'กิตติรัตน์' สรุปค่าธรรมเนียมเรียกเก็บแบงก์ 13 ก.พ. นี้คลังเสนอเก็บ0.51-0.52% ของเงินฝากสอดคล้องธปท.ที่ชงเก็บค่าต๋ง 0.52%เพิ่มจากเดิม0.12%
ในวันจันทร์ที่ 13 ก.พ. เวลา 09.00 น. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทย จะร่วมแถลงข่าวเรื่อง ผลการหารือร่วมกันในประเด็นการชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ที่ทำเนียบรัฐบาล
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้จะนำข้อเสนอของแต่ละฝ่ายมาหารือร่วมกันภายใต้กรอบที่ว่า จะต้องไม่เป็นภาระผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงินและผู้ถือหุ้น โดยสูตรที่กระทรวงการคลังเสนอเรียกเก็บเงินจากค่าธรรมเนียนจากธนาคารพาณิชย์ในอัตรา 0.51-0.52% ของวงเงินฝาก จากเดิมเก็บอัตรา 0.40% โดยในส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 0.11-0.12% นั้นเป็นส่วนที่มาจากภาษีนิติบุคคลที่รัฐบาลปรับลดให้กับภาคเอกชน 7% เหลือ 23% จากปัจจุบันเก็บในอัตรา 30%
อย่างไรก็ตาม อัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่คลังเสนอนั้นจะทำให้สามารถชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูได้หมดภายในกรอบระยะเวลา 22-26 ปี ส่วนการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำการแข่งขันของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ระบุว่ามีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นและเรียกร้องให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมด้วยนั้น เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีคลังที่จะไปดำเนินการทีหลัง แต่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐก็มีกฎหมายต่างๆ รองรับอยู่
"ดูแล้วตัวเลขต่างๆ ที่นำเสนอกันมาไม่เป็นปัญหากับทุกฝ่าย ก็ยุติความไม่สบายใจ หลังจากนี้แบงก์ชาติก็จะได้ไปเวิร์คต่อในเรื่องรายละเอียดต่างเนื่องจากทั้งแบงก์ชาติและแบงก์พาณิชย์ไม่ได้ติดใจในเรื่องของอัตราเรียกเก็บ แต่ต้องการความชัดเจนมากกว่า"
อย่างไรก็ตามสูตรของคลังเสนอเก็บค่าธรรมเนียมนั้น สอดคล้องกับก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาจาก ธปท.ว่า หลังจากที่ นายกิตติรัตน์ ได้มอบโจทย์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ว่าไม่ต้องการให้กระทบไปยังผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงิน และผู้ถือหุ้น ธปท.ก็ได้คิดสูตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมขึ้นมาใหม่ โดยเบื้องต้นอาจใช้วิธีเรียกเก็บเพิ่มอีก 0.12% จากค่าธรรมเนียมเดิมที่ธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่ 0.4% ซึ่งรวมเป็น 0.52% แต่การเก็บดังกล่าวเป็นการเก็บบนฐานเงินฝากและตั๋วบี/อี
สำหรับตัวเลข 0.12% ที่ ธปท.จะขอเรียกเก็บเพิ่มนั้น เป็นการคำนวณจากสิทธิประโยชน์ภาษีเช่นกัน เนื่องจากได้ประโยชน์จากตรงนี้คิดเป็นมูลค่ารวมกันประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และเมื่อนำตัวเลขดังกล่าวมาแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์บนฐานเงินฝากและตั๋วบี/อี ก็จะอยู่ที่ 0.12%
ดังนั้นแล้วถ้า ธปท.ขอเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตรานี้ เชื่อว่าจะไม่ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีข้ออ้างในการผลักภาระไปยังผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงิน และไม่น่ากระทบกับผู้ถือหุ้นด้วย อีกทั้งวิธีนี้จะไม่กระทบกับธนาคารพาณิชย์ในภาพรวม ยกเว้นแต่ธนาคารพาณิชย์บางรายที่มีการออกตั๋วบี/อีที่ค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตามสูตรการเรียกเก็บเงินด้วยวิธีนี้ อาจทำให้ธปท.มีปัญหาเรื่องการชำระดอกเบี้ยในช่วงแรกอยู่บ้าง เพราะหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ปัจจุบันมียอดคงค้างกว่า 1.14 ล้านล้านบาท นั้น อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่เกือบๆ 6% ทำให้ภาระดอกเบี้ยแต่ละปีอยู่ที่ 6-6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งดูแล้วปีแรกๆ ธปท.คงไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ทั้งหมด จึงอาจต้องขอให้กระทรวงการคลังช่วยชำระดอกเบี้ยบ้าง
ทั้งนี้สูตรเก็บค่าธรรมเนียมสอดคล้องกับข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยที่เสนอเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราต่ำสุด 0.40-0.60% เนื่องจากเป็นอัตราที่ธนาคารพาณิชย์รับได้
Tags : หนี้กองทุนฟื้นฟู
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น