ไอเอ็มเอฟหวั่นวิกฤติโลกกินลึกยาวนานเกินคาด จะยิ่งรุนแรงป่วนภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทใหญ่ทั่วเอเชียมีความเสี่ยงสูง กระทบลูกโซ่หนี้เน่าแบงก์เพิ่ม
นายทากาโตชิ คาโต รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ กล่าวผ่านสำนักข่าวเอเอฟพี ระหว่างเข้าร่วมประชุมประจำปีของสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจแปซิฟิก ที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐวานนี้ (13 พ.ค.) แสดงความวิตกกังวลว่า วิกฤติการเงินโลกขณะนี้กำลังพ่นพิษสร้างปัญหาให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ทั่วเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคนี้ติดกลุ่มประเทศได้รับผลกระทบหนักสุดในโลก
"ความเสี่ยงของบริษัทเอกชนเพิ่มมากขึ้น และดัชนีชี้วัดตลาดอื่นอีกหลายตัวกำลังส่งสัญญาณเตือนให้เห็น และมีสัญญาณแล้วว่าแม้แต่บริษัทที่มีชื่อเสียงดีเยี่ยมกำลังหลุดจากตลาดเงิน และบริษัทกำลังพิจารณาเข้าหารัฐบาลเพื่อขอความช่วยเหลือโดยตรง" นายคาโตกล่าว
นายคาโตอธิบายบริษัทขนาดใหญ่ในเอเชียหลายแห่ง เหมือนกับบริษัทเอกชนสหรัฐเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ด้วยงบบัญชีแข็งแกร่ง และเมื่อเกิดปัญหากระทบกับอุปสงค์ในตลาด บริษัทใหญ่ในเอเชียอาจเผชิญแรงกดดันให้ลดกิจกรรมธุรกิจหรือตัดลดต้นทุนไม่มากนัก แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาฐานะสภาพคล่องบริษัทกลับลดน้อยลง
รองผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟระบุว่า ความตกต่ำของเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อเอเชีย รุนแรงและหนักหน่วงกว่าภูมิภาคอื่น พิจารณาจากตัวเลขในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าผลผลิตเอเชีย ไม่รวมจีนและอินเดีย ลดลงเกือบ 15%
"บริษัทขนาดกลางและเล็ก ยังอึดอัดไม่คล่องตัวอันเป็นผลมาจากวิกฤติโลก ซึ่งมีต้นตอจากปัญหาเกิดขึ้นกับตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเงิน และปิดทางหรือสกัดกั้นการเติบโต" นายคาโตกล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้นายคาโตมองว่าบริษัทขนาดกลางถึงเล็กหลายแห่งกู้ยืมไว้มากมาย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อขยายธุรกิจของตัวเอง ในฐานะเป็นซัพพลายเออร์จัดหาสินค้าให้กลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่กว่า แต่วิกฤติยังดำเนินอยู่นั้นทำให้ธนาคารเริ่มลดปล่อยกู้บริษัทเหลานี้ ซึ่งสินเชื่อบริษัทกลายเป็นหนี้เสีย ที่คาดว่าจะทำให้งบบัญชีธนาคารในเอเชียเกิดหนี้เสียตามไปด้วย
"ผลย้อนกลับแบบวนไปเวียนมา ที่เกิดขึ้นระหว่างภาคเศรษฐกิจแท้จริงกับภาคการเงิน คาดว่าจะปรากฏให้เห็น และผลจากธรรมชาติของความตกต่ำมีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนาน น่าจะทำให้เอ็นพีแอลสูงขึ้น ส่วนนี้จะย้อนกลับไปปรากฏให้เห็นในงบบัญชีแบงก์ บริษัทเอเชียขนาดใหญ่จำเป็นต้องตัดลดการผลิตต่อเนื่อง หากภาวะสินเชื่อตึงตัวผสมกับอุปสงค์ลดลงอย่างมาก ย่อมฉุดบริษัทแข็งแกร่งให้กลายเป็นบริษัทมีปัญหาและกำไรหดหายได้" นายคาโตกล่าว
นายคาโตคาดว่าเอเชียอาจได้เห็นกระแสการรวมตัว ผ่านการควบรวมซื้อกิจการ บริษัทหลายแห่งเพิ่งจะเริ่มปรับตัวเผชิญกับปัญหาจ้างงาน ในระยะใกล้กระบวนการดังกล่าวค่อนข้างเจ็บปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปัญหาการสูญเสียตำแหน่งงานมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผ่านมาการว่างงานเริ่มสูงขึ้นทั่วเอเชีย และต้นทุนทางสังคมอันเนื่องมาจากความตกต่ำยังสูง มีเค้าลางก่อภัยคุกคาม
"กิจกรรมทางการเงินทั่วโลกหดตัว ศูนย์กลางการเงินในเอเชียอย่างเช่นฮ่องกงและสิงคโปร์ ติดกลุ่มได้รับผลกระทบหนักสุดครั้งใหญ่ ระบบการเงินโดยเฉพาะการบริหารสินทรัพย์และบริการธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ล้วนหดตัว การลงทุนส่วนบุคคลในกลุ่มประเทศเอเชียส่วนใหญ่ ชะลอลงอย่างมาก ทำให้การบริโภคส่วนบุคคลชะลอตัวลงเช่นกัน" นายคาโตอธิบาย
รองผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟย้ำว่า แม้การบริโภคส่วนบุคคลที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าค่อนข้างยืดหยุ่น แต่รายได้ลดลงและภาวะแวดล้อมการเงินเข้มงวดมากขึ้น เป็นเค้าลางให้เห็นว่าการชะลอตัวรออยู่ข้างหน้า และจากภาพรวมนายคาโตมองว่า ภาวะถดถอยปัจจุบันในเอเชีย เชื่อว่าจะกินลึกและยืดเยื้อยาวนานขึ้น เทียบกับวงจรเศรษฐกิจในอดีต
Tags : ไอเอ็มเอฟ • วิกฤติเศรษฐกิจ
