กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

การเงิน - การลงทุน

วันที่ 5 มกราคม 2555 14:54

โบรกฯชี้ขึ้นค่าต๋ง0.1%กดดันกำไรแบงก์4%

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

(Update) บล.บัวหลวงผ่าแนวคิดสางหนี้กองทุนฟูฯให้แบงก์ชาติเคลียร์ ด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียม ทุกๆ 0.1% กดดันกำไรแบงก์ลด 4% เชื่อยังไร้ข้อสรุป

บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด รายงานว่า วานนี้ (4 ม.ค.) รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กล่าวว่าเขาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นด้วยในหลักการในการถ่ายโอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาทของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (FIDF) ไปยัง ธปท. โดยรัฐบาลจะออกพระราชกำหนดให้อำนาจแก่ผู้บริหารกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อการชำระหนี้รวมทั้งอำนาจในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรายปีจากธนาคารได้สูงสุดถึง 1% ของเงินฝากของธนาคารในลักษณะที่คล้ายคลึงกับที่เก็บเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ซึ่งขณะนี้จัดเก็บอยู่ 0.4% ของฐานเงินฝาก

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเพื่อจะลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาล (ซึ่งถูกกำหนดว่าภาระดอกเบี้ยจ่ายประจำปีของงบผูกพันนั้นกฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน 15% ของงบประมาณรายปี โดยปัจจุบันงบประมาณปี 2555 อยู่ที่ 2.38 ล้านบาท) เพื่อที่จะกู้ยืมมากขึ้นเพื่อใช้ตามนโยบายที่หาเสียงและเพื่อใช้ในมาตรการป้องกันน้ำท่วม หากแผนดังกล่าวสำเร็จ ก็จะทำให้ต้นทุนเงินทุนของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย/กองทุนฟื้นฟูฯ สุดท้ายจะเป็นผู้หาเงินชดเชยดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูผ่านการเพิ่มค่าธรรมเนียทธนาคาร

"เราประเมินว่าการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมทุกๆ 0.1% สำหรับการรับประกันเงินฝาก จะลดกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารลงประมาณ 4% ให้สังเกตว่า ก.ล.ต.ได้กำหนดอัตราจำนวนเงินฝากขั้นต่ำของตั๋วแลกเงินของธนาคารไว้ที่ 10 ล้านบาท (เริ่ม 1กค 2555) เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปัจจุบันซึ่งกำหนดไว้ที่ 50,000 บาท ซึ่งจะจำกัดความสามารถของธนาคารในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเงินทุนเป็น B/E เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมเงินฝากที่สูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกดดันธนาคารเล็กๆ ที่เน้นสินเชื่อเช่าซื้อเป็นหลักอาทิเช่น TISCO และ KK ในการเปลี่ยนโครงสร้างเงินทุนและหันมาใช้เงินฝากมากขึ้นและหรือออกตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้นดังนั้นต้นทุนของเงินทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"

คำแนะนำ: เราคาดว่าดัชนีกลุ่มธนาคารจะปรับตัวลดลงในระยะสั้นจากผลดังกล่าวและ ตราบใดที่ ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป นอกจากนี้รายละเอียดของแผนอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงได้ตลอดในช่วง 3-6 เดือน ในช่วงนี้เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มธนาคารในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ PBV ต่ำ ที่ 1.2 เท่า ลดลงจากค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.4 เท่า  การปรับตัวลดลงของกลุ่มธนาคารจะเป็นโอกาสในการเก็บหุ้นธนาคาร ในระดับที่ถูก SCB และ BBL คือหุ้นที่เราแนะนำและชอบมากที่สุด เนื่องจากทั้ง 2 ธนาคารมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสูงที่สุดในปีนี้ประกอบกับงบดุลที่แข็งแกร่ง

เปิดตลาดภาคบ่ายหุ้นกลุ่มแบงก์ร่วงต่อ!

ขณะที่ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงปรับตัวในแดนลบต่อเนื่องจากความกังวลการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนสถาบันคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเวลา 15.18 น.

ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) อยู่ที่ 115.00 บาท -5.00 (-4.17%) 
 
ธนาคารกรุงเทพ (BBL) อยู่ที่ 146.50 บาท -5.00 (-3.30%)  
 
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) อยู่ที่ 112.00 บาท -2.50 (-2.18%) 
 
ธนาคารกรุงไทย (KTB) อยู่ที่ 14.50 บาท -0.50 (-3.33%)

Tags : กองทุนฟื้นฟูฯ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ธปท.

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2

advertisement

advertisement

advertisement