ธนาคารโลกปรับลดจีดีพีไทยในปีนี้ขยายตัวเพียง 6.1% จากเดิมคาด 6.2% ผลพวงการเมืองป่วน
นายเฟรดเดอริโก้ จิล ซานเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลกปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2553 เหลือ 6.1% จากเดิมคาดการณ์โต 6.2% หรือลดลง 0.1% ถือเป็นการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง
สาเหตุที่ธนาคารโลกปรับจีดีพีลงเล็กน้อย เนื่องจากภาคการส่งออกของไทยขยายตัวรวดเร็วและสูงกว่าคาดการณ์ไว้ จึงทำให้ทดแทนผลกระทบของวิกฤติการเมืองต่อจีดีพีได้ โดยคาดว่าการส่งออกปีนี้จะเติบโต 12.8%
"แม้ว่าปัญหาการเมืองจะกระทบต่อจีดีพีน้อย แต่มีผลกระทบทางสังคมที่อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คือ ภาคการท่องเที่ยว และค้าปลีกที่ยังคงชะลอตัวจากสถานการณ์การเมือง โดยต้องอาศัยความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่กลับคืนมา คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส"
ขณะที่ ปัญหาภัยแล้งได้ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ราคาข้าวตกต่ำลงมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเมื่อรวมจำนวนแรงงานในภาคท่องเที่ยว ค้าปลีก และเกษตร มีสัดส่วนสูงถึง 61% ของแรงงานทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้
นายเฟรดเดอริโก้ กล่าวว่า เนื่องจากไทยพึ่งพิงการส่งออกอย่างเดียวในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มีความเสี่ยงสูง เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโตลดลงเศรษฐกิจไทยก็จะหดตัวตาม เชื่อว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะเติบโตน้อยกว่าครึ่งปีแรก เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนจากปัญหาหนี้สินของกรีซ รวมทั้งไม่มีแรงส่งจากการใช้สินค้าคงคลังผลิตเพื่อการส่งออกเหมือนไตรมาส 1 ดังนั้น ผลกระทบจะกระทบถึงจีดีพีปี 2554 ทำให้อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6%
ส่วนการที่รัฐบาลยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น นายเฟรดเดอริโก้ กล่าวว่า หากรัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเป็นสัญญาณบวกต่อภาคการท่องเที่ยว สะท้อนว่าทุกออย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าการมี พ.รก.ฉุกเฉินจะเป็นการสะท้อนว่ามีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น
Tags : ธนาคารโลก
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น