"โสภณ"อัดมาตรการ "ทุ่งรับน้ำ" ของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน และอาจสร้างความสับสน พร้อมเสนอให้มีการเก็บภาษีและประกันภัยน้ำท่วม
ตามที่มีข่าวว่า นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) ได้กล่าวถึงมาตรการชดเชยแก่พื้นที่รับน้ำท่วมว่า จะต้องมีการเจรจากับเกษตรกรเจ้าของพื้นที่ เรื่องการจ่ายค่าชดเชยตามอัตราส่วนที่เกษตรกรพอใจ ระหว่างที่นำน้ำหลากไปพักไว้ในพื้นที่ เพราะแต่ละจังหวัดและแต่ละโซนอาจมีระยะเวลาไม่เท่ากัน เช่น ระหว่าง เดือนม.ค.-ก.พ. หรือช่วงเดือนส.ค.-ต.ค. เป็นต้นนั้น
นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด ให้ความเห็นว่า ในทางปฏิบัติอาจมีความยากลำบากในการคำนวณ และอาจสิ้นเปลืองงบประมาณเกินความจำเป็นเพราะปกติพื้นที่เหล่านี้ก็เป็นพื้นที่รับน้ำตามปกติในฤดูน้ำหลาก (โดยรัฐไม่เคยต้องเสียค่าชดเชย) อยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุด อาจทำให้ราคาที่ดินในพื้นที่เหล่านี้ตกต่ำลง เนื่องจากอาจทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ในพื้นที่เหล่านี้จะมีน้ำท่วมขังสูง 1-3 เมตรทุกปีเป็นเวลาปีละ 2-3 เดือน เป็นต้น
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้นในความเป็นจริง คงไม่สามารถและไม่ควรที่จะย้าย เพราะมีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องและที่อยู่อาศัยลงทุนอยู่โดยรอบ ยิ่งกว่านั้นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็มีขนาดเล็กพอ ๆ กับหัวเข็มหมุดเมื่อเทียบกับพื้นที่ของเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้นโดยตัวของนิคมอุตสาหกรรมเองจึงไม่เป็นตัวกีดขวางการไหลของน้ำแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามหากจะป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ คงต้องเน้นที่การสร้างแนวป้องกันโดยรอบเป็นสำคัญ และเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตลอดจนบริษัทที่ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม จะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายหลักในการป้องกัน ไม่ใช่ใช้แต่ภาษีจากประชาชนเป็นหลัก เพราเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง
โดยหลักแล้ว พื้นที่ใดที่ถูกน้ำท่วมจนเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รัฐบาลสมควรที่จะช่วยเหลือบรรเทาภัย (Relief) และช่วยเหลือการบาดเจ็บหรือการสูญเสียชีวิตกันตามสมควร แต่ละชดเชยให้ทุกอย่างทั้งธุรกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพการงาน ฯลฯ เช่นเดียวกับการซื้อประกันภัย ก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลก็คงไม่มีงบประมาณเพียงพอเช่นนั้น มาตรการพิเศษใด ๆ ในการป้องกันน้ำท่วมจึงอยู่ที่การเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อเป็นงบประมาณที่จำเป็นในการดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วม
ในความเป็นจริงคงเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันน้ำท่วมได้ในทุกพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พื้นที่ในเขตเมืองจึงต้องป้องกันเป็นพิเศษจากการเก็บภาษีน้ำท่วม และเสริมด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนซื้อประกันภัยน้ำท่วม เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายได้ตามความเป็นจริง และหากประชาชนร่วมกันซื้อประกันภัยนี้มากเพียงพอ ก็จะสร้างความอุ่นใจแก่ประชาชนเจ้าของทรัพย์สินเอง
นายโสภณ กล่าวว่า โดยสรุปแล้ว มาตรการที่สำคัญ 3 มาตรการในการป้องกันน้ำท่วมก็คือ ประการแรก การป้องกันพื้นที่ในเขตเมือง โดยเฉพาะใจกลางเมืองต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะในแต่ละเมืองภูมิภาค มีขนาดไม่กี่ตารางกิโลเมตร หากมีการเตรียมพร้อมที่ดี ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยเฉพาะในเขตชนบท ซึ่งมักมีน้ำท่วมนอกฤดูกาลเก็บเกี่ยวอยู่แล้ว
มาตรการที่สองก็คือการระบายน้ำ ซึ่งได้แก่การขุดคลองหรือแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่เพื่อการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยการนี้จำเป็นต้องมีการเวนคืนอย่างเร่งด่วนตามราคาตลาด แต่มาตรการนี้อาจใช้เวลาอีก 3-5 ปีจึงจะเป็นผลสำเร็จจริง แต่ก็เป็นมาตรการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับมาตรการสุดท้ายก็คือมาตรการสร้างเขื่อนกันน้ำทะเลหนุนในอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยให้สามารถระบายน้ำที่สูบออกสู่ทะเลได้โดยไม่มีอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาแนวเขื่อนนี้เป็นเมืองใหม่ เมืองท่องเที่ยวตากอากาศ หรือเมืองธุรกิจได้ในอนาคตอีกด้วย อย่างไรก็ตามมาตรการนี้อาจใช้เวลานับสิบปี
นอกจากนี้มาตรการเสริมแม้ไม่เกี่ยวกับการป้องกันน้ำท่วม แต่ช่วยเสริมศักยภาพของพื้นที่น้ำท่วมก็คือการก่อสร้างทางด่วน ซึ่งในพื้นที่น้ำท่วมหลายบริเวณจำเป็นต้องมีทางด่วนเพื่อการสัญจร เช่น บริเวณถนนรังสิต-นครนายก ถนนเพชรเกษม ถนนลาดพร้าว ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์ ถนนสุขุมวิทช่วงปากน้ำ ถนนพระรามที่ 2 ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี เป็นต้นการสร้างทางด่วนเช่นนี้จะทำให้ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นปีละ 10% แทนที่จะเป็นปีละ 4-5% สำหรับที่ดินทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
Tags : โสภณ พรโชคชัย • เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส • ประกันภัยน้ำท่วม

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น