กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 20:10

ไทยพาณิชย์ชี้ระงับโครงการมาบตาพุดส่งผลเสียศก.ระยะยาว

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

SCB EIC ประเมินกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับโครงการในนิคมอุตสาหกรรม เขตมาบตาพุดจำนวน 76 โครงการ ส่งผลเสียอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้หน่วยงานของรัฐระงับโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจำนวน 76 โครงการ เป็นปัญหาจากการที่กฎหมายเก่าตามไม่ทันรัฐธรรมนูญใหม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ได้กำหนดให้โครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยจะต้องมีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) การศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน (Health Impact Assessment หรือ HIA) ต้องมีการรับฟังความเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย และต้องให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบก่อนจะมีการดำเนินโครงการได้

แต่ทว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2550 ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับมาตรา 67 อย่างครบถ้วน จึงมีโครงการลงทุนจำนวนหนึ่งได้รับอนุญาตให้เริ่มดำเนินโครงการได้ โดยมีเพียงผลการศึกษา EIA ประกอบเท่านั้น

การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับโครงการในเขตมาบตาพุดจึงก่อให้เกิดความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่มีความเปราะบาง ทั้งนี้ SCB EIC ได้จำแนกผลกระทบในกรณีนี้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผลกระทบจากโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรง ผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกับโครงการที่ถูกระงับ และสุดท้ายเป็นผลกระทบจากความเสียหายของบรรยากาศการลงทุนโดยรวมซึ่งเป็นผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นระลอก (ripple effect) ในระยะยาวที่ยากแก่การประเมินและอาจส่งผลรุนแรง

โดยมีตัวอย่างของกรณีที่มีความอ่อนไหวในอดีตที่มีผลในระยะยาวต่างกัน เช่น เมื่อปี 2550 กรณีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นั้น ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากและส่งผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงสั้น ๆ แต่ในที่สุดก็กลับมิได้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมากนัก ต่างกับอีกกรณีหนึ่งคือการปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปลายปี 2551 ที่ในวันเดียวกันนั้นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้แสดงสัญญาณถึงการได้รับผลกระทบ ทว่าผลกระทบจากการปิดสนามบินยังมีอยู่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน คือทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวทรุดตัวลงอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทั้งนี้ ในกรณีของมาบตาพุดนั้น แม้ว่าจะยังไม่อาจคาดเดาผลสืบเนื่องที่จะเกิดขึ้นได้ว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด และการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่หวั่นไหวต่อคำสั่งที่ปรากฏออกมาในวันที่มีคำสั่งระงับ ก็ไม่อาจชี้ได้ว่าผลสืบเนื่องในอนาคตของกรณีนี้จะมีน้อย (ดังเช่นกรณี พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว) หรือมาก (ดังเช่นกรณีการปิดสนามบิน) อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนนี้ได้ส่งผลเสียต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวมแล้ว ซึ่งคงทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวอย่างมาก

ในแง่ของผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น เนื่องจากทั้ง 76 โครงการ ยังมิได้มีการดำเนินงานเต็มรูปแบบ ดังนั้นผลผลิตของโครงการจึงยังไม่ถูกนับรวมในสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมของอุตสาหกรรมนั้นๆ แต่จากการประเมินของ SCB EIC เห็นว่าในจำนวน 76 โครงการนี้ มีเพียง 11 โครงการ (คิดเป็น 20% ของการลงทุนรวม) ที่น่าจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อ เนื่องจากมีผล EIA ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้  ส่วนอีก 65 โครงการมีโอกาสถูกสั่งระงับต่อ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 2.3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้บางโครงการยังไม่มีผลการศึกษา EIA เลย ส่วนบางโครงการมีผลการศึกษา EIA แล้ว แต่เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ แต่เป็นช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าเป็นกังวลคือ   ในอนาคตอาจมีการฟ้องร้องในลักษณะเดียวกันกับโครงการในนิคมอุตสาหกรรมแห่งอื่น ๆ ด้วย  ซึ่ง SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบโดยตรงต่อ GDP ในระยะสั้นจะมีไม่มาก เนื่องจากอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกับ 65 โครงการนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ น้ำมัน ก๊าซ การกลั่น และโลหะ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้แม้จะมีมูลค่าเกือบ 7% ของ GDP แต่มีการจ้างงานเพียง 0.5% ของการจ้างงานรวม อีกทั้งยังมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบที่สูง ผลสุทธิที่จะเกิดกับเศรษฐกิจและบัญชีเดินสะพัดจึงมีกรอบที่จำกัด อย่างไรก็ดี ความสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่ที่ความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์พื้นฐาน และเหล็ก

SCB EIC เห็นว่าผลกระทบจากกรณีมาบตาพุดในระยะยาวเกี่ยวกับความเชื่อมั่น การลงทุน และผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากกว่าผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต้องอาศัยการลงทุนที่ต่อเนื่อง ในขณะที่ปัจจุบันนี้ก็นับว่าไทยมีปัญหาในเรื่องของการลงทุนอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะเติบโตช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคแล้ว ยังมีระดับการลงทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับในอดีตด้วย ซึ่งมูลค่าการลงทุนที่แท้จริงในขณะนี้ยังคงต่ำกว่าระดับที่ถือว่าต่ำอยู่แล้วในปี 2536 ทั้งนี้ การดำเนินการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับภาครัฐและกระบวนการทางกฎหมายว่าจะชัดเจน และอำนวยให้โครงการต่าง ๆ สามารถดำเนินไปได้มากน้อยเพียงใด

Tags : มาบตาพุด ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์(SCB EIC)

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9

เรารู้ว่าเศรษฐกิจสำคัญต่อครอบครัวและประเทศ สมมุติว่าฐานะบ้านคุณ คห. 2 ดีมาก แต่ถ้าคนในบ้านคุณและคนที่คุณรักป่วยตลอดเวลา คุณจะมีความสุขไหม สำหรับเราขอเลือกพอกิน พอมี พอใช้ มีความสุขก่อนมีฐานะดี

ความคิดเห็นที่ 8

Thailand will be a colony of many countries and many Thais will be slaves in own land to open up. SIAM TUR......

ความคิดเห็นที่ 7

ศก. ระยะยาวจะดีได้อย่างไรถ้าประชาชนในพื้นที่ล้วนแต่อาศัยอยู่ไม่ได้ ล้วนแต่เจ็บไข้ได้ป่วย พื้นที่นาที่สวนใช้ในการเกษตรไม่ได้ หากคุณท่านใดๆ เห็นว่าควรจะให้ดำเนิน 76 โครงการต่อไป ผมรบกวนท่านลองไปอยู่อาศัยในพื้นที่จริงดูสักเดือนสิครับ ถ้าคุณอยู่ได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลย ก็โอเคครับ ดำเนิน 76 โครงการต่อไปได้ แต่ถ้าภายหลังคุณเป็นมะเร็งก็อย่ามาว่ากันล่ะ

ความคิดเห็นที่ 6

เห็นด้วยกับ คห 3, 4, 5 ครับ
คห 2 คุณควรเอาตัวคุณไปนั่งอยุ่ที่ตรงนั้น
แล้วถามตัวเองว่า ตัวคุณเองไม่เดือดร้อนหรือ ถ้า
ถ้าคุณต้องไปหาหมอ บ่อยครั้ง แล้วคุณต้องจ่ายเงินด้วยราคาแพง ซึ่งไม่คุ้มกับร่างกายที่ต้องมารับโรคอันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัวของคนอย่างคุณ หรือ นักลงทุน

ถ้าลูกหลานคุณต้องมาป่วย และล้มตาย เพราะมลภาวะเป็นพิษ

ถ้า มีใครเอาขยะมาไว้หน้าบ้านคุณ คุณจะยินดีหรือเปล่า
และ ถ้าคุณคิดว่าหมุบ้านคุณ สิ้งแวดล้อมไม่น่าอยุ่ คุณมีคึวามคิดมั๊ยว่า คุณจะดูแลให้มันหน้าอยุ่ เพื่อตัวคุณเองและลูกหลานคุณ

ความคิดเห็นที่ 5

ขอขอบคุณ ที่ คห 2 กรุณาช่วยตอบ สิ่งที่คุณตอบ ก็สะท้อนวิถีคิดของคุณนั่นแหละ ว่า คุณเป็นคนเช่นไร คุณคิดดี ถูกต้อง คนที่มาอ่านก็ชื่นชม คุณมีวิถีคิดที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดี คนที่มาอ่าน ก็เห็นถึงนิสัยไม่ดีของคุณนั่นเอง โลกของเราทุกวันนี้ มีทั้งคนดี และไม่ดี คู่กันเสมอ เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ จะเห็น คนอย่าง คห 2 อยู่ในสังคมนี้ แน่นอน ถ้า คห 2 เห็นแก่ตนเองเป็นสำคัญ คิดหรือ ในครอบครัวของเขาเอง เขาจะเห็นความสำคัญของครอบครัว มากกว่าตนเอง แน่นอน ครอบครัวของ คห 2 ก็จะหาความสุขได้อย่างไร ถ้า ครอบครัวนั้นเห็นแก่ตัวเป็นสำคัญ ที่พูดมานี้ มิได้หมายความว่า คห 2 มิดีนะครับ คห 2 ต้องคิดเองว่า คุณเป็นคนอย่างไร ท้ายที่สุด ถ้า คห 2 ดี และทุกคนดี ผลก็ตกที่ประเทศดี นั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 4

ความเห็นที่ 2 เห็นแก่ตัวเกินไปป่าว คุณจะทำัยังไงถ้าคุณเป็นเขา คุณจะยอมมั๊ยถ้าเขาจะมาตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใกล้บ้านคุณ แต่เพื่อประโยชน์ของคนทั้งชาติ ทุกคนอยากได้ทั้งนั้นแหละ เศรษฐกิจเนี่ย แต่ใครจะยอมสละชีวิตตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 3

ประเทศไทยละเลยเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน นี่จะเป็นกรณีตัวอย่างให้ธุรกิจระมัดระวังในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เป็นรูปธรรมกว่าเดิม เราควรจะเห็นใจคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นว่า คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเขาตกต่ำลงแค่ไหน

ความคิดเห็นที่ 2

ตอบ rep 1

ศก. ครับ เพราะ ชีวิตของคนขึ้นกับ ศก.

แค่คนกลุ่มเดียวแต่ทำให้โครงการระดับประเทศต้องหยุดไปดื้อๆ ไม่เข้าใจจริงๆ

ทำเหมือนกับว่ามาบตาพุดสภาพแวดล้อมมันดีมากงั้นแหละ มันก้อแย่มาตั้งแต่แรกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 1

ชีวิตของคน กับ การเจริญของเศรษฐกิจ อันไหนสำคัญมากว่ากัน

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement