กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน : กองทุน

วันที่ 1 เมษายน 2553 14:12

'กองทุนอสังหาฯ' เหนือกว่าตราสารหนี้...ดีกว่าเงินฝาก

“วรวรรณ ธาราภูมิ”

“วรวรรณ ธาราภูมิ”

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ปัจจุบันถ้าทิ้งเงินไว้ใน “บัญชีออมทรัพย์” ก็ได้ดอกเบี้ยเพียง 0.2-1.5% จะขยับไป “ฝากประจำ 1 ปี” ก็ได้เพิ่มมาอีกนิด 0.65-1.60%

 มองไป “พันธบัตรรัฐบาล” อายุ 1 ปี ได้ผลตอบแทน 1.61% หรือจะข้ามไปลงทุน “พันธบัตรเกาหลีใต้” อายุ 1 ปี ก็ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน 1.85% 

 แต่ย้อนกลับมาดูผลตอบแทน “เงินปันผล” ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในปีฉลูที่ผ่านมากันบ้าง ในส่วนของ “กองประเภทกรรมสิทธิ์ (FREE HOLD)” ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลตั้งแต่ 5.6 - 8.4% เป็นผลตอบแทนล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเงินต้นแต่ประการใด

 ส่วน “กองประเภทสิทธิการเช่า (LEASE HOLD)” ก็จ่ายผลตอบแทนเงินปันผลตั้งแต่ 7.4 - 10.2%  ลองหักส่วนเงินต้นออกไปแบบเส้นตรง 30 ปี ก็ยังเหลือเป็นปันผลให้กับนักลงทุน 4.1 - 6.9% เลยทีเดียว 

 นี่คืออีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีเงินออม ที่ Fundamentals สัปดาห์นี้ จะพานักลงทุนผู้มีเงินออมมาทำความรู้จักกันอีกสักครั้ง

@เงินปันผลดีสม่ำเสมอ

“วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) บอกว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มองหาแหล่งรายได้ประจำเพราะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มีการจ่ายค่าเช่าออกมาในรูปของเงินปันผลที่สม่ำเสมอเช่นเดียวกันโดยเฉลี่ยประมาณ 7-8% สูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ค่อนข้างมาก จึงทำให้กองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาจากปี 2546 ที่มีเพียง 2 กองทุน มีสินทรัพย์สุทธิ 1,979.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 26 กองทุน ณ สิ้นปี 2552 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกันประมาณ 78,753.92 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนประเภท FREE HOLD 14 กองทุน และกองทุนประเภท LEASE HOLD อีก 12 กองทุน

โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในระบบให้อัตราเงินปันผลเฉลี่ย 7-8% อย่างสม่ำเสมอซึ่งถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงแล้วน่าสนใจทีเดียว เพราะจากข้อมูลปัจจุบันพบว่าการลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12% กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 8% หุ้นกู้เอกชนอายุ 5 ปี 5.75% พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี 4.0% เงินฝากประจำ 1 ปี 1.0% และเงินฝากออมทรัพย์ 0.5% จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนักลงทุนจึงสนใจมาลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่มองเห็นประโยชน์ตรงนี้

“เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยยังเข้ามาใช้ประโยชน์จากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่มากนักทั้งที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการผลตอบแทนในลักษณะเดียวกันกับการไปสร้างอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเองเพื่อหวังผลตอบแทนจากรายได้ค่าเช่าที่สม่ำเสมอเข้ามาในระยะ ยาว แต่อาจจะมีเงินทุนจำกัดไม่มีเวลาจะไปหาอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีเวลาจะไปหาผู้เช่าที่มีคุณภาพมาเช่า ไม่มีเวลาจะมาคอยดูแลซ่อมแซมหรือบริหารจัดการ ก็มาร่วมลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์แทน แต่ตัวเลขนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันมีเพียง 24,000 ราย คิดเป็น 1.6% ของจำนวนนักลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด และส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบันด้วย ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก”

@ลงทุนได้ทั้ง FREE HOLD & LEASE HOLD

“ธีรพันธุ์ จิตตาลาน” กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย บอกว่า เมื่อพูดถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์แล้วนักลงทุนมักจะพุ่งความสนใจไปที่กองประเภท FREE HOLD มากกว่า LEASE HOLD เพราะเหมือนเข้าไปถือกรรมสิทธิ์มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของน่าจะดีกว่ากองประเภท LEASE HOLD อีกทั้งผลตอบแทนที่ได้รับก็เป็นผลตอบแทนจากค่าเช่าล้วนๆ ไม่มีส่วนของเงินต้นเข้ามาเกี่ยวข้องน่าจะดีกว่า ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนัก นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยหวังผลตอบแทนจากค่าเช่าในระยะยาวที่จ่ายคืนในรูปของเงินปันผลให้กับนักลงทุนนั้น สามารถที่จะลงทุนได้ทั้งกองประเภท FREE HOLD และ LEASE HOLD เพราะตอบโจทย์ในเรื่องผลตอบแทนในระยะยาวที่สม่ำเสมอได้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของกองประเภท FREE HOLD ไม่ค่อยมีปัญหาตรงไปตรงมาและนักลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจว่าได้เงินปันผลเต็มๆ ส่วนเงินต้นก็ไปรอลุ้นเมื่อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นออกไปในอนาคต ถ้าขายได้กำไรก็มีกำไรจาก CAPITAL GAIN ในทางตรงข้ามถ้าขายขาดทุนผู้ลงทุนก็อาจเกิดผลขาดทุนจาก CAPITAL LOSS ได้เช่นกัน สำหรับกองประเภท FREE HOLD

ส่วนกองประเภท LEASE HOLD ที่ผลตอบแทนจะรวมส่วนของเงินต้นเพื่อคืนผู้ถือหน่วยมาด้วยตลอดอายุโครงการนั้น ซึ่งนักลงทุนบางส่วนอาจจะไม่ชอบแต่ถ้าพิจารณาดูดีๆ สมมติโครงการ 30 ปี คิดง่ายๆ คืนเงินต้นแบบเส้นตรงเฉลี่ยปีละ 3.3% นั่นหมายถึงผลตอบแทนเงินปันผลของกองประเภท LEASE HOLD จะรวมเงินต้นไว้ด้วย 3.3% ในกรณีที่กองทุนจ่ายปันผลปีละ 8% ก็เป็นเงินปันผล 4.7% และเงินต้นอีก 3.3% ดูเหมือนผลตอบแทนที่ได้จริงๆ น้อยแค่ 4.7% เอง แต่ 4.7% นี้ก็ยังมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 4 เท่า ทำไมจะไม่น่าสนใจลงทุน

“แต่นักลงทุนต้องไม่ลืมว่าจะเป็นผลตอบแทนบนเงินต้นที่ทยอยลดลงเช่นกัน นั่นหมายความว่าโดยภาพรวมของผลตอบแทนเงินปันผล 4.7% นั้น จะคิดบนเงินต้นที่ลดลงตามลำดับ ในปีที่ 1 คิดบนเงินต้น 100 บาท ก็เป็นผลตอบแทน 4.7% แต่ในปีที่ 2 จะเป็น 4.7% บนเงินต้น 96.7 บาท หรือเป็นผลตอบแทน 4.86% เพิ่มขึ้นจากปีแรกแล้วก็จะเป็นไปในลักษณะนี้ในปีถัดๆ ไปเช่นกัน ในมุมกลับก็จะเป็นอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดอายุโครงการ ดังนั้นในแง่ของผลตอบแทนเงินปันผลที่สม่ำเสมอในระยะยาวแล้ว กองประเภท FREE HOLD และ LEASE HOLD ไม่แตกต่างกัน จะลงทุนแบบไหนก็ได้”

@ ควรมีมุมมองการลงทุนที่ถูกต้อง

วรวรรณ แนะนำว่า นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์อยากให้คิดเหมือนเราลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จริงมากกว่าเป็นการลงทุนโดยหวังผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวเป็นหลัก เหมือนตัวเองไปมองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจะซื้อลงทุนแล้วปล่อยเช่าต่อเพื่อหวังกินค่าเช่าในระยะยาว แต่นักลงทุนอาจจะมีข้อจำกัดในหลายๆ เรื่อง เช่น เงินทุนที่จำกัดทำให้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการไม่ได้ หรือซื้อได้ก็ต้องมาดูแลหาผู้เช่าที่มีคุณภาพมีการบริหารจัดการที่ดี ต้องคอยมาตามเก็บค่าเช่า คอยดูแลอสังหาริมทรัพย์ให้กับผู้เช่า และต้องคอยดูแลบำรุงรักษาอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่ในสภาพที่ดีเพื่อที่จะได้มีโอกาสในการปรับขึ้นค่าเช่า หรือมีโอกาสขายต่อในราคาที่ดี เป็นต้น การลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันเพียงแต่นักลงทุนมาลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนที่จะคอยดูแลในเรื่องต่างๆ ให้อีกครั้งหนึ่ง

โดยนักลงทุนก็ยังคงต้องเริ่มต้นคิดในลักษณะเดียวกันว่าอยากจะลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวจากค่าเช่าที่จะจ่ายคืนมาในรูปของผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์มีการจ่ายเงินปันผลตั้งแต่ปีละ 1 ครั้ง ปีละ 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง จ่ายทุกไตรมาสให้เลือกลงทุนได้ในปัจจุบัน จึงถือเป็นแหล่งรายได้ที่ดีสำหรับผู้ที่มองหารายได้ที่สม่ำเสมอเอาไว้ใช้

“แต่ถ้าจะมาลงทุนเพื่อหวังกำไรในระยะสั้นน่าจะไปเลือกทางเลือกการลงทุนอื่นเพื่อลงทุนจะเหมาะสมกว่า เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ปกติมีสภาพคล่องน้อยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่มีราคาซื้อขายที่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนด้วยซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น แต่ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เมื่อราคาตลาดซื้อขายแบบมีส่วนลด (DISCOUNT) ตัวเองมีหน่วยลงทุนเดิมอยู่แล้วก็สามารถเข้ามาทยอยซื้อเพิ่มในตลาดรองเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับตัวเองก็ได้ เพราะนักลงทุนสถาบันก็ทำในลักษณะเดียวกันนี้”

 @ นักลงทุนสถาบันชอบลงทุน

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ถือเป็น “การลงทุนทางเลือก (ALTERNATIVE INVESTMENT)” ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักลงทุนสถาบันเพราะเป็นแหล่งลงทุนที่สามารถสร้างกระแสเงินสดในระยะยาวที่สม่ำเสมอให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมีนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ “ธนาคารออมสิน” และ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)”

ในมุมมองของ “ดร.ธัชพล กาญจนกูล” รองผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารเงิน ธนาคารออมสิน มองว่า การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการลงทุนทางเลือกที่น่าสนใจแต่ก็ต้องเลือกโปรดักท์ที่เหมาะสมเพื่อจะลงทุนด้วย เป็นไปได้ก็อยากจะลงทุนในกองประเภท FREE HOLD ที่อยู่ในทำเลที่ดี แต่ปัจจุบันจะหากองประเภท FREE HOLD เพื่อลงทุนก็ไม่ง่ายนักเพราะของดีที่เจ้าของยอมขายก็คงมีไม่มากเช่นกัน กองทุนประเภท LEASE HOLD จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แต่กองทุนที่ออมสินจะลงทุนได้นั้นหากเป็นกองทุนประเภท จะต้องมีการการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำให้ระยะหนึ่ง เช่น 5 ปี จึงจะลงทุนได้ นอกจากนี้เมื่อกองทุนครบอายุโครงการ 30 ปี จะต้องขยายอายุโครงการต่อไปอีก 10 -20 ปี ด้วย จึงจะสามารถลงทุนได้

“เพราะกองทุนประเภท LEASE HOLD นี้ หากเจอช่วงวงจรอสังหาริมทรัพย์ขาลงกินเวลาประมาณ 7 ปี เข้าไปสักครั้ง ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุโครงการไม่มีทางส่งมอบให้กับผู้ลงทุนได้อย่างแน่นอน จึงต้องมีการต่ออายุโครงการออกไปอีก 10 -20 ปี เพื่อจะได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง นี่เป็นกลยุทธ์การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ของธนาคารออมสิน”

เช่นเดียวกับ “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ยอมรับว่า หนึ่งในแผนงานการลงทุนของ กบข.ในปี 2553 นี้ก็คือ การมองหาอสังหาริมทรัพย์เพื่อจะลงทุนเพิ่มทั้งที่เป็นการลงทุนโดยตรงหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพราะปัจจุบัน กบข.เองก็มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 2 รูปแบบอยู่แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจดีค่าเช่าก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามแนวโน้มของเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นการลงทุนที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้กำลังมองไปที่อสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรมหรือดีพาร์ทเมนต์สโตร์ รวมถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่จะมีออกมาด้วย

@ราคาตลาดต่ำกว่าเอ็นเอวีคือโอกาสลงทุน

ปัญหาหนึ่งของกองทุนอสังหาริมทรัพย์คือสภาพคล่องในตลาดรองที่มีน้อย และส่วนใหญ่ราคาตลาดจะซื้อขายในราคาที่มีส่วนลด (DISCOUNT) จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ที่แท้จริง จนทำให้นักลงทุนหลายคนไม่กล้าลงทุนแม้ว่าผลตอบแทนจะดีจริงแต่เมื่อถึงเวลาต้องใช้เงินกลับต้องมาขายขาดทุนในตลาด

อย่างไรก็ตามวรวรรณ กลับมองว่า การที่ราคาตลาดซื้อขายในราคาที่มีส่วนลด (DISCOUNT) จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ที่แท้จริงนั้นเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจ มองการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เหมือนการลงทุนในตราสารหนี้ที่หวังผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว และการที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่มีสภาพคล่องในตลาดก็สะท้อนข้อเท็จจริงหนึ่งว่า “เป็นการลงทุนที่ดี” นักลงทุนเมื่อลงทุนแล้วก็จะซื้อเก็บไว้กินปันผลในระยะยาวจริงๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องมาขายในตลาดรองทำให้สภาพคล่องในตลาดรองมีไม่มากดังที่เห็น

“แม้แนวโน้มดอกเบี้ยจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นในช่วงกลางปี 2553 ก็ตาม ผลตอบแทนของตราสารหนี้ก็จะขึ้นมาไม่เท่ากับผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนอสังหาริมทรัพย์อยู่ดี ปัจจุบันผลตอบแทนตราสารหนี้อยู่ประมาณ 1% กว่า ดอกเบี้ยจะต้องปรับขึ้นมามากเท่าไรจึงจะได้ผลตอบแทนเท่ากับเงินปันผลของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน”

หากมองกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนในลักษณะเช่นนี้แล้วก็ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ลงทุน เพราะราคากองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายกันในตลาดรอง ส่วนใหญ่จะเทรดที่ราคาที่มีส่วนลด จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริงของกองทุนเป็นส่วนใหญ่

“นั่นหมายความว่าถ้านักลงทุนสามารถลงทุนได้ที่ราคาที่มีส่วนลด อัตราเงินปันผลที่ได้ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยนักลงทุนที่สนใจอาจจะไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในตลาดรองโดยมองเป็นการลงทุนในลักษณะเดียวกับตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระยะยาวที่ดีกว่าก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ถ้าจะไปซื้อเพื่อหวังผลตอบแทนในลักษณะเดียวกับการลงทุนในหุ้นคงไม่แนะนำ ถ้าจะหวังผลตอบแทนลักษณะนั้นแนะนำให้ไปลงทุนในหุ้นโดยตรงจะตอบโจทย์มากกว่า”

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 26 กองทุน หากใช้ราคาพาร์ที่ 10 บาท เป็นเกณฑ์ ปัจจุบันราคาที่ซื้อขายในตลาดรองจะต่ำกว่าราคาพาร์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในอุตสาหกรรมมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) สูงกว่าราคาพาร์ทุกกองทุนมากบ้างน้อยบ้างตามประเภทของกองทุน นี่ยังไม่นับรวมเงินปันผลที่แต่ละกองทุนมีการจ่ายปันผลออกมาอย่างสม่ำเสมอทุกปีแม้ในปีที่มีวิกฤติเศรษฐกิจก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการเป็นเครื่องมือการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอให้กับผู้ลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ส่วนราคาตลาดเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งบางครั้งการเคลื่อนไหวก็ขึ้นกับจิตวิทยาของตลาดด้วยเช่นกัน

“ดังนั้นการที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคาพาร์ไม่ได้แสดงว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ดีหรือไม่มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลแต่ประการใด จึงอยากให้นักลงทุนแยกแยะในส่วนนี้ด้วย”

เช่นเดียวกับธีรพันธุ์ ที่มองว่า ปัจจุบันผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาลค่อนข้างต่ำ ถ้าต้องการผลตอบแทนมากกว่านั้นก็อาจจะต้องขยับไปลงทุนในหุ้นกู้ ซึ่งหุ้นกู้ที่มีเครดิตเรทติ้งที่ดีให้ลงทุนได้ก็มีไม่มากนัก แล้วผลตอบแทนโดยเปรียบเทียบก็ยังสู้ผลตอบแทนจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้อยู่ดี แต่นักลงทุนไทยก็แปลกแนะนำให้ไปลงทุนในหุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อรับเงินปันผลที่ดีและมีโอกาสกำไรจากส่วนต่างมูลค่าเงินลงทุน (CAPITAL GAIN) ที่สูงขึ้น ก็ไม่ชอบไม่กล้าที่จะลงทุน แต่พอเป็นหุ้นกู้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์บริษัทเดียวกันนั้นกลับกล้าที่จะไปลงทุน ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทเดียวกัน

กองทุนอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนโดยเปรียบเทียบดีกว่าแต่กลับไม่สนใจมาลงทุน อย่างกองทุนประเภท LEASE HOLD บางกองมีการรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ 6% ให้หักเงินต้น 3.3% ก็ยังเหลือผลตอบแทนตั้ง 2.7% สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์เกือบ 3 เท่า แถมยังมีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแหล่งรายได้ค่าเช่าหนุนหลังเห็นๆ ทำไมจึงไม่มาลงทุน ยิ่งไปซื้อในตลาดรองที่ราคาส่วนลดผลตอบแทนที่ได้ก็จะสูงขึ้นไปอีก เพราะเป็นผลตอบแทนที่ราคาลงทุนที่ต่ำกว่าราคาพาร์และเอ็นเอวีของกองทุน นักลงทุนที่เข้าใจก็จะไปซื้อเพิ่มในตลาดรองเพื่อลงทุน แต่ของที่ดีบางครั้งก็ไม่มีคนนำมาขายเพราะเขาซื้อแล้วเก็บกินยาวเลย”
 
ใครที่กำลังมองหาช่องทางลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับความเสี่ยง อย่างน้อยให้ “เหนือกว่าตราสารหนี้” และ “ดีกว่าเงินฝาก” พร้อม “ต่อสู้เงินเฟ้อ” ได้ด้วย เชื่อว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นทางเลือกการลงทุนที่ตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

Tags : “วรวรรณ ธาราภูมิ” กองทุนอสังหาริมทรัพย์

advertisement

advertisement

advertisement