กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน

วันที่ 20 กันยายน 2552 02:00

ปราบ ความเสี่ยง ให้อยู่หมัด

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตส่วนตัว เจ้าของธุรกิจ ล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น หากลงมือจัดการกับความเสี่ยงให้อยู่หมัด ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

ในแง่ของการทำธุรกิจ อัตราการเจริญเติบโตและกำไร ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) อย่างไรก็ดี  การเน้นความเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว โดยมีเป้าประสงค์เพื่อการทำกำไรหรือได้กำไรก้อนโตโดยปราศจากการควบคุมความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยง มักก่อให้เกิดผลเสียกับการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป

"ดร.สุวิทย์ ธนียวัน" อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ผู้สันทัดเรื่องของการจัดการความเสี่ยง บอกว่า การทำความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเอื้ออำนวยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายและสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาวได้

ในการดำเนินธุรกิจนั้น  องค์กรที่ใช้หลักความพอเพียง พอประมาณและมีเหตุผลในการคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล และมีการเตรียมการจัดการความเสี่ยง เท่ากับมี "ระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี" และพร้อมกับผลกระทบและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอก ย่อมจะสามารถเจริญเติบโตและนำพาองค์กรให้ฝ่าฟันวิกฤติต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี "ความเสี่ยงหมายถึงสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้น แล้วจะส่งผลเสียต่อการดำเนินการขององค์กร การประเมินความเสี่ยง และการหาเครื่องเตือนภัย หรือ Risk Alert  จึงถือเป็นหลักการสำคัญของการบริหารความเสี่ยง"

O ความเสี่ยง 8 ด้านที่คนทำธุรกิจต้องรู้

ดร.สุวิทย์ บอกว่า โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงสามารถจำแนกออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้คือ

1. ความเสี่ยงด้านการตลาด (Market Risk) หมายถึง ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงของสินค้า ราคาสินค้า อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความผันผวนของราคาหุ้น ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อันจะมีผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ผู้ทำธุรกิจจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม  ว่าทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร  แนวโน้มของราคาหุ้นจะไปทางไหน

2. ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของสินเชื่อและคุณภาพของสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันสินเชื่อ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปคุณภาพหรือมูลค่าของสินเชื่อและทรัพย์สินที่เปลี่ยนไป ย่อมมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้ให้สินเชื่อด้วย

3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการระดมเงิน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของเงินในการชำระเงินหรือหนี้สินทั้งปวง

4. ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานอันได้แก่ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการบริหาร จากการขาดระบบการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ขาดบรรษัทภิบาลในการดำเนินงานตลอดจน การดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสและการฉ้อโกง เป็นต้น

5. ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและกฎหมาย (Legal and Regulatory Risk)  หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในกฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ตราสารอนุพันธ์ หรือมีความรู้ไม่เท่าทันกฎหมายต่างๆ ซึ่งอาจเกิดผลเสียจากการถูกฟ้องร้องได้ เป็นต้น

6. ความเสี่ยงด้านธุรกิจ (Business Risk)หมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงของความต้องการหรืออุปสงค์ หรือ ต้นทุนการผลิตรวมตลอดจนถึง ความสามารถในการจัดส่งสินค้าต่างๆ ให้ถึงมือผู้บริโภคหรือคู่ค้า เป็นต้น

7. ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีนัยสำคัญต่อองค์กร ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ถึงความสำเร็จและผลกำไร ได้อย่างชัดเจน จากการลงทุนไม่เป็นไปตามความคาดหมาย องค์กรจะประสบปัญหาค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านชื่อเสียง

8. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk)  เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร เช่นการตกแต่งบัญชี การฉ้อโกงในบริษัทที่มีผลต่อผู้ถือหุ้น ผู้ให้กู้ และพนักงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับองค์กรในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 1990  จากการสำรวจจะพบว่าความเสี่ยง (Risk Management) จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากแม้ว่าองค์กรจะต้องลงทุนในด้านการดูแลบริหารความเสี่ยง แต่เราจะพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการขาดหน่วยงานบริหารความเสี่ยงแล้ว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมักจะเทียบไม่ได้กับเงินลงทุนในการดูแลจัดการความเสี่ยงดังกล่าว

O หาเครื่องเตือนภัยด้วย Risk Alert

หลักการในการบริหารความเสี่ยง ต้องอาศัยหลักจากการหาเครื่องเตือนภัย Early Warning System หรือ Risk Alert โดยเริ่มจากการพิจารณาหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น (Identify Risk) เมื่อรู้แล้วความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งที่คาดการณ์ได้และเหนือความคาดการณ์มีอะไรบ้าง  ก็หันมาพิจารณาประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (Measure and Estimate Risk Exposures) พิจารณาหาเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ป้องกันหรือลดความเสี่ยง (Instruments to shift or Trade Risks)

จากนั้นก็เปรียบเทียบต้นทุนและประโยชน์ของเครื่องมือที่ทำมาลดความเสี่ยง   และพิจารณาหากลยุทธ์ในการลดความเสี่ยง (Risk Mitigation Strategy) อันได้แก่ การหาทางเลี่ยงความเสี่ยงนั้น หรือไม่ก็ผลักภาระความเสี่ยงออกไป โดยใช้เครื่องมือในการผลักภาระ  นอกจากนี้ ยังหาทางลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานโดยการป้องกันหรือ ทำตัวชี้วัดเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  แต่หากไม่ทำอะไรเลย ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ในปัจจุบันการบริหารความเสี่ยงสามารถกระทำได้ โดยการทำความเข้าใจกับลักษณะของธุรกิจและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งแต่ละองค์กรและอุตสาหกรรมที่ต่างกัน ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เมื่อเราทราบที่มาของความเสี่ยง ที่ปรึกษาก็จะสามารถสร้างเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้วัดดัชนีความเสี่ยง (Key Risk Indications) ที่สามารถวิเคราะห์และประเมินผลในรูปแบบที่กระชับง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อแจ้งเตือนผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท โดยอาศัย Information Technology ในการแจ้งเตือนจากทุก ๆ ที่ทุกเวลาที่เหมาะสมกับองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ เป็นการเฉพาะ (Customized Solution) ระบบดังกล่าวถือเป็นเครื่องเตือนภัยล่วงหน้า Risk Alert หรือ Alarm System ซึ่งสามารถส่งเป็น SMS, e-mail หรือ MMS หรือเป็น Risk Alert Dash Board  ให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถดำเนินการหรือมุ่งเน้นสาระสำคัญในการประชุมแก้ปัญหาได้อย่างทันเหตุการณ์อีกด้วย

"ผมว่าปัจจุบันเรื่องการจัดการความเสี่ยงสำคัญมาก บางองค์กรและบางบริษัทให้ความสำคัญ ตั้งหน่วยงานขึ้นมา  บางบริษัทบอกว่าวุ่นวายและมีต้นทุน  แต่ก็มีข้อพิสูจน์ออกมาแล้วว่า ผลเสียของการที่ไม่มีระบบป้องกันความเสี่ยง เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้เกิดความเสียหายกว่าคนที่มีระบบจัดการความเสี่ยงหลายเท่า  พื้นฐานทั่วไปของธุรกิจ เราจะเห็นว่า ธุรกิจโดยมากอยากเร่งเติบโต  ยิ่งเราต้องการเร่งทำกำไร  ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องบริหารความเสี่ยง"

O ความเสี่ยงที่อยู่รอบตัวเรา

ไม่เพียงความเสี่ยงของคนที่ทำธุรกิจเท่านั้น  แต่ผู้คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ก็มีความเสี่ยงอยู่รายล้อมเช่นเดียวกัน   ดร.สุวิทย์บอกว่าความเสี่ยงของผู้คน  แบ่งเป็นหลายอย่างเช่นเดียวกับความเสี่ยงของธุรกิจ 

"ความเสี่ยงด้านการเงิน" ตรงนี้ครอบคลุมไปถึงเรื่องการออม การใช้จ่าย  ดร.สุวิทย์บอกว่าปัญหาของผู้คนทุกวันนี้คือเก็บออมไม่ได้   คนที่ไม่มีเงินออมก็จะบอกว่าไม่มีอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มี ก็เริ่มต้นทำให้ตัวเองมีเงินออม

"หลายคนที่บ่นว่าออมไม่ได้  ผมว่าง่ายๆ ก็หัดทรมานตัวเองหน่อย กินให้น้อยลง  เก็บหอมรอมริบ พยายามไม่อยากมีอะไร  สร้างนิสัยประหยัด ตรงนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ชีวิตและสร้างเงินออมได้ในที่สุด  เมืองไทยของเรายังดีนะที่มีการออมประมาณ 30% ของจีดีพี ถ้าเทียบกับการออมของคนอเมริกาที่น้อยมาก เวลาเศรษฐกิจไม่ดี คนก็ตกงานกันหมด"

"ความเสี่ยงด้านอาชีพ"  และ "ความเสี่ยงด้านการศึกษา " ดร.สุวิทย์ บอกว่า เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของผู้คน  เป็นการยากสำหรับทุกคนที่จะประกอบอาชีพอย่างที่ตัวเองรักและชอบ  ขณะที่ความเสี่ยงด้านการศึกษาก็มีเช่นกัน   เช่น ตอนนี้คนฮิตเรียนเอ็มบีเอเต็มไปหมด จบมาเป็นนักบริหารกันหมด แต่ไม่มีใครเป็นนักผลิตเลย ต่อไปคนเรียนจบเอ็มบีเอก็ล้นตลาด

ดร.สุวิทย์ ยังบอกอีกว่า "ความเสี่ยงด้านการใช้ชีวิต"  ก็เป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกัน  เช่น การแต่งงานก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมี "ความเสี่ยงด้านอนาคต" ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  เราอยากจะรับความเสี่ยงนั้นหรือไม่  ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยง ก็ต้องหาเครื่องมือการเงินมารับภาระความเสี่ยงไปให้ประกัน

นอกจากนี้ คนเรายังมี"ความเสี่ยงด้านการลงทุน"อีกด้วย  ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่  ยิ่งในยุคที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก  ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งผลตอบแทนจากดอกเบี้ยได้อีก ดังนั้น จึงต้องป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน ด้วยการไปลงทุนในตราสารทางการเงินช่องทางอื่นๆ แทน ขณะเดียวกัน "ความเสี่ยงจากความผันแปรทางเศรษฐกิจ"  ก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง   เช่นอัตราเงินเฟ้อที่ถ้าสูงมากก็จะทำให้ค่าของเงินในกระเป๋าของเราลดลง

ดร.สุวิทย์ พูดถึงความเสี่ยงประการสุดท้ายว่า เป็น "ความเสี่ยงจากการไม่มีข้อมูล"  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ควรจะมีข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การทำธุรกิจ  จะเห็นว่าคนที่ลงทุนโดยที่ทำความรู้จักและมีข้อมูลของแหล่งลงทุนนั้นอย่างแท้จริง  จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้

"ทุกวันนี้คนไม่ได้จัดการป้องกันความเสี่ยงให้ตัวเองเท่าไร  ถ้าเป็นพวกนักการเงินก็จะง่ายในการจัดการแต่ถ้าเป็นคนทำอาชีพอื่นก็อาจเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากพวกเขา  ผมมีเพื่อนทำงานด้านมาร์เก็ตติ้ง เขาจะเก่งมาร์เก็ตติ้งมาก แต่จัดการเงินไม่เก่ง  ไม่ชินเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง แต่ผมอยากบอกอีกครั้งว่าคนที่วางแผนป้องกันความเสี่ยง ผลลัพธ์ที่ออกมาจะแตกต่างกับคนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงแน่นอน  คนเราต้องรู้จักบริหารความเสี่ยง ดีกว่าเดินไปเรื่อยเปื่อย ถ้าไม่เกิดอะไรก็ดีไป  แต่เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือเหตุการณ์เหนือความคาดหมาย  คราวนี้จะยุ่ง    สมัยนี้ถ้าเราไม่ป้องกันความเสี่ยง ก็จะมีปัญหา  เราต้องการที่จะลดความเสี่ยงเพื่อการอยู่รอด   ถ้าเศรษฐกิจโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง  การป้องกันความเสี่ยงและการวางแผนจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน" 

ดร.สุวิทย์ ยังบอกอีกว่า คีย์เวิร์ดในการจัดการความเสี่ยงคือ "Risk" และ "Return"  แน่นอนผลตอบแทนมากย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงมาก แต่ไม่ว่าเราจะเสี่ยงมากหรือน้อย ก็ต้องป้องกันความเสี่ยงเอาไว้เป็นดีที่สุด   คนเราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเพื่อให้ได้มาก  ทำไมไม่เสี่ยงพอประมาณ และได้แบบพอเพียง

"ที่จริงผมก็เข้าใจว่าโลกยุคนี้วัตถุนิยม ไม่มีเงินก็ลำบาก  ฉะนั้นทุกคนเลยอยากเสี่ยงเพื่อได้เยอะ  แต่ผมกลับเชื่อเรื่องการออม กับการใช้จ่าย ว่าถ้าเราจัดการเรื่องพวกนี้ได้  ก็ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงเยอะ  ผมว่าคนเราต้องรู้จักลำบากก่อน  อยากได้อะไรต้องหัดตัวให้ลำบากก่อนแล้วจะได้ในสิ่งที่อยากได้  ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ร่วมกับความเสี่ยง มีทั้งความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้  และความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้  เช่น กรณีของการเกิดซับไพร์ม  บางคนอาจจะคิดว่าไม่น่าจะกระทบต่อเราเท่าไร  แต่พอแบงก์ลดการปล่อยสินเชื่อ จะเห็นว่ามีผลกระทบต่อเราทันที  ในเรื่องความเสี่ยงก็เหมือนเราขับเครื่องบิน ถ้าขับไปเรื่อย ไม่รู้จะตกหลุมอากาศเมื่อไหร่  แต่พอมีเรดาร์ตรวจจับสภาวะอากาศ เราก็จะรู้ว่าตรงไหนลมแรงจัด ตรงไหนเมฆเยอะ ตรงไหนเสี่ยง ซึ่งถ้าเรารู้ก็ตัดสินใจได้ว่าจะหลบเลี่ยงยังไง แต่ถ้าเราไม่เห็น คิดว่าก็แล้วแต่ดวง ก็เจอปัญหาได้"

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของความเสี่ยง ที่คุณหรือใครก็บริหารจัดการได้

Tags : ดร.สุวิทย์ ธนียวัน บริหารความเสี่ยง

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

***อื่มลืมแนะธุรกิจด้านบริการที่จะลงทุนให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเชียนเลยเคยบอกเกี่ยวกับธุรกิจธนาคารSMEไปแล้วที่หากลงทุนและถือค่าเม็ดเงินให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอัตตราส่วนแล้วแต่คุณจะตกลงกันเองเพราะธนาคารก็คือที่ปรึกษาด้านการเงินหากนายทุนเพื่อนบ้านอยากจะ * ้ลงทุนทำอะไรสักอย่างเขาก็ต้องมาหาคุณและคุณก็จะได้กำไรจากการขายสินค้าที่หากเขาลงทุนในส่วนที่คุณมีและแนวโน้มการตลาดว่าเป็นไปได้ไหมข้อมูลประวัติในมือก็มีคงไม่ทำพลาดมั้งครับและอีกอย่างยังคอยช่วยเป็นที่ปรึกษาในกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วยหากทำผลงานดีและก็ตรงตามที่เขาบอกเขาก็จะไว้ใจและให้ความช่วยเหลือเสมอหากมีอะไรเกิดขึ้น คิดง่ายๆทำอะไรตรงไปตรงมาไม่เอารัดเอาเปรียบเขาก็จะให้การสนับสนุนเองแหละครับและระบบมันคือการบริการไม่ใช่การลงทุนหรือการขายสินค้าที่อาจมีความเสี่ยงเพราะหากลงทุนแล้วเม็ดเงินในประเทศเขาเกิดใช้เกินเขาก็ต้องงดรายจ่ายสักพักและก็ใช้นโยบายช่วยประเทศตัวเองแป๊บเดียวก็กลับมาซื้อขายได้เหมือนเดิมอ่ะครับ = = มองโลกในแง่ดีเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะโลกข้างนอกเป็นอย่างไงยังไม่รู้เลยไปแปรภาษาไทยผิดเข้างวดเดียวกลับมาปวดเฮดที่บ้านพักใหญ่เลยเดี๋ยวลองใหม่อีกสองสามรอบเพื่อความสบายใจและหาอะไรใหม่ๆอยู่ต่หน้าจอคอมน่าเบื่ออยู่ไม่เห็นมีอะไรใหม่ๆให้คิดเลย

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement