท เสรีแฟคตอรี่แลนด์ จำกัด เป็นทายาท วาทิน เสรีดีเลิศ เจ้าพ่อธุรกิจ "พันล้าน" ย่านฝั่งธนฯ  ขณะที่ กิจการอื่นๆ ของครอบครัวยังมี บริษัท โรงเลื่อยจักรดีเลิศ จำกัด บริษัท ดี.แอล แอสเสท จำกัด บริษัท เสริมดี แฟคตอรี่ แอนด์ แวร์เฮาส์ จำกัด บริษัท เสริมดี จำกัด และบริษัท สแตนดาร์ด ลอจิสติกส์ จำกัด เป็นต้น 

จากการตรวจสอบพบว่า บริษัท สแตนดาร์ด เมทอล จำกัด ของครอบครัวเสรีดีเลิศ เป็นเอเย่นต์ขายเหล็กเส้น และเหล็กรูปพรรณรายใหญ่ ย่านถนนพระราม 2  มีรายได้ตกปีละประมาณ 400 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม หลานคนสงสัยใน "เจตนา" และเบื้องหลังแผนตีท้ายครัวครั้งนี้ จนทำให้ราคาหุ้น PERM พุ่งทะยานอย่างผิดปกติ แท้จริงแล้ว ยุทธพงษ์ มีเป้าหมายอะไรซุกซ่อน 

"ผมไม่มีเจตนาจะเข้าแบ็คดอร์เพื่อมาสร้างราคาหุ้น PERM แน่นอน และไม่ได้เป็นนอมินีใครด้วย" ยุทธพงษ์ เปิดใจกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek 

ชายหนุ่มคนนี้ เล่าว่า กิจการของครอบครัว หลักๆ ก็มีธุรกิจเกี่ยวกับค้าเหล็ก โรงเลื่อย โรงงานไม้อัด โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมให้เช่า มีพื้นที่ 300 ไร่ อยู่แถวถนนพระราม 2 ขณะเดียวกันตัวเองยังมีสถานะเป็น "หลานชาย" ของ ชนะชัย ลีนะบรรจง  โดยลำดับญาติให้ฟังว่า ชนะชัย เป็น "น้องภรรยา" ของ ถาวร เสรีดีเลิศ โดยที่ ถาวร มีศักดิ์เป็น "คุณอา" ถ้าจะลำดับญาติกันชนะชัยก็มีศักดิ์เป็น "ญาติผู้ใหญ่" (ญาติกันห่างๆ)  

ส่วนสาเหตุที่สนใจเข้าไปลงทุนหุ้น PERM ยุทธพงษ์ บอกว่า เริ่มเข้าไปเก็บหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ต้นปี 2551 เพราะมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และมีช่องทางที่จะทำธุรกิจร่วมกับกิจการของครอบครัวได้ 

"ตอนที่ผมเข้าไปราคาหุ้น PERM ยังต่ำกว่า Book Value ที่ 0.60 บาทอยู่เลย และเข้าไปซื้อในกระดานอย่างเปิดเผย ถึงปัจจุบันใช้เงินลงทุนหุ้นตัวนี้ไปแล้วประมาณ 270 ล้านบาท"

พร้อมทั้งใช้โอกาสนี้ชี้แจงว่า ไม่ได้มีข้อขัดแย้งกับ ชูเกียรติ ยงวงศ์ไพบูลย์ (อย่างที่เป็นข่าว) ที่ผ่านมาได้พูดคุยกันตั้งแต่ประชุมผู้ถือหุ้นปีที่แล้วว่า ทางกลุ่มจะขอเข้าร่วมบริหาร คุณชูเกียรติ บอกว่า ไม่มีปัญหาเพียงแต่ต้องเข้าประชุมบอร์ดและประชุมผู้ถือหุ้นก่อน

ส่วนเรื่องที่ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ช่วยนัดไกล่เกลี่ย เป็นเพียงการทำตามขั้นตอนปกติ เนื่องจากได้ส่งจดหมายไป 2-3 ครั้ง แต่ไม่มีการตอบรับเพราะมีการประชุมบอร์ดล่าช้า

ยุทธพงษ์ เปิดเผยว่า ตัวเองคงไม่เข้าไปเป็นบอร์ดเพิ่มสินสตีลเวิคส์ แต่จะส่ง "น้องชาย" วรพจน์ เสรีดีเลิศ และ "เพื่อน" กรนริศ ทองสมแก้ว เป็นตัวแทน เพราะต้องบริหารธุรกิจของครอบครัว และจะส่ง "ทนายส่วนตัว" สงวนเกียรติ ลิ่วมโนมนต์ เข้าไปเป็นกรรมการตรวจสอบด้วยอีกคน

“ผมอยากให้น้องชาย (วรพจน์ ปัจจุบันอายุ 30 ปี) ได้มีประสบการณ์บริหารธุรกิจข้างนอกบ้าง ส่วนเพื่อนผมเขาก็บริหารธุรกิจเกี่ยวกับเหล็กนี่แหละ พอดีเขาเก่งด้านบัญชีตัวเลขก็เลยให้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องข้อมูล”

ยุทธพงษ์ พูดไว้อย่างชัดเจนว่า มีแผนจะเข้าถือหุ้น PERM เพิ่มอีก 4-5% จากปัจจุบันถืออยู่แล้ว 19% ซึ่งยังไม่นับรวมกับหุ้นที่ได้ส่ง "เพื่อนๆ" ในวงการเหล็กอีกราว 10 คน เข้าไปถือหุ้นรวมกันอีกประมาณ 10% ที่ผ่านมา ได้ตกลงกับคุณชูเกียรติแล้วว่า ทางกลุ่มไม่มีเจตนาจะเข้าไปยึดบริษัทของเขาแน่นอน ส่วนแผนงานหลังจากเข้าไปนั่งในบอร์ดแล้วจะช่วยสนับสนุนทางด้านการตลาด เช่นแนะนำลูกค้าที่เช่าโรงงานให้ซื้อเหล็กจากเพิ่มสิน หรืออาจทำธุรกิจร่วมกับอีเอ็มซี (ของชนะชัย) ก็เป็นไปได้

“ตอนนี้บริษัทของเรา (สแตนดาร์ด เมทอล) ขายเหล็กโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอยู่ต้นทาง ส่วนเพิ่มสินสตีลเวิคส์ขายเหล็กโครงหลังคาซึ่งอยู่ปลายทาง ในอนาคตเราจะขายสินค้าร่วมกันได้ ตระกูลของผมก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับก่อสร้างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (ธุรกิจเกื้อหนุนกัน) ถ้าเขาไม่ยอมให้ผมเข้าไปบริหารสิแปลก!"  

ยุทธพงษ์ แพลมๆ ว่า "ไม่แน่" อาจจะนำบริษัท เสรีแฟคตอรี่แลนด์ จำกัด และ บมจ.เพิ่มสินสตีลเวิคส์  มารวมกันในอนาคตก็เป็นไปได้ แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่ความคิด หรือไม่ถ้าเศรษฐกิจกลับมาปกติก็อาจจะนำกิจการของครอบครัวเข้าตลาดหุ้น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันมากกว่า "พันล้านบาท"

ส่วนที่มีชื่อเข้าไปลงทุนหุ้นยานภัณฑ์ (YNP) ของตระกูลพันธ์พาณิชย์ สัดส่วน 4% เจ้าตัว ตอบว่า ชอบวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร (ทนายวิชัย ทองแตง) และมั่นใจว่าบริษัทนี้ไม่มีวัน “เจ๊ง” อย่างแน่นอน เท่าที่พูดคุยกับผู้บริหารยานภัณฑ์ถ้าเศรษฐกิจฟื้นเขาก็จะหันมาขยายธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักรเพื่อการเกษตร หุ้นตัวนี้ยังมีอนาคตแต่ไม่คิดจะขอเข้าร่วมบริหาร

"ในภาวะแบบนี้ (หุ้นตกมากๆ) ผมจะเลือกเข้าไปลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก (ราคาต่ำกว่า Book Value มากๆ) เพราะมองว่าเราจะได้เริ่มต้นจากพื้นฐานที่แท้จริง ถ้าลงทุนในบริษัทใหญ่ก็อาจจะเต็มมูลค่าไปแล้ว..ทั้งสองบริษัทนี้ (PERM และ YNP) ผมยืนยันจะลงทุนระยะยาว 5 ปี ขึ้นไป เมื่อถึงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัวซึ่งมองไว้กลางปี 2553 จะได้เห็นการกลับมาเติบโตแน่นอน"

เมื่อถามถึงพอร์ตลงทุนส่วนตัว เจ้าตัว รีบออกตัวว่า ไม่ได้เป็น "นักเลงหุ้น" อย่างที่นักข่าวเขียนถึง ส่วนตัวมีเงินลงทุนเพียง 20-30 ล้านบาท เท่านั้น โดยเริ่มเข้าวงการเล่นหุ้นครั้งแรกเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ภายใต้การชักชวนของ "ผู้ใหญ่" ในวงการเหล็กท่านหนึ่ง แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ

สำหรับสไตล์การลงทุนจะไม่เล่นหุ้นกลุ่มที่ไม่ชำนาญ โดยชอบลงทุนหุ้นกลุ่มเหล็ก ก่อสร้าง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์  สินค้าเกษตร เดินเรือ และพลังงาน มากที่สุด ปัจจุบันเทรดหุ้นผ่าน บล.ธนชาต บล.ไทยพาณิชย์  บล.กิมเอ็ง  บล.บัวหลวง และ บล.บีฟิท เป็นหลัก

ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเน้นการลงทุนระยะสั้น ได้กำไรพอประมาณก็ขาย ขาดทุนไม่มากก็รีบ Cut Loss ออก ที่ผ่านมาจึงเจ็บตัวมากที่สุดเพียง 6-7 แสนบาท ที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำส่วนใหญ่มาจากหุ้นตัวใหญ่ เช่น BANPU, PTT, PTTEP บางครั้งก็ปรึกษา "คุณอา" (ชนะชัย ลีนะบรรจง) เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่มีหุ้น EMC แม้แต่หุ้นเดียว เพราะไม่อยากถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน 

"บางครั้งผมก็เล่นหุ้นตามข่าว เช่นหุ้น LIVE อะไรพวกนี้ ก็ได้พวกมาร์เก็ตติ้งหรือมีผู้ใหญ่ในวงการคอยบอกข่าวให้รู้บ้าง (ก็ลงทุนตาม)"

แม้จะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการหุ้นมากขึ้น แต่ ยุทธพงษ์ ยืนยันว่า การเล่นหุ้นเป็นเพียงแค่ “การลงทุน” ไม่ใช่งานหลัก หน้าที่หลักคือการบริหารธุรกิจกงสี (พันล้าน) ของครอบครัว 

หากประมวลจากเนื้อหาข่าวก่อนหน้านี้ ยุทธพงษ์  กับ ชูเกียรติ ยงวงศ์ไพบูลย์ เปิดศึกกันอย่างโจ๋งครึ่ม แต่ที่สุดกลับ "จูบปาก" กันแบบมิตรภาพ 

"ในตลาดหุ้นไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ผมไม่อยากถูกเรียกว่าอยู่กลุ่มก๊วนหุ้นกับใครและไม่อยากเป็นข่าวฉาวด้วย" เสี่ยหนุ่มวัย 32 ปี รีบออกตัว พร้อมทั้งย้ำก่อนจากกันว่า ตั้งใจจะเข้าถือหุ้นเพิ่มสินสตีลเวิคส์ระยะยาวและไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง 

นี่แหละหนาเขาเรียกว่า "ผลประโยชน์" คำว่า "ไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร" จึงถูกบรรจุไว้ในพจนานุกรมธุรกิจ เมื่อ "เค้ก" ถูกตัดแบ่งอย่างลงตัว

Tags : ยุทธพงษ์ เสรีดีเลิศ เพิ่มสินสตีลเวิคส์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3

ว่างๆจพเอากระเช้าปีใหม่ไปให้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 2

แเเหหหห* ยี้ยยยยยยยยย

ความคิดเห็นที่ 1

น่า * มากค่ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า