วันนี้ผมขอนำข้อแนะนำดีๆ จากกูรูระดับโลกเกี่ยวกับการกอบกู้เศรษฐกิจ มาถ่ายทอดให้ผู้อ่าน "กรุงเทพธุรกิจ" ได้ลองศึกษาและใช้เป็นแนวคิด
ศาสตราจารย์พอล ทิฟฟานี แนะว่าภาวะวิกฤตเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสทองของการบริหารงานบุคคล การจัดการฐานข้อมูลลูกค้า (De-Marketing) และภาวะผู้นำขององค์กร
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้บริหารองค์กรควรมีการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและเข้มข้นกับพนักงานทุกระดับ โดยพยายามรักษาคนเก่งเอาไว้ให้ได้ อย่าให้เกิดการเสียขวัญและกำลังใจ ให้หันกลับมาปรับปรุงรูปแบบวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เน้นการ Train Train และ Train คือ ติดอาวุธทางปัญญาให้ทีมงาน พัฒนาการทำงานที่เคยทำมาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ใช้เวลาน้อยลง และสร้างความประทับใจสูงสุดกับลูกค้า นั่นคือ การคิดนอกกรอบ ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ
ในส่วนของลูกค้า เป็นจังหวะดีที่จะ De-Marketing คือ ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่ให้ yield สูงสุด แบบ 20/80 ส่วนลูกค้าที่มีความต้องการมากแต่ให้รายได้น้อย อาจต้องจำใจตัดออกไป เพื่อสร้างความจงรักภักดี (Brand Loyalty) ให้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มหลักขององค์กร และภาวะผู้นำขององค์กร จะต้อง Unusually Positive Attitude คือ คิดบวกแบบพิเศษ ยิ้มไว้เสมอ และอย่าให้ใครเห็นว่า ‘กำลังเหงื่อตก’ เป็นอันขาด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่นให้กับทีมงานว่าจะฝ่าฝันอุปสรรคขวากหนามไปได้ หากผู้นำคิดลบ สื่อสารในทางลบ ทั้งองค์กรก็เตรียมตัวแยกย้ายหาที่ไปได้เลย!
วิกฤติมักสร้างผู้นำที่ยอดเยี่ยม ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ทุกท่านจะได้สำแดงฝีมือให้ประจักษ์กันแล้ว!
ดร. ดีพัค เจน ' class='anchor-link' target='_blank'>ดร. ดีพัค เจน คณบดีเคลล็อก ได้ให้มุมมองที่แหลมคมไว้หลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องการที่โลกจะต้องคิดใหม่เรื่องทุนนิยม (Pure Capitalism) ว่าเป็นตัวก่อให้เกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจ กระทบไปทั่ว เพราะความฟุ้งเฟ้อ เน้นเรื่องวัตถุนิยมและตัวเลขที่ไม่เป็นจริง ถึงเวลาที่จะคิดถึงเรื่อง Sustainable Capitalism คือ ทุนนิยมอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงกับแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สังคมไทยควรหันกลับมาสู่วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความแข็งแกร่งในระดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ AgriTech การเกษตรสมัยใหม่ หาหุ้นส่วนหรือเทคโนโลยีเหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปและต่อยอดผลิตผลเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก เพราะประชากรนับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อีกจุดเด่น คือ Medical Tourism Hub ประเทศไทยได้เปรียบทางด้านการแพทย์แบบสุขภาพองค์รวม ที่ควรเน้นเรื่องการ Prevention คือ ป้องกันไม่ใช่แก้ไข อาทิ การนวด สปา สมุนไพร การทำสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน และอื่นๆ ที่เป็นข้อได้เปรียบ นอกจากนี้ สิ่งที่คนไทยเหนือกว่าคนทุกชาติในโลก คือ การมีจิตใจที่พร้อมให้บริการ Service Mind เช่น บริการสปาเหมือนกัน แต่คนไทยให้บริการได้ดีที่สุดในโลก
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาเพื่อหาข้อได้เปรียบให้กับแต่ละธุรกิจ และให้มองไปที่ตลาดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงวัย อายุ 65 ขึ้นไป เป็นตลาดที่คุ้นเคย อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป และอีกตลาดที่น่าจับตามองคือ กลุ่มอายุ 35 ลงมา นั่นคือ อินเดีย จีนและเอเชียโดยรวม เฉพาะในอินเดียก็มีมากกว่า 770 ล้านคน ซึ่งเป็นคนวัยทำงานและกำลังมีรายได้สูงขึ้น สองกลุ่มนี้จึงเป็น Bi-polar markets ตลาดสองกลุ่มที่อยู่กันคนละขั้ว แตกต่างทั้งด้านอายุ รายได้ ไลฟ์สไตล์ และความต้องการในการใช้สินค้าและบริการ
ดร. ดีพัค เจน ' class='anchor-link' target='_blank'>ดร. ดีพัค เจน ได้สรุปทิ้งท้ายด้วยคำคมว่า ‘ความท้าทายเบื้องหน้าอาจดูยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ความสำคัญอยู่ที่พละกำลังที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะทำให้อุปสรรคและความท้าทายที่เผชิญอยู่นั้น กลายเป็นเรื่องง่ายไปถนัดตา’
เราจะกอบกู้เศรษฐกิจไทยได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทุกคน สู้ สู้ ครับ!
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ซีอีโอผู้นำพุทธวิถีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานอย่างลงตัว จนเกิดกระแส การตลาดสีขาว White Ocean Strategy สร้างพลังและแรงบันดาลใจให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและ เอกชนให้หันมาสนใจในเรื่องพลังของสมองซีกขวา คุณธรรมและจริยธรรม ล่าสุดได้นำเสนอแนวคิด DQ (Dharma Quotient) ปัญญาที่เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง แก่นแท้ของการใช้ชีวิตและการบริหารงาน อย่างมีความสุข
อ่านข้อมูลย้อนหลังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับCEOที่
http://newsroom.bangkokbiznews.com/danai
CEO Challenge: ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
Tags : ดนัย จันทร์เจ้าฉาย • การบริหารงานบุคคล • ดร. ดีพัค เจน • ดร. ดีพัค เจน