แบงก์กรุงศรีอยุธยามั่นใจสินเชื่ออุปโภค-บริโภค ในปีนี้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% เมินปัญหาการเมืองในประเทศ
นายฟิลิป แทน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการดำเนินธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคาร หรือ Consumer Finance โดยธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้เอาไว้ที่ 2เท่าของจีดีพี หรือ อยู่ที่ 8% หากเศรษฐกิจโดยรวมกลับมาดีขึ้นเชื่อว่าอัตราการเติบโตก็น่าจะเกิน 8% ได้
ณ ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่ออุปโภคบริโภค อยู่ที่ 260,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 42%ของพอร์ตรวมของธนาคาร แบ่งเป็นสินเชื่อรถยนต์ 50% ที่เหลือเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งประกอบด้วย บัตรเครดิตกรุงศรีจีอี บัตรเครดิตเพาเวอร์บาย บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อย บัตรเครดิตโฮมโปร บัตรเครดิตเทสโก้โลตัส บัตรเครดิตเซ็นทรัลคาร์ดในไตรมาสแรก สินเชื่ออุปโภคบริโภคของธนาคารมีการเติบโตถึง 12% ซึ่งถือว่าไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่หลังจากวันที่ 19 พ.ค.ยอมรับว่าเหตุการณ์ทางการเมืองกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคบ้าง
จากนี้ไปหากไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงก็เชื่อว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคน่าจะกลับมาเหมือนเดิม และที่สำคัญจากเหตุการณ์ทางการเมือง ก็ยังไม่ได้ส่งผลให้มีอัตราการผิดนัดชำระ และ มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอลเพิ่ม เพราะคนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาเครดิตของตัวเองมากขึ้น เพราะมีประสบการณ์ว่าการรักษาเครดิตสำคัญมาก
สำหรับนโยบายใน 6 เดือนหลัง กลุ่มธนาคารกรุงศรีอยุธยา จะให้น้ำหนักกับการจะทำการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และให้ตรงกับช่วงอายุของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกช่วงอายุของลูกค้า รวมทั้งจัดกิจกรรมให้ตรงกับลูกค้ามากกว่าเดิม เพื่อเป็นการลดต้นทุน
"จากแผนงานที่วางไว้ เชื่อว่าภายใน 2-5 ปี กลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคของกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯ จะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะเจตนาของกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯไม่ได้อยู่แค่นี้ โดยเป้าหมายคือต้องการเป็น Market Leader หรือผู้นำตลาด รวมทั้งให้ผลตอบแทนสู่ผู้ถือหุ้นได้อย่างมหาศาล และเป็นธนาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ สามารถลงทุนได้ เพื่อความท้าทายไปสู่ความสำเร็จในระยะอันสั้น ขณะนี้ฐาน Consumer ของกลุ่มพร้อมแล้วที่จะลุย"
การที่ธนาคารให้น้ำหนักกับสินเชื่ออุปโภคบริโภค เพราะความต้องการยังสูงอยู่ และที่สำคัญมาร์จิ้นดี ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย แต่ธนาคารก็มีระบบการบริหารความเสี่ยง หากดูยอดบัตรเครดิตโดยรวมของระบบแล้วมีอยู่ 13.4 ล้านบัตร โดยกลุ่มธนาคารกรุงศรีฯมีส่วนแบ่งการครองตลาด 16% ถือเป็นอันดับ1ของระบบ และธนาคารต้องการให้ทุกผลิตภัณฑ์มีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน
Tags : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา • ฟิลิป แทน
ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น