คลังเร่งสำรวจความเสียหาย พร้อมวางมาตรการ 3 ระยะแก้ปัญหาอุทกภัย เริ่มจากให้ออมสินปล่อยกู้แบบเร่งด่วน เพราะหวั่นเกิดปัญหาหนี้นอกระบบพุ่ง
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ปลัดกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้คลังจังหวัดในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัยทำการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อนำมาประเมินถึงผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและเตรียมมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งนี้ สำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้น ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่แท้จริงได้ เนื่องจาก ต้องรอให้ระดับน้ำปรับลดลงก่อน
สำหรับมาตรการที่จะเข้าไปดูแล จะมีอยู่ 3 ระยะ คือ 1.ระยะสั้นที่ต้องช่วยเหลือแบบเร่งด่วน 2.ระยะปานกลาง คือ ระดับที่เข้าไปซ่อมแซม และฟื้นฟู และ 3.ระยะยาว คือ ระยะการวางแผนเพื่อรองรับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
คลังชี้หนี้นอกระบบจะพุ่งมหาศาล
ระยะที่ 1.นั้น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบเร่งด่วนกรณีที่ประชาชนได้รับความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งกระทรวงการคลังเห็นว่า ความช่วยเหลือด้านการเงิน เป็นมาตรการที่มีความจำเป็นมากที่สุด เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีเงินสดติดตัว อาจเกิดปัญหาการเข้าไปพึ่งพาหนี้สินนอกระบบ ทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวต่อไปได้ ดังนั้น จึงมอบหมายให้ธนาคารออมสินเข้าไปมอบเงินสินเชื่อระยะสั้นให้ทันทีสำหรับผู้ที่ต้องการ โดยวงเงินที่ให้อาจไม่มากนัก แต่สามารถใช้ประทังชีวิตในระยะที่มีปัญหาได้ ทั้งนี้ มาตรการทางด้านอื่นๆของแบงก์รัฐไม่ว่าจะเป็นวงเงินสินเชื่อและการพักชำระหนี้ ถือเป็นมาตรการปกติที่แบงก์รัฐดำเนินการอยู่แล้ว
รายงานข่าวกล่าวว่า ความช่วยเหลือลักษณะนี้ จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันที โดยสมัยหนึ่งในอดีตที่เกิดปัญหาน้ำท่วม ทางออมสินก็ใช้วิธีการนี้ คือ ให้คนมาเซ็นชื่อและรับเงินไปเลย ไม่กังวลเรื่องหนี้เสีย เพราะถือเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐควรเข้าไปช่วย วงเงินที่ให้ก็ไม่มากไป อาจจะ 2-3 พันบาทต่อครอบครัว เป็นต้น ซึ่งประเด็นนี้ ทางปลัดคลังก็ได้รับทราบและคงสั่งการไปแล้ว ขณะเดียวกัน ในฝั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)นั้น ผู้ว่าการธปท.ก็จะรับผิดชอบไม่ให้เงินสดในธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในตู้เอทีเอ็มนั้นขาดมือ
“ผลกระทบต่อชาวนามีกว่า 1 ล้านครอบครัว ส่วนนิคมอุตสาหกรรมนั้น ก็มากกว่า 2.2 แสนคน ยังไม่นับนิคมอุตสาหกรรมนวนครและบางกระดี แค่คิดว่า ไม่มีการเตรียมเงินสดติดมือ และ บวกกับการว่างงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัญหาหนี้นอกระบบตามมาแน่นอน และ จะมหาศาล ฉะนั้น แบงก์รัฐจะต้องเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลที่จะเข้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นวงเงินที่นอกเหนือจากเงิน 5 พันบาทที่รัฐบาลจะมอบให้”รายงานข่าวกล่าว
สำหรับระยะที่ 2 นั้น เป็นระยะที่ต้องซ่อมบำรุงสถานที่ ไม่ว่า จะเป็นบ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรือ ตลาด ซึ่งการซ่อมบำรุงนี้ จะต้องเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับชุมชน ซึ่งรัฐบาลก็จะจัดสรรวงเงินลงไป แต่จะเป็นจำนวนเท่าใด ยังต้องรอผลการสำรวจความเสียหาย
ส่วนระยะที่ 3 คือ ระยะที่ต้องวางแผนเพื่อรองรับกรณีที่อาจจะเกิดอุทกภัยในอนาคต ซึ่งระยะนี้ อาจมีความยากลำบากทั้งในแง่การวางแผนและปฏิบัติ เพราะปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดที่ทำหน้าที่นี้อย่างจริงจัง และ มีจำนวนหน่วยงานจำนวนมากที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน การดำเนินการตามแผนก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชนด้วย ส่วนวงเงินที่จะนำมาใช้สำหรับแผนนี้ ไม่ถือว่า เป็นปัญหาในขณะนี้
รายงานข่าวกล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังประเมินวงเงินเบื้องต้นสำหรับการใช้เพื่อพัฒนาระบบน้ำในระยะ 4-5 ปีข้างหน้าไว้จำนวนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าจะสร้างปัญหาต่อฐานะการคลัง และฐานะหนี้ของประเทศ ในทางกลับกัน ถือว่า คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะแค่คิดง่ายๆว่า การสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจจากภัยน้ำท่วมราว 1% ต่อปี คิดเป็นเงินราว 1 แสนล้านบาท หากน้ำท่วมเกิดขึ้นอีกอย่างน้อย 4-5 ครั้งในรอบ 20 ปีข้างหน้า จะทำให้เราเสียเงินราว 4-5 แสนล้านบาท ดังนั้น ถ้าเราลงทุนด้วยจำนวนเงินดังกล่าว และ รองรับปัญหานี้ได้ ก็ถือว่า คุ้มค่าที่จะลงทุน
“เป็นวงเงินที่เราประเมินว่า คุ้มค่าต่อการลงทุนแน่ แม้ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนการคลังแน่นอน หรือจะไม่เกิน 45% ต่อจีดีพี”รายงานข่าวกล่าวและว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เราได้วางงบประมาณเพื่อดูแลระบบน้ำในแต่ละปี แต่งบประมาณกระจายไปในหลายโครงการและหลายหน่วยงาน จุดนี้ก็ต้องนำมาประเมินรวบรวมกันใหม่อีกครั้ง

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น