กรุงเทพธุรกิจ

  •  

การเงิน - การลงทุน : ถนนนักลงทุน

วันที่ 19 มีนาคม 2552 00:00

เผด็จ หงษ์ฟ้า..กับวันนี้ที่รอคอย

เผด็จ หงษ์ฟ้า  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC)

เผด็จ หงษ์ฟ้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC)

วัดรอยเท้าตัวเอง เกทับ 'ซีวีดี-มาลีนนท์' เผด็จ..เหินฟ้า เหมือนนกได้คืนฟ้า ปลาคืนสู่หนอง ดับไฟในใจ..แก้แค้นสิบปีมิสาย

เขาคืออดีตเจ้าของ บมจ.ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เคยเป็นอดีตอินทรีผงาดฟ้าผู้เคยลดตัวเป็นสกุณาน้อยในกรง ตระกูลมาลีนนท์ วันนี้ เผด็จ หงษ์ฟ้า เหมือนนกได้คืนฟ้า เหมือนปลาได้คืนน้ำ ในฐานะลูกจ้างหมายเลขหนึ่ง บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เป็นขุนพลผู้เฒ่าของ วิชา พูลวรลักษณ์  

ก่อนจะก้าวมาเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) บริษัทในเครือ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เผด็จเงียบหายเข้ากลีบเมฆหลังขายหุ้นทั้งหมดใน บมจ.ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ให้กับ ประชา มาลีนนท์ เมื่อหลายปีก่อน และนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทอยู่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดกับตระกูลมาลีนนท์ จนต้อง "ถอนตัว" พร้อมๆ กับบาดแผลทางความรู้สึกที่ไม่มีวัน "ตกสะเก็ด"   

 อดีตเจ้าพ่อซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผู้สร้างตำนานธุรกิจหนังแผ่นของเมืองไทย หอบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ลาแล้วหนาบ้านเก่า พร้อมกับลูกน้องคนสนิทที่กลายเป็นส่วนเกินขององค์กรหลังเจ้านายหมดอำนาจ แต่ด้วยเหตุผลที่ติดสัญญา Share Holder Agreement ห้ามทำงานในลักษณะเดียวกับซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เป็นเวลา 3 ปี ทำให้เผด็จ จำใจ "จำศีล" เพื่อรอเวลาให้สัญญาสิ้นสุดอายุในเดือนมีนาคม 2552 

 การรีเทิร์นครั้งล่าสุด ชายวัย 63 ปี ที่ปัจฉิมวัยเพียงอายุและเรือนกาย เลือกเดินทาบวัดรอยเท้าเก่าของตัวเอง เพราะเชื่อในประสบการณ์และรอยทางที่ยังไม่ถูกกาลสมัยกลืนหาย เผด็จยังปักใจเชื่อว่ายุคสมัยของหนังแผ่นจะไหลย้อน..แปรเสื่อมเป็นรุ่งได้อีกครา ผิดกับซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ที่ประชา มาลีนนท์ หันหัวเรือเดินตามหลัง บมจ.บีอีซี เวิลด์ (ช่อง 3) เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแอ่งใหญ่ โดยมองว่าธุรกิจหนังแผ่นหมดอนาคตไปแล้ว  

 แม้ทางใคร-ทางมัน แต่สะเก็ดแผลในใจที่ยังไม่ตกสะเก็ด ทำให้เป้าหมายของเผด็จ จึงพุ่งเป้าที่จะเผด็จศึกซีวีดี ด้วยการใช้ผลการดำเนินงานของเอ็ม พิคเจอร์สเป็น "หอก" ในการ "ล้างแค้น" ซีวีดี    

 "ภายใน 1-2 ปีนี้ (2552-2553) เอ็ม พิคเจอร์ส จะขึ้นแท่นอันดับ 1 ของธุรกิจหนังแผ่น และมีเป้าหมายจะยิ่งใหญ่ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ถึง 3 เท่าตัว ทั้งในแง่ของทุนจดทะเบียน ฐานะการเงิน (รายได้) และแบรนด์ เป้าหมายนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อทำร้ายใคร แต่ทำเพื่อตัวเราเอง" เผด็จ หงษ์ฟ้า บอสใหญ่ บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ บอกผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ราวกับการประกาศศึกอย่างชัดแจ้ง 

 นัดล้างตาเพิ่งจะเริ่มต้นระฆังยกแรก แต่ เผด็จ เกทับฝ่ายตรงข้าม  "ไม่ต้องห่วงผมคว้าธง (ตำแหน่งหมายเลขหนึ่ง) มาครอบครองได้แน่นอน" 

 ก่อนจะอธิบายสาเหตุที่มั่นอกมั่นใจเป็นเพราะมี วิชา พูลวรลักษณ์ เป็นแบ็คอัพที่คอยสนับสนุนทุกเรื่อง อยากได้อะไรขอให้บอก (เสี่ยวิชาจัดให้) พร้อมยังชื่นชมว่า วิธีการทำธุรกิจของเจ้านายใหม่คนนี้ มีนิสัยไม่สร้างศัตรูแต่จะแปรคู่แข่งเป็นพันธมิตร  ยกตัวอย่าง บริษัทมีธุรกิจจัดจำหน่ายภาพยนตร์แข่งกับ "สหมงคลฟิล์ม" ของ "เสี่ยเจียง" สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ 

 "เราก็เปลี่ยนมาทำการค้าร่วมกัน เพราะเขา (สหมงคลฟิล์ม) มีในสิ่งที่เรา (เอ็ม พิคเจอร์ส) ไม่มี นั่นคือ ช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างจังหวัด เป็นต้น"

 สำหรับ แผนธุรกิจของเอ็ม พิคเจอร์ส เผด็จ ฉายภาพให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นไป เอ็ม พิคเจอร์สจะมีโครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่ผ่านมาได้เข้ามา "ล้างกระดาน" ใหม่หมด ค่าใช้จ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น (ไขมัน) ก็หั่นออกไปให้หมด ที่ผ่านมาได้ลดจำนวนพนักงานจาก 100 คน เหลือประมาณ 70 คน 

 จากนี้จะปรับเอ็ม พิคเจอร์ส ให้เป็น Holding Company มีบริษัทในเครือ 4 แห่ง ประกอบด้วย 1.บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด (MP) เดิมชื่อ บริษัท นนทนันนท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ประกอบธุรกิจนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ เพื่อมาฉายในโรงภาพยนตร์ และจัดจำหน่ายในรูปแบบวีซีดี และดีวีดี เพื่อถ่ายทอดทางโทรทัศน์ทั้งทางเคเบิลทีวีและฟรีทีวี 

 2.บริษัท เอ็ม วี ดี จำกัด (MVD) เดิมชื่อ บริษัท แปซิฟิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายวีซีดี และดีวีดี หนัง ละคร และจัดการด้านลิขสิทธิ์ หนังที่บริษัทถือลิขสิทธิ์ ได้แก่ ค่ายโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ค่ายพาราเมาท์ พิคเจอร์ส ค่ายดรีมเวิร์คส์ และค่ายวอลท์ ดิสนีย์

ที่ผ่านมา เอ็ม พิคเจอร์สได้ซื้อหุ้น MVD จำนวน 20 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 19.60 บาท มาจาก บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป และผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยออกหุ้นสามัญใหม่ไม่เกิน 280 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท ในอัตราส่วน 14 หุ้นใหม่ต่อ 1 หุ้นเดิมของ MVD แทนการชำระราคาค่าหุ้น

3.บริษัท เอ็ม 39 จำกัด (M39) ประกอบธุรกิจผลิตหนังไทย เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ และ 4.บริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด (MNR) ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายวีซีดี และดีวีดี ขณะนี้มีสาขาประมาณ 200 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันบริษัททั้ง 2 แห่งนี้ ยังไม่ได้เป็นบริษัทในเครือของเอ็ม พิคเจอร์ส แต่มีแผนจะ “เทคโอเวอร์” ภายในไตรมาส 3/ 2552 ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจารูปแบบการลงทุน คาดว่าอาจจะเพิ่มทุนชำระค่าหุ้นแบบเดียวกับซื้อบริษัท เอ็ม วี ดี 

สำหรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ถ้าเสร็จสมบูรณ์ เผด็จ บอกว่า จะทำให้ฐานะการเงินของเอ็ม พิคเจอร์สเปลี่ยนไปแบบพลิกโฉม พร้อมทั้งแพลมข่าวดีด้วยว่า ในปีนี้ จะมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ ให้ผู้ถือหุ้น MPIC ได้อมยิ้มกัน เพราะจะเป็น "ปีแรก" ในรอบหลายปี ที่พลิกจาก "ขาดทุน" มาเป็น "กำไรสุทธิ" ประมาณ 120 ล้านบาท

โดยจะมีกำไรมาจาก บริษัท เอ็ม วี ดี จำกัด (MVD) ประมาณ 60 ล้านบาท มาจาก บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด (MP) ประมาณ 20 ล้านบาท และ บริษัท เอ็ม 39 จำกัด (M39) ประมาณ 30-40 ล้านบาท ส่วน บริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด (MNR) คาดว่าปีนี้จะบันทึกรายได้ไม่ทัน

 ส่วนรายได้รวม ปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่มีรายได้เพียง 288 ล้านบาท โดยจะมาจาก MVD ประมาณ 1,100 ล้านบาท MP ประมาณ 450 ล้านบาท และ M39 ประมาณ 170 ล้านบาท สาเหตุที่ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นเพราะว่า บริษัท เอ็ม วี ดี จำกัด (MVD) มีแผนจัดจำหน่าย "หนังแผ่น" (VCD-DVD) ทั้งในรูปแบบของหนังไทย และหนังต่างเทศประมาณ 38 แผ่นต่อเดือน 

 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา MVD เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังของค่าย GTH 5 เรื่อง ได้แก่ ห้าแพร่ง, บ้านฉัน ตะหลึ่งตึ่งโป๊ะ, รถไฟฟ้า มาหานะเธอ, ความจำสั้น และรักฉันยาว และกาลิเลโอ ส่วน MP ได้ซื้อหนังต่างประเทศมาฉายในโรงภาพยนตร์ และจัดจำหน่ายเป็นวีซีดี และดีวีดีมากขึ้น ขณะที่ M39 ปีนี้ มีแผนจะสร้างหนังไทยประมาณ 5 เรื่อง

หาก MPIC มีบริษัทในเครือครบทั้ง 4 บริษัท บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นจาก 360 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ซีอีโอวัย 63 ปี ยังตั้งเป้าต่อในปี 2553 ว่า น่าจะมีรายได้ระหว่าง 2,000-2,500 ล้านบาท จากแผนจัดจำหน่ายหนังไทย และหนังต่างประเทศประมาณ 50 แผ่นต่อเดือน

"ส่วนใครที่กังวลว่า เราจะเติบโตได้ตามที่ "ผมโม้" ให้ฟังได้จริงหรือ! ผมขอเอาประสบการณ์ 21 ปีในธุรกิจนี้ เป็นเครื่องรับประกัน" 

 ส่วนสาเหตุแท้จริงที่กลับเข้าสู่วงการนี้อีกครั้ง ทั้งที่ควรปลดเกษียณเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ซีอีโอปัจฉิมวัย ตอบว่า วิชา พูลวรลักษณ์ มาขอความช่วยเหลือเห็นว่าเป็นคนพูดจริงทำจริงจึงตัดสินใจกลับมา โดยมาแทนตำแหน่ง สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย (เจ้าของเดิม มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไป) และเมื่อเดือนมกราคม 2552 เข้ามาซื้อหุ้น MPIC จำนวน 7.6 ล้านหุ้น ประมาณ 2-3% ในราคาหุ้นละ 1 บาท

 "ใจผมอยากถือหุ้น MPIC สัก 5-10% แต่จะซื้ออีกเมื่อไรคงขึ้นอยู่กับจังหวะและสภาวะตลาดหุ้น แต่ถึงผมจะถือหุ้นน้อยแต่จะทำตัวเหมือนผู้ถือหุ้นใหญ่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าเดี๋ยวก็ไป..งานนี้ผมอยู่ยาวแน่"

  วันนี้ เผด็จดูจะพออกพอใจกับการทำงานที่เต็มไปด้วยความสบายใจ ต่างกันลิบลับกับตอนที่นั่งอยู่ที่ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ช่วงที่มี บมจ.บีอีซี เวิลด์ (ช่อง 3) มาถือหุ้นใหญ่

"สมัยก่อน ผมทำงานด้วยความเหนื่อยหน่าย คิดอะไรทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ต่างจากตอนนี้มีรอยยิ้มได้ทุกวันหัวใจก็มีชีวิตชีวา"

สิ่งที่ ซีอีโอวัยเกษียณ เล่าให้ฟังทั้งหมด เขาสำทับด้วยว่า.."ไม่ได้พูดเพื่อสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) รับรองว่าทำได้จริงๆ" ส่วนเจตนาลึกๆ จะคิดเช่นไรเผอิญว่าวันนั้นเจ้าตัวไม่ได้อมพระมาพูด แม้จะเป็นเจ้าของ "รังพระสมเด็จ" รายใหญ่ระดับประเทศก็ตาม

Tags : เผด็จ หงษ์ฟ้า เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC)

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7

ไม่รู้สึกแปลกอะไรที่เจ๊ง ลูกน้องที่รายรอบ (อาจเพราะวิสัยทัศน์อันย่ำแย่ของตัวเอง) ทำงานไม่เป็นทั้งนั้น ไล่ไปตั้งแต่ผู้จัดการ ถุย

ความคิดเห็นที่ 6

บริษัท ยักใหญ่อย่างพวกคุณผลิตกันเองขายกันเองแต่มาโยนความผิดให้ร้านเล็กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อย่างพวกเราแต่พวกคุณรวย โดย อาศัยร้านเล็กๆๆอย่างพวกเราเป็นตัวแทนจำหน่ายให้คุณได้เติบโตเชิดหน้าชูตากันอย่างสบายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 5

พวก บริษัทใหญ่นำเข้ามาจากจีนแล้วก็ติด Sticker ของบริษัท ก็เป็นของถูกกฎหมาย แต่ถ้าคนตัวเล็กๆทำ * ผิดหมด อย่าคิดว่าพวก * ฉลาดอยู่คนเดียวนะเฟ้ย ที่ทำอะไรแล้วคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้ * พวกตัวใหญ่มันป้มเองขายเองส่งเองเบ็ดเสร็จ คนตัวเล็กไมใช่ * นะนะเฟ้ย

ความคิดเห็นที่ 4

ทำไม บมจ. MVD มารีดไถ่เงินตามแผงขายหนังแผ่น ยังรวยไม่พอหรือ ท่าน เผด็จ ไม่กลัวเวรกรรมบ้างหรือ

ความคิดเห็นที่ 3

มันไม่น่ามาเลย ทำผีเองแท้ๆ บัดซบเอ้ยยยยยยยยยยยยยยย ประเทศไทย

ความคิดเห็นที่ 2

สตอรี่เดิมๆ picni ภาค 2 ระวังกันหน่อยแล้วกัน

ความคิดเห็นที่ 1

น่าสนใจและน่าติดตาม

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า