ธปท.เผยกรณีช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อยจากดอกเบี้ยมหาโหด ต้องรอหารือ"แบงก์-ลูกหนี้" ชี้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 15-28% เหมาะสม
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีช่วยเหลือลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กรณีหนี้สถาบันการเงินและหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตว่า ต้องหารือร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งลูกหนี้ในระบบ และสถาบันการเงิน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย
ส่วนการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้บัตรเครดิตของสถาบันการเงินแก่ลูกค้าในระบบที่ 15-28% ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะหากเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่อนข้างมาก
กรณีที่จะมีการผลักดันให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งยังไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.) สหกรณ์ชุมชนต่างๆ ก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นจึงยังไม่เห็นความจำเป็นมากนักที่จะเข้าไปแข่งขัน
"การผลักดันสถาบันการเงินให้ปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นเรื่องที่ยิ่งนานไปยิ่งทำได้ยากมากขึ้น โดยเฉพาะตอนนี้ หากมองถึงสถาบันการเงินต่างประเทศที่จะเข้ามาทำตอนนี้ ก็มองว่าเค้าก็น่าจะชะลอไปก่อน เพราะตอนนี้ทุกที่ก็รอๆ กันหมด ไม่มีใครกล้าที่จะทำอะไรมาก สำหรับเราเองก็มีสถาบันการเงินของรัฐที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และถือว่าทำได้ดีมาก มีทั้งออมสิน ธ.ก.ส. ที่เข้ามารองรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว" นายเกริกกล่าว
ด้านนางสาวสิริมาศ วัฒนะโชติ รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ในหลังจากการเข้าหารือกับกระทรวงยุติธรรม
วานนี้ (11มิ.ย.) ในเรื่องของลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสถาบันการเงิน เพื่อหาทางช่วยเหลือแต่ในเบื้องต้น เป็นเพียงการรับฟังข้อมูลปัญหาต่างๆ โดยที่ยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือออกมา
"สมาคมธนาคารยังไม่ได้นำประเด็นดังกล่าว เข้าหารือกับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคม เนื่องจากในการทำแผนการให้ความช่วยเหลือ ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อกำหนดทิศทางว่าหน่วยงานใดๆ ต้องดำเนินการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หากข้อมูลต่างๆ มีความชัดเจนมากขึ้นสมาคมธนาคารยินดีให้ความร่วมมือ และจะนำเรื่องนี้เข้าคณะกรรมการสมาคม และหารือกับธนาคารสมาชิก"
ทั้งนี้ นิยามของทางกระทรวงยุติธรรมที่ระบุว่า เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในระบบก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นลูกหนี้ของบริษัทนิติบุคคลที่ปล่อยกู้สินเชื่อรายย่อย หรือเป็นลูกหนี้ที่อยู่กับสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทที่เป็นนิติบุคคลที่ปล่อยกู้ได้ หรือสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ก็มีวิธีดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน ธนาคารพาณิชย์มีเกณฑ์การกำกับจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องการจ่างหน่วยงานภายนอกในการติดตามหนี้ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลที่ปล่อยสินเชื่อรายย่อยได้ก็จะมีเกณฑ์การติดตามหนี้ที่ต่างไป
ดังนั้น ทางหน่วยงานภาครัฐจะต้องจัดระบบข้อมูล แยกฐานะความเป็นหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมาว่าเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินใด ปัญหาของแต่ละรายคืออะไร ด้านศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ก็ต้องหาความต้องการของลูกหนี้แต่ละรายมาหารือกันเพื่อหาจุดกึ่งกลางของทั้ง 2 ฝ่าย
"ขณะนี้ข้อมูลต่างๆ ยังไม่ชัด เรายังไม่สามารถเห็นทุกประเด็น เท่าที่ทราบคือ มีปัญหาเรื่องวิธีคำนวณดอกเบี้ย หรือการยึดทรัพย์ที่ใช้ราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบ ปัญหาเหล่านี้ต้องรวบรวมมาดูสมาคมยินดีให้ความร่วมมือ แต่ก็ต้องให้ความเป็นกลาง ต้องคุยกันกับสถาบันการเงินด้วย เรื่องนี้จะฟังความข้างเดียวไม่ได้ ตอนนี้ข้อมูลได้มาแล้ว แต่ยังไม่ตรวจสอบเหตุและผล สมาคมยังเอาเรื่องไปคุยกับสมาชิกไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลมากพอ"นางสาวสิริมาศ กล่าว
Tags : เกริก วณิกกุล • ดอกเบี้ยมหาโหด • ธปท.

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น