ตีแตกกลยุทธ์สู้หุ้น ในภาวะ 'หมีครองเมือง' เลือกหุ้นเหมือน 'ม้าแข่ง' แทงถูกตัวปล่อยให้วิ่ง 'เข้าวิน' แทงผิดรีบตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม
ผู้เขียนหนังสือ "กลยุทธ์สู้หุ้น" เทรดเดอร์..รุ่นเก๋า สิปปกร ขาวสอาด ชีวิตระหกระเหินอยู่ในวงการค้าหุ้น ตั้งแต่ปี 2522 มาเด่นดังตอนอยู่ที่ บล.แอ๊คคินซัน กับลูกพี่ ชาญชัย กุลถาวรากร ก่อนจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี จนวันนี้ชีวิต "แลนดิ้ง" มาเป็นที่ปรึกษา บล.โกลเบล็ก ทำงานให้กับ เสี่ยโอฬาร คูหาเปรมกิจ
ระหว่างที่ชีวิตและชื่อเสียง "เทคออฟ" ในอาชีพค้าหุ้น สิปปกร ได้หลงเข้ามาสู่วงการน้ำหมึกวนเวียนชีวิตในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุน และร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์หุ้นมาแล้วหลายฉบับ ทั้งยังเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุเกี่ยวกับตลาดหุ้นหลายคลื่น
จนวันนี้ตัดสินใจถลำตัวเองเข้าสู่อาชีพ "ค้าข่าว" ในฐานะประธานที่ปรึกษา บริษัท เซ็ทพลัส จำกัด ออกหนังสือพิมพ์หุ้นรายวันฉบับใหม่ "เซ็ทพลัส" พร้อมแตกแขนงสู่อาชีพนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations: IR) เทรดเดอร์รุ่นเก๋าตั้งใจมา "ขุดทอง" อย่างเป็นจริงเป็นจัง ทั้งที่คนในวงการต่างพะอืดพะอมกับธุรกิจที่เป็น "ตะวันตกดิน" เกือบจะเต็มสตรีม
ประสบการณ์ในตลาดหุ้นและวงการน้ำหมึกยังไม่สะใจ เมื่อต้นปี 2544 เขาเคยลงวัดเรทติ้ง ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชากรไทยแต่สอบไม่ผ่าน แต่ก็เดินในค่ายกลทางการเมืองด้วยความเต็มใจ เคยเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ และอนุกรรมการกรรมาธิการบางคณะ
สรุปว่าวันนี้ สิปปกร ก็มิอาจหนีพ้นวังวนกลิ่นคาวหุ้น น้ำหมึก และการเมือง ที่ยังคละคลุ้งไปด้วยโอกาส
"พอผมกับพวก (ชาญชัย กุลถาวรากร) ต้องออกมาจาก บล.เคทีบี เพราะมี บล.ซีมิโก้ เข้ามารวมกิจการ คุณโอฬาร (คูหาเปรมกิจ) ก็ติดต่อให้มารับตำแหน่งบริหารที่ บล.โกลเบล็ก ทันที แต่ผมยังอยากทำงานด้านสื่ออยู่จึงขอรับตำแหน่งเป็นแค่ที่ปรึกษาบริษัท" หนุ่มใหญ่ผู้ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนและโชกเลือด เล่าให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟัง
ตำแหน่งที่ปรึกษามีหน้าที่ให้คำแนะนำกลุ่มนักลงทุนรายย่อยซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของ บล.โกลเบล็ก และเป็นที่ปรึกษาธุรกิจใหม่เช่น โกลด์ฟิวเจอร์ รวมถึงช่วยงานด้านประชาสัมพันธ์
อีกตัวตนในฐานะสื่อมวลชน ปัจจุบันถือหุ้น 50% ใน บริษัท เซ็ทพลัส จำกัด ตามแผนจะทำธุรกิจสื่อครบวงจร ได้แก่ หนังสือพิมพ์หุ้นรายวัน (SET Plus) รายการทีวี-วิทยุ สำนักข่าว และงาน IR มีแผนนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น mai ภายใน 4 ปีนี้ด้วย
ส่วนงานการเมือง สิปปกร บอกว่า ขณะนี้มีตำแหน่งในคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้รับแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ถือเป็นงานเพื่อสังคม ส่วนงานหาเงินยังอยู่ในแวดวงหุ้น และสื่อสารมวลชน โดยยอมรับว่ามีพรรคการเมืองบางแห่ง ติดต่อให้ลงสมัคร ส.ส.ในสมัยหน้าด้วย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดหุ้นมายาวนานถึง 30 ปี สิปปกร แนะนำว่า กลยุทธ์การลงทุนดีที่สุดในตลาดหุ้นเวลานี้ คือ Wait and See (คอยแลไปก่อน-อย่าเพิ่งลุย) มองว่าเศรษฐกิจโลกยังลงไม่ถึงก้นเหว วอลุ่มการซื้อขายที่เบาบางยังจะเป็นเช่นนี้ต่อไป หุ้นบลูชิพที่เคยนำตลาดตอนนี้ก็แค่ประคองตัว
คำชี้แนะ คือ ใช้เวลานี้ทำการบ้านเฟ้นหาหุ้น (ดีที่สุด) ที่จะลงทุน และรอคอยจังหวะเข้าลงทุน ส่วนตัวเชื่อว่า ตลาดหุ้นจะเริ่มฟื้นนับตั้งแต่ "ไตรมาสที่สาม" ของปีนี้ เป็นต้นไป
ระหว่างนี้ที่ "ภาวะหมี" ครอบคลุมตลาด ให้แบ่งเงินส่วนน้อยเปลี่ยนกลยุทธ์มาเล่น "หุ้นเก็งกำไร" แก้ขัดไปก่อน ส่วนวิธีการเลือกหุ้นให้เล่น "ตามข่าว" (เล่นตามน้ำ) เป็นหลัก และต้องใช้กลยุทธ์ "สงครามวันเดียว" พอราคาขึ้นก็ "เลิก" ต้องเข้า-ออกเร็ว เพราะหุ้นเก็งกำไรพอจบข่าวจะร่วงเร็ว
คำเตือน!! คือ ช่วงนี้อย่าหวังเล่นหุ้นตามเจ้าของ หรือตามก้นรายใหญ่ (เจ้ามือ) เพราะตอนนี้บรรดาเสี่ยๆ ที่เราคุ้นๆ ชื่อ “เจ็บตัว” กันถ้วนหน้า
"ผมอยู่ในวงการนี้มา 30 ปี รู้จักเซียนหุ้นเมืองไทยหมดทุกคน พวกนี้กำลังติดหุ้นตัวเองกันอยู่ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว บางคนติดหนี้มาร์จินกับโบรกเกอร์ก็เยอะ ทั้งในชื่อตัวเองและซื้อผ่านนอมินี"
สำหรับหุ้นที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้ สิปปกร ชี้เปรี้ยง! ว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงาน ที่ติดมูลค่าซื้อขาย 10 อันดับแรกอยู่บ่อยๆ น่าสนใจที่สุดหุ้นพวกนี้จะกลับมาก่อนเพื่อน (เช่น PTT, PTTEP, BANPU, TOP, SCB, BBL, KBANK เป็นต้น)
สิ่งที่อยากแนะนำ ใครที่พอจะมีเงินเย็นเวลานี้ ให้ทยอยเข้าไปเก็บหุ้นตัวใหญ่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงานไว้บ้าง หุ้นหลายตัวราคาลงมาลึกมากมีโอกาสฟื้นตัวใน "ไตรมาสที่สาม" ที่สำคัญราคามีโอกาส "ขึ้นแรง" ด้วย
สำหรับหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้มากที่สุดจะเป็นหุ้นกลุ่มส่งออก เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบเพียงไตรมาส 1-2 นี้ เท่านั้น
ด้านหุ้นกลุ่มค้าปลีก และสื่อสาร ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองเป็นหุ้น Defensive Stock ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ มองว่า ยังหาสตอรี่ที่จะช่วยให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นแรงๆ ไม่เจอ ดีมานด์คงไม่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะ 3G ในปีสองปีนี้คงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
คำแนะนำสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้ ต้องใช้กลยุทธ์การเลือกหุ้นแบบ "ม้าแข่ง" เช่นมีเงินอยู่ 1 ล้านบาท อาจจะแบ่งเงินออกเป็น 5 ส่วน ลงทุนหุ้น 5 ตัวๆ ละ 200,000 บาท โดยมุ่งเน้นที่หุ้นพื้นฐานดี พี/อี เรโชต่ำ หรือราคาหุ้นต่ำกว่า Book Value และมีหนี้สินต่อทุนต่ำ เมื่อเลือกหุ้นในใจได้แล้ว ก็ปล่อยลงสู่ "ลู่วิ่ง" พร้อมๆ กัน รอจนกว่าตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัว
“การลงทุนที่ดี ในพอร์ตไม่ควรมีหุ้นเกิน 10 ตัว ถ้ามีน้อยเกินไปความเสี่ยงยิ่งสูง แต่ถ้ามีเยอะเกินไปความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะดูแลไม่ทั่วถึง”
ที่ปรึกษา บล.โกลเบล็ก อธิบายเพิ่มเติมว่า การเลือกแทงหุ้นแบบม้าแข่ง ถ้าหุ้นหรือม้าตัวไหนวิ่งเร็ว ก็ปล่อยให้วิ่งต่อไปอย่าไปสกัดกั้น (Let Profit Run) เพราะถือว่าคุณ “มีโชค” ที่เลือกม้าถูกตัวแล้ว
แต่ถ้าหุ้นตัวไหนวิ่ง “อืด” ขอให้ทำใจตัดขายออกไป อย่าปล่อยให้ฝืนวิ่งต่อเพราะคุณได้เลือกม้า “ผิดตัว” แล้ว ให้รีบขายออกแล้วเปลี่ยนตัวเล่น หรือเพิ่มน้ำหนักหุ้นในพอร์ตที่กำลังวิ่งขึ้น..นี่คือ วิธีการลงทุนที่จะได้กำไรมาก จากการฉกฉวยโอกาสจากวิกฤติ
"สัจธรรมในตลาดหุ้นอีกข้อ คุณไม่มีทางเลือกหุ้นได้ถูกทุกตัว นักลงทุนจะต้องมีแผนสองไว้เสมอ และอย่าไปเสียดายถ้าขาดทุน ต้อง Cut Loss ทันที อย่าหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าเด็ดขาด" ทั้งหมดนี้ คือ คำแนะนำจากเทรดเดอร์ "รุ่นเก๋า" กับทฤษฎีม้าแข่ง..กลยุทธ์เอาชนะหุ้น
Tags : สิปปกร ขาวสอาด

ความคิดเห็นที่ 3
สงกรานต์ , 7 พฤษภาคม 2552 08:07
อาจารย์สิปปกร ขาวสอาด จบปริญาโท จากนิด้า งานเขียนหนังสือมีมากมาย มีประสบการณ์หุ้นสูง ดังนั้นจากแนวคิดของอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องหุ้นนั้นน่าศึกษามากครับ
ความคิดเห็นที่ 2
นักลงทุน , 20 เมษายน 2552 23:36
ผมว่าจากประสบการณ์ของผู้ที่อยู่ในแวดวงการตลาดหุ้นมานาน ได้สะท้อน
ในมุมทีน่าศึกษามากครับ การลงทุนทั้งนอกและในตลาดหุ้น นักลงทุนที่ชาญฉลาดต้อ่งเปิดใจให้กว้าง พร้อมรับความคิดเห็นที่หลากหลายของทุกคน
แล้วหยิบยกขึ้นพิจารณาด้วยการใช้วิจารณาณของตนเองเป็นสำคัญครับ อย่าไปสกัดกันความรู้ที่จะบังเกิดจากทุกมุมคิดในสังคมการลงทุนครับ ความเห็นทีแคบจะเป็นตัวทำลายความคิดที่กว้างไกลครับ
ความคิดเห็นที่ 1
จางซานฟง , 18 มีนาคม 2552 11:33
ฟังหูไว้หูนะครับ ที่มาที่ไปของการศึกษาก็ไม่มี อาศัยประสบกราณ์ 30 ปี รู้จักรายใหญ่ทุกคน แต่เขารู้จักคุณหรือเปล่าก็ไม่รู้ คำแนะนำก็ดาดๆใครๆก็คิดได้ คนที่เอ่ยมาทั้งหมดเท่าที่รู้ก็สไตล์นักเลงหุ้นธรรมดา เล่นหุ้นตามข่าวตามรายใหญ่ สุดท้ายก็จบลงด้วยถูก ฝรั่งกิน ต้องไปทำอาชีพอื่น มันเป็นวัฏจักรของนักเล่นหุ้นบ้านเรา ฝรั่งกินรายใหญ่ กับ กองทุน รายใหญ่ กับ กองทุน กินรายกลาง กับ รายย่อย นานๆจะมีรายย่อยกินรายใหญ่แต่ก็แค่กระพี้ สุดท้ายก็ถูกเขากินอีกที วนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะ รายย่อยไม่เคยคิดพัฒนาความรู้ที่แท้จริงของการลงทุนเลย เอาแต่ฟังเขาบอก เชื่อ เขาตลอด คนที่เล่นหุ้นต้องอ่านงบการเงินให้เป็น และ ต้องอ่านข่าวต่างประเทศบ่อยๆรู้ความเคลือนไหวของต้างประเทศ อย่าไปอ่านหนังสือพิมม์ไทยเพราะมันช้ากว่า เขาก็แปลผิดๆถูกๆใส่ไข่มาเล่าอีกที