กรุงเทพธุรกิจ

  •  

การเงิน - การลงทุน : เศรษฐกิจต่างประเทศ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 00:00

เบอร์นันเก้เชื่อมั่นสิ้นปีนี้ศก.สหรัฐหยุดถดถอย

นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

"เบน เบอร์นันเก้" เชื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐสิ้นสุดปีนี้ และจะเริ่มฟื้นตัวปีหน้า หากรัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาในระบบการธนาคารจริงจัง

นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงต่อคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารแห่งวุฒิสภาสหรัฐ เมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังหดตัวรุนแรง คาดว่าในระยะ 6 เดือนแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัว สืบเนื่องจากการหดตัวลงรุนแรงช่วงไตรมาส 4  ปีที่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลและธนาคารกลาง วางมาตรการทำให้ตลาดเงินและตลาดสินเชื่อกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ก็มีแนวโน้มที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะสิ้นสุดในปีนี้ และจะเริ่มฟื้นตัวในปีหน้า

"ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ มีแนวโน้มสิ้นสุดลงภายในปีนี้ ภายใต้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ ต้องอาศัยมาตรการที่แข็งแกร่งของเฟด และคณะทำงานของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่จะผลักดันให้ตลาดสินเชื่อ และตลาดการเงิน กลับมาทำงานตามกลไกปกติอีกครั้ง จากประสบการณ์ของผม เชื่อว่าเราดำเนินการเช่นนี้ จะช่วยให้ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจสิ้นสุดลงภายในปีนี้แน่นอน และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2553" นายเบอร์นันเก้กล่าว
ย้ำใช้ทุกมาตรการกระตุ้นศก.

ขณะเดียวกัน เบอร์นันเก้ ยืนยันว่า จะใช้ทุกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และปรับปรุงการทำงานของตลาดเงิน แต่การจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเต็มที่ จากภาวะถดถอยในขณะนี้ อาจต้องใช้เวลากว่า 2 ถึง 3 ปี ขึ้นไป

นายเบอร์นันเก้ กล่าวว่า หากความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้ภาคธนาคารประสบความล้มเหลว เศรษฐกิจสหรัฐที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว อาจจะก้าวเข้าสู่วัฏจักรที่ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจกับความตึงเครียดทางการเงินต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จนทำให้ทั้งสองปัจจัยทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ 

"ในการยุติวงจรนี้ จำเป็นต้องส่งเสริมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป โดยใช้มาตรการที่แข็งแกร่งของรัฐบาล ในการสร้างเสถียรภาพให้สถาบันการเงินและตลาดการเงิน" นายเบอร์นันเก้กล่าว
หมดทางแก้ว่างงานพุ่ง

ประธานเฟด กล่าวด้วยว่า ในบรรดาความเสี่ยงที่สหรัฐอาจต้องเผชิญ รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศอื่นๆ ที่อาจรุนแรงเกินความคาดหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐ และทำให้ตลาดการเงินในสหรัฐเปราะบาง

ส่วนความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง คือ การที่เฟดและรัฐบาลสหรัฐ ไม่สามารถแก้ปัญหาตัวเลขว่างงานที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง และราคาบ้านที่ตกต่ำลงอย่างหนัก สถานการณ์เช่นนี้จะบีบให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย และภาคเอกชนลดการจ้างงาน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงมากขึ้น 

"การตัดตอนวงจรตกต่ำในตลาดแรงงาน ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 787,000 ล้านดอลลาร์ ที่ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้" นายเบอร์นันเก้กล่าว

เมินฮุบแบงก์เป็นสมบัติชาติ

ประธานเฟดชี้แจงสภาพเศรษฐกิจ หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐประจำเดือน ก.พ. ร่วงลงมาอยู่ที่ 25 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจากเริ่มรายงานตัวเลขดังกล่าวเมื่อ 42 ปีก่อน ทั้งที่เมื่อเดือน ก.ค. ตัวเลขดังกล่าวยังอยู่ที่ระดับ 37.4 ขณะเดียวกัน ราคาบ้านในสหรัฐก็ยิ่งตกต่ำหนักกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในช่วงขาลง

นอกจากนี้ นายเบอร์นันเก้ ยังแสดงความเห็นว่า รัฐบาลไม่ควรฮุบกิจการธนาคารพาณิชย์มาเป็นสมบัติของชาติ เพราะจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าของธนาคาร แนวทางที่ดีที่สุด คือ การให้ความช่วยเหลือธนาคารที่ประสบปัญหา เพื่อให้ธนาคารเหล่านี้สามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

"ผมมองไม่เห็นเหตุผลอันใด ที่เราจะต้องทำลายมูลค่าทางธุรกิจ หรือสร้างความไม่แน่นอนอย่างมากในทางกฎหมาย ด้วยการเข้ายึดกิจการธนาคารมาเป็นของรัฐอย่างเป็นทางการ เมื่อการกระทำดังกล่าวไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด สิ่งที่เราทำได้ ก็คือ การสร้างความมั่นใจว่า ภาคธนาคารมีเงินทุนมากพอที่จะใช้ในการปฏิบัติงาน" นายเบอร์นันเก้กล่าว

เขากล่าวต่อว่า "ในเวลาเดียวกัน เราก็ดำเนินมาตรการควบคุมอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า ภาคธนาคารกำลังทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้มีสถานะแข็งแกร่ง และดำรงกิจการต่อไปได้ในระยะยาว"
ข่าวดีหนุนดันหุ้นดาวโจนส์พุ่ง

การแสดงความเห็นของประธานเฟด เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนดัชนีหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์ทะยานขึ้น 236.16 จุด หรือ 3.32% ปิดที่ระดับ 7,350.94 หลังจากดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปีเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา และส่งผลต่อเนื่องมาถึงตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ (25 ก.พ.) โดยดัชนีหุ้นนิกเคอิในตลาดโตเกียวพุ่งขึ้น 192.66 จุด หรือ 2.65% ปิดที่ระดับ 7,461.22 และดัชนีหุ้นหั่งเส็งดีดตัวขึ้น 206.56 จุด หรือ 1.61% ปิดที่ระดับ 13,005.08 ส่วนค่าดอลลาร์ในตลาดโตเกียวแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 97.02 เยน จาก 96.64 เยนในตลาดนิวยอร์กเมื่อวันก่อนหน้านั้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าไต่ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 39.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นายเกร็ก พาล์มเมอร์ หัวหน้าฝ่ายค้าหุ้น บล.แปซิฟิก เครสท์ กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาจากรัฐบาลสหรัฐ และได้รับการสนับสนุนจากนายเบอร์นันเก้ ดูเหมือนว่าจะเป็นแผนที่มีเหตุผลรองรับ และตลาดก็ปรับตัวรับแนวคิดที่ว่ามีบางสิ่งในแผนนี้ที่อาจจะใช้งานได้จริง

โอบามายันสหรัฐพ้นวิกฤติ

ทางด้านนายโอบามา แถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรกเมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) สร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวอเมริกัน ว่า สหรัฐจะสามารถหลุดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้าย และขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งมากกว่าแต่ก่อน พร้อมกับกล่าวว่า ขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มสร้างงานใหม่ๆ และเริ่มกระตุ้นการปล่อยกู้ รวมถึงการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ

นายโอบามามีมุมมองแง่บวกต่อเศรษฐกิจมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา และเชื่อว่าการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อต่อสู้กับวิกฤติการเงินจะสัมฤทธิผล เขากล่าวว่า ความหนักหนาของวิกฤติเศรษฐกิจจะไม่เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของประเทศ และคำตอบของปัญหาไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม สิ่งที่จำเป็นในเวลานี้ คือ ผู้คนทั้งประเทศจะต้องจับมือกันเผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายอย่างกล้าหาญ และรับผิดชอบต่ออนาคตของตัวเอง

Tags : เบน เบอร์นันเก้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า