จับตาชงเลือก "ประสาร ไตรรัตน์วรกุล" นั่งผู้ว่าการ ธปท. เข้าครม.วันนี้ ผ่าน13กฎเหล็ก "ซื้อสัตย์สุจริต-มีความมุ่งมั่นปกป้องทุนสำรอง"
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงการคลัง ได้ส่งรายชื่อ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ ครม.อนุมัติเป็น ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่แทนนางธาริษา วัฒนเกส ที่จะเกษียณอายุสิ้นเดือน ก.ย.2553 หลังจากได้ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการคัดเลือกชุดนายเสนาะ อูนากูล เป็นประธานสรรหา
สำหรับรายชื่อผู้สมัครผู้ว่า ธปท.คนใหม่ มีจำนวน 4 คนด้วยกัน ประกอบด้วย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพ ธปท. นายพิสิฐ ลี้อาธรรม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีต รมช.คลัง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ขณะที่นายกรณ์กล่าวผ่านเฟซบุ๊คเย็นวานนี้ (5 ก.ค.) ว่า ผมจะนำเสนอรายชื่อผู้ที่คณะกรรมการสรรหา และผมในฐานะ รมว.คลัง ได้พิจารณาว่าเหมาะสมจะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนต่อไป เราโชคดีที่มีผู้สมัครคุณภาพให้พิจารณาหลายท่าน และในการพิจารณาผมก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาที่ผมคิดว่า ควรจะใช้ในการเลือก และแนวที่ผมอยากฝากท่านผู้ว่าฯ ในอนาคตใช้ในการปฏิบัติ
นอกจากนั้น ก็ขอใช้โอกาสนี้ ขอบคุณท่านผู้ว่าฯ ธาริษา วัฒนเกส ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยมาตรฐานที่สูงส่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และกับการร่วมมือฝ่าฟันวิกฤติเศรษฐกิจมากับผมในช่วงปีที่ผ่านมาด้วย
สำหรับนายกรณ์ระบุในเฟซบุ๊คว่า 13 ข้อควรพิจารณาในการเลือกผู้ว่าการธนาคารเเห่งประเทศไทย 1. ความซื่อสัตย์ สุจริตที่ไม่เคยมีที่ตำหนิ 2. ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และของโลก 3. ประสบการณ์ในการบริหารองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งความรู้ 4. ความแน่วแน่ในการรักษาหลักความเป็นอิสระของธนาคารชาติ ในการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยไม่ยอมรับการกดดันโดยนักการเมืองที่อาจจะหวังผลตอบแทนในระยะสั้น
5. ความรู้ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ 6. ความสามารถในการตัดสินใจที่ชัดเจน และในระยะเวลาที่เหมาะสม 7. วิสัยทัศน์และความเข้าใจในวิธีการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว 8. ความมุ่งมั่นที่จะบังคับใช้กฎเกณฑ์ และกฎหมายในการควบคุมดูแลสถาบันการเงิน 9. ความมุ่งมั่นในการปกป้องเงินทุนสำรองของประเทศ
10. ความยืดหยุ่น และความเข้าใจผลของการตัดสินใจในโลกของความเป็นจริง ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง 11. การมีสามัญสำนึกที่ดี 12. จิตสำนึกในหน้าที่การกำกับดูแลโดยมองถึงประโยชน์ของประชาชน และ 13. เป็นคนดี มีจริยธรรม และจิตสำนึกอันงาม
แหล่งข่าวกล่าวว่า คณะกรรมการสรรหาได้ให้คะแนนนายประสารมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งถือเป็นคะแนนสูงสุดทิ้งห่างอันดับ 2 และ 3 คือนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพนโยบายการเงิน ธปท. และนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งนายบัณฑิตและนายพิสิฐมีคะแนนสูสีหรือใกล้เคียงกัน ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คะแนนรั้งท้าย
สำหรับเหตุที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ ธปท.เลือกนายประสารนั้น มีอยู่ 4 เหตุผลหลัก 1.เชื่อมั่นว่านายประสารจะบริหาร ธปท.ภายใต้ภาวะวิกฤติได้ดี 2.มีหิริโอตตัปปะ หรือมีความละอายต่อการกระทำผิด 3.ผ่านการทำงานภาคเอกชนมาก่อน คือ ธนาคารกสิกรไทย และ 4.มีความรู้ด้านตลาดทุนอย่างดี โดยผ่านงานด้านตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต.มาก่อน และมีผลงานที่ดีสมัยเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต.ได้รับการยอมรับทั้งจากนักลงทุนและนักวิชาการรวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ
เดิมนายประสาร มีกำหนดจะต้องเดินทางไปรับรางวัลจากยูโรมันนี่วันนี้ (6 ก.ค.) ในฐานะที่ธนาคารกสิกรไทยได้รับเลือกให้เป็นธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทย แต่ได้แจ้งหมายยกเลิกการไปรับรางวัลกะทันหัน โดยสาเหตุที่ยกเลิกหมายดังกล่าวคาดว่าต้องการให้การแต่งตั้งผู้ว่า ธปท.คนใหม่ ผ่าน ครม.วันนี้ (6 ก.ค.) ให้เรียบร้อยก่อน
ทั้งนี้ ยูโรมันนี่ได้จัดงานสัมมนา The 4 th Annual Euromoney Thailand Investment Forum: The Economic Perspective ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม 2553
ปัจจุบันนายประสาร อายุ 58 ปี เกิดวันที่ 20 ส.ค.2495 จบการศึกษาปริญญาตรีวิศกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาไฟฟ้า เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับทุนมูลนิธิอานันทมหิดลศึกษาต่อปริญญาโทและปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาฮาวาร์ด สหรัฐอเมริกา เริ่มงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2526 จนถึง ปี 2535 ก่อนย้ายมาทำงานที่สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในตำแหน่งรองเลขาธิการและขึ้นเป็นเลขาธิการ ก.ล.ต.ในปี 2542-2546 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย
ด้านนายประสารในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึง ความเป็นไปได้ในการปรับลดรายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมว่า ในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยมีตัววัดที่เหมาะสมคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (nim) ซึ่งทั้งระบบอยู่ที่ 3.3% ในปี 2553 การปรับลดส่วนต่างดังกล่าวลงต้องไปดูโครงสร้างสินเชื่อ โดยธุรกิจสินเชื่อขนาดใหญ่จะมีส่วนต่างดอกเบี้ยต่ำกว่า 3% มาก เนื่องจากการแข่งขันสูงและบางธุรกิจพึ่งพิงตลาดทุนได้ เช่นเดียวกับสินเชื่อบ้านที่เป็นสินเชื่อมีหลักประกันธนาคารพาณิชย์แข่งขันสูงมาก
ส่วนสินเชื่อบุคคล หรือบัตรเครดิต รวมถึงสินเชื่อสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็กจะมีส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิในระดับสูง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งในกลุ่มนี้หากต้องการปรับลดดอกเบี้ยลงจะต้องสนับสนุนให้มีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐก็มีการผลักดันการแข่งขันผ่านบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งช่วยให้ความเสี่ยงลดลงและธนาคารพาณิชย์แข่งขันมากขึ้น ทำให้ในอนาคตอัตราดอกเบี้ยในส่วนนี้มีโอกาสปรับลดลงได้อีก
สำหรับความเป็นไปได้ในการปรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้น จะต้องดูเป็นภาพรวมเพราะมีบางธุรกรรมที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม การกำหนดอัตราที่เหมาะสมจะต้องนำบริการที่ไม่มีค่าธรรมเนียมมาคำนวณด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมธนาคารไทยได้มีการหารือเป็นระยะๆ และยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเล็กน้อย อย่างธุรกรรมทางด้านอิเล็กทรอนิกส์บางอย่างจะต้องมีการสร้างสถาปัตยกรรมของระบบ เนื่องจากเครื่องมือบางอย่างธนาคารแต่ละแห่งใช้งบประมาณในการลงทุนสูง การมีสถาปัตยกรรมของระบบจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้และลดต้นทุนของระบบลงได้
Tags : ประสาร ไตรรัตน์วรกุล • ผู้ว่าการธปท.

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น