กรุงเทพธุรกิจ

การเงิน - การลงทุน

วันที่ 20 สิงหาคม 2552 19:46

คลังชงลดภาษีแอร์เข้าครม.25 ส.ค.มีผลทันที

กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

คลังเตรียมชงลดภาษีแอร์ไม่เกิน 72,000 บีทียู เข้าครม. 25 ส.ค.นี้ ยันมีผลทันที "กรณ์"มั่นใจเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ส่งออกกระเตื้อง

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 25 ส.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะนำเรื่องการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ขนาดไม่เกิน 72,000 บีทียู เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่ออนุมัติ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งจะทำให้ราคาขายแอร์ที่ผลิตในประเทศปรับลดลง 10% ส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชนที่จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้าสู่บริษัทผู้ผลิตเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเห็นว่า ปัจจุบันนี้แอร์ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย และไม่ได้สร้างมลภาวะเหมือนเมื่อก่อน

อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานมากขึ้น ที่สำคัญถือว่าเป็นสินค้าที่หลุดเกณฑ์จากสินค้าบาปไปแล้ว ทำให้ไม่มีเหตุผลที่จะเก็บภาษีสรรพสามิตแอร์อีกต่อไป คาดว่าจะช่วยทำให้การส่งออกมีรายได้เพิ่มขึ้น 350,000 ล้านบาท มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 50,000 อัตรา และยังแข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ถอนเรื่อง การเพิ่มเงินชดเชยภาษีอาการ (ภาษีมุมน้ำเงิน) ออกจากการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นติดขัดทางกฎหมาย เพราะกฎหมายระบุว่า การเพิ่มเงินชดเชยนั้น ต้องพิสูจน์ว่า สัดส่วนต้นทุนรวมมาจากต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเท่าใด ซึ่งข้อเท็จจริงไม่น่าจะทำเช่นนั้นได้ และการชดเชยเกินมูลค่าภาษีที่จัดเก็บ ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว จึงจะหาแนววิธีอื่นในลักษณะเดียวกันเพื่อช่วยเหลือต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา โดยดูจากสัญญาณการส่งออกที่เริ่มดีขึ้น เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนแล้วยังติดลบอยู่ 25% ก็ตาม แต่เมื่อเทียบเดือนต่อเดือนแล้วเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และมั่นใจว่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ จากภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศดีขึ้น ทำให้การส่งออกติดลบน้อยลง จากที่คาดว่าจะติดลบเกิน 20% เป็นติดลบไม่เกิน 10-18%

ส่วนการนำเข้ายังติดลบอยู่ร้อยละ 32.5 และยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรต่อจากนี้

รมว.คลัง กล่าวอีกว่า การส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นชัดเจน ขณะที่มูลค่าการส่งออกก็เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่า ปริมาณเงินที่เราต้องกันไว้เพื่อชดเชยเงินคงคลังนั้น จะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดไว้มาก และส่งผลให้มีเงินเหลือไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ อีก โดยมั่นใจว่าการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่ได้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ไปนั้น จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอน เพราะเพียงเงินลงทุนเบื้องต้น 200,000 ล้านบาทนั้น จะส่งผลต่อตัวเลขจีดีพีกว่า 2% เพราะนอกจากช่วยสร้างความเชื่อมั่นแล้ว ยังเพิ่มความต้องการสินค้าในประเทศด้วย แม้ว่าในแผนการลงทุนระยะแรกนั้นจะไม่ได้ใช้สินค้าทุนนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่ยังมีโครงการที่ต้องใช้สินค้าทุนจากต่างประเทศ อาทิ รถไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้การนำเข้ามีมากขึ้น ส่งผลให้การเกินดุลการค้าเริ่มลดลงด้วย”

Tags : กรณ์ จาติกวณิช ลดภาษีสรรพสามิตแอร์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7

http://us.thaingo.org/webboard/view.php?id=1598
ภาษี - ระบบถ่ายเทเงินไปสู่เจ้าของที่ดิน
สุธน หิญ
ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ระบบภาษีของแทบทุกประเทศเป็นระบบที่ถ่ายเทเงินจากทุกคนไปให้แก่ชนชั้นเจ้าของที่ดิน

ลองคิดดู กิจกรรมของสังคมเอง เช่นการผลิตและแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าและบริการกัน และการบริหารบริการของรัฐ ซึ่งต้องใช้เงินจากภาษีทั้งหลาย ได้ไปทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทำธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น แล้วในที่สุดก็ไปเพิ่ม ?ราคา/ค่าเช่าที่ดิน? เรื่องนี้ดำเนินมานานแล้ว ตั้งแต่ที่ดินยังไม่ค่อยมีราคา เพราะชุมชนยังมีขนาดเล็ก จนถึงปัจจุบันซึ่งชุมชนมีขนาดใหญ่ ประชากรหนาแน่น มีการคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย ราคา/ค่าเช่าที่ดินก็ยิ่งสูงขึ้น เจ้าของที่ดินเป็นผู้ได้ประโยชน์ไป . . . ตลอดมา

ดังนั้น ภาษีอันดับแรกที่ควรเก็บก็คือ ภาษีที่ดิน

ที่จริงนั้น ตามกฎธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ค่าเช่าที่ดินต้องมี แพงบ้าง ถูกบ้าง มันแสดงถึงศักยภาพ มากบ้าง น้อยบ้าง ของที่ดินนั้นๆ ที่จะให้ประโยชน์ได้ และเมื่อหักค่าเช่าที่ดินออกแล้วยังทำให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนลงแรงในที่ดินต่างทำเลกันมีความเท่าเทียมกันด้วย เพียงแต่ค่าเช่านี้ควรเข้ารัฐมากกว่าปล่อยให้เข้ากระเป๋าเอกชน

อีกประเภทหนึ่งของภาษีที่ดิน คือ ค่าภาคหลวงหรือภาษีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (ที่ดินหมายรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมด้วย) ทั้งนี้ควรเก็บโดยคิดถึงการสูญเสียทรัพยากรไปชนิดที่เอากลับคืนมาได้ยากหรือไม่สามารถเอากลับคืนมาได้เลย ด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าใครทำให้เกิดมลภาวะก็ควรเป็นผู้จ่ายสำหรับการแก้ไข ทั้งนี้ควรคิดเอากับผู้ผลิตรายใหญ่ โดยคำนึงไปถึงขั้นสุดท้ายที่ผลผลิตเสื่อมคุณภาพจนต้องทิ้งกลายเป็นขยะ ซึ่งอาจเป็นขยะพิษที่ยากแก่การทำลาย ค่าแก้ไขมลภาวะนี้แม้คิดเอากับผู้ผลิต แต่มันก็เป็นต้นทุนซึ่งในที่สุดผู้บริโภคก็ต้องรับภาระตามที่ควรเป็นอยู่แล้ว

คนหนึ่งๆ อาจเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตทั้ง ๓ ปัจจัย คือ ที่ดิน แรงงาน ทุน (?การประกอบการ? รวมอยู่ใน ?แรงงาน? ซึ่งแบ่งเป็น แรงสมอง และ แรงกาย) หรือปัจจัยเดียว หรือสองปัจจัยก็ได้ แต่ในการพิจารณาปัญหา เราจะต้องแยกปัจจัยเหล่านี้ออกดูเป็นแต่ละปัจจัยไป

อาจมีผู้ค้านว่าคนอื่นทั้งหลายก็ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของสังคมและการบริหารบริการของรัฐ ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น การประกอบอาชีพก็ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ถูกต้อง! แต่ . . . การประกอบอาชีพอื่นๆ ที่มิใช่การเป็นเจ้าของที่ดิน คือการต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คนในสังคมด้วยกันอยู่แล้ว ส่วนของแถมที่เขาไม่ปรารถนาคือการต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินสูงขึ้น

แต่การได้ที่ดินมากเกินส่วนของเจ้าของที่ดินแต่ละคนกลับเป็นการบั่นทอนสิทธิในที่ดิน ซึ่งจำเป็นเสมอต่อการเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพของคนส่วนที่เหลือ ?ที่ดินเป็นเงื่อนไขของชีวิต ขาดที่ดิน ชีวิตก็ดับ?

การซื้อที่ดินมิใช่การลงทุนที่แท้จริง แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือสิทธิในสิ่งที่ไม่ได้เกิดจากการลงทุนลงแรงผลิต

การที่แต่ละคนมาร่วมมือกัน แบ่งงานกันในสังคม ก่อผลผลิตและบริการ แล้วนำมาแลกเปลี่ยนขายซื้อกัน ทำให้มนุษย์สามารถมุ่งความสนใจไปฝึก-ศึกษาให้มีความชำนาญเฉพาะอย่าง (specialization) ทำให้เกิดความรู้สั่งสม ศิลปะวิทยาและอารยธรรมก้าวหน้า และเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสนองความต้องการแก่ทั้งตนเองและผู้อื่น ใครมีรายได้มากแสดงว่าเขามีประสิทธิภาพสูง จึงมีคนต้องการติดต่อซื้อขายด้วยมาก

นี่เป็นการช่วยให้สำเร็จผลตามจุดประสงค์ของรัฐบาลอยู่แล้ว คือ ?ความอยู่ดีกินดี? ของคนหมู่มากในสังคม

(หลายคนกล่าวว่าพวกรายได้สูงมักใช้การผูกขาด การมีอำนาจเหนือตลาด ใช้เล่ห์เหลี่ยมทุจริต เรื่องนี้ราชการต้องรับภาระควบคุมแก้ไข แต่ไม่ควรแก้ด้วยการลงโทษเก็บภาษีคลุมไปหมดทุกคน)

ความอยู่ดีกินดีย่อมหมายถึงการได้ซื้อสินค้าและบริการในราคาที่ไม่แพงด้วย คนเราทำงานผลิตก็เพื่อจะได้บริโภคกันทั้งนั้น ไม่วันนี้ก็วันหน้า การใช้จ่ายเพื่อบริโภคก็เป็นการต่างคนต่างช่วยกันให้มีงานทำมีรายได้

ดังนั้นจึงไม่ควรจะถูกขัดขวางเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่กลับจะต้องส่งเสริม ด้วยการ ?ยกเว้นภาษี? ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีโรงเรือน อากรแสตมป์ ฯลฯ

ปัจจุบันคนจนไร้ที่ดิน ต้องเสีย ๒ ต่อ คือ
๑. อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเสีย ?ภาษีทางอ้อม? หรือ ?ภาษีถอยหลัง? จำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีสินค้าเข้า (เสียมากเมื่อเทียบกับรายได้ เพราะได้มาเท่าไรก็อาจต้องจ่ายหมด ไม่มีเหลือเก็บ ซ้ำอาจต้อง * ้)
๒. แล้วกลับต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นๆ อีกด้วยเนื่องจากภาษีที่ตนเองต้องจ่ายตามข้อ ๑. ถูกนำไปสร้างถนน ทำท่อระบายน้ำเสีย บริการสาธารณะต่างๆ จัดเจ้าพนักงานดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย ป้องกันอัคคีภัยอันตรายทั้งหลาย . . . ฯลฯ . . . ฯลฯ . . . ซึ่งไปทำให้ชุมชนมีความน่าอยู่ขึ้น ก็เลยทำให้ที่ดินมีราคาหรือค่าเช่าสูงขึ้นๆ (ซึ่งเป็นอย่างนี้มานานมากแล้ว)

ผู้ได้ประโยชน์คือปัจเจกชนแต่ละคน แต่ละบริษัท ที่ได้ค่าเช่าหรือราคาที่ดินไป หรือแม้แต่เก็งกำไรเก็บกักที่ดินไว้ก่อน โดยไม่ต้องทำอะไร (หมายถึงเฉพาะที่ดิน ไม่รวมค่าเช่าห้องหรืออาคาร ซึ่งต้องคิดแยกจากที่ดิน การสร้างห้องหรืออาคารคือการลงทุนลงแรงผลิตเศรษฐทรัพย์ มีความสมควรที่จะได้รับผลตอบแทน)
ทำให้ที่ดินมากมายถูกเก็งกำไรซื้อหาเก็บกักปิดกั้นไว้ ซึ่งใครๆ ที่พอมีเงินก็ทำกันทั่วไป เป็นการรวมหัวผูกขาดที่กว้างขวางที่สุดโดยไม่ต้องนัดหมาย คนจนก็ยิ่งลำบากมากขึ้นในการจะมีที่ดินเป็นของตนเอง และผู้คนต้องหาที่อยู่อาศัยกระจายห่างไกลจากชุมชนออกไป (leapfrogging) โดยไม่สมควร เลยต้องพึ่งพายานพาหนะสำหรับการขนส่งไปมาติดต่อกัน เสียเงินมากขึ้นไปอีก เสียเวลาเดินทางในการจราจรที่ติดขัดอัดแอ กลายเป็นคนเร่งร้อนและไม่มีเวลาให้ครอบครัว ครอบครัวแตกแยก

เราอาจไม่ค่อยได้คิดกัน หรือคิดไม่ถึง ว่าถ้าไม่มีการเก็งกำไรเก็บกักที่ดิน ที่ดินจะมีมากมายเพียงพอสำหรับทุกคน

รัฐจึงควรถ่ายเทภาษีที่เป็นภาระต่อการทำงานและการลงทุน กลับไปให้เป็นภาระต่อการถือครองที่ดินแทน (แต่ควรทำเป็นโครงการระยะยาว อาจเป็น ๒๐?๓๐ ปี ให้มีเวลาปรับตัวกันได้พอควร และถือเป็นการชดใช้ให้แก่เจ้าของที่ดินไปในตัว ซึ่งความจริงการเปลี่ยนแปลงภาษีไม่ได้มีการชดใช้กัน แต่การชดใช้ก็มีอยู่แล้ว โดยการยกเลิกหรือลดภาระภาษีจากการลงทุนลงแรง และการที่เมืองไทยจะน่าอยู่ขึ้น)

ถึงแม้จะลดภาษีต่างๆ ไม่ได้หมด ยังจะต้องมีอยู่บ้าง เพื่อให้รัฐมีรายได้มากพอ ก็ยังดีกว่าไม่ลดเลย

ผลดี ? (ภาษีทั้งหลายเก็บจากสิ่งใด ก็มีผลทำให้สิ่งนั้นแพงขึ้น แต่ภาษีที่ดินมีผลตรงข้าม)
๑. การเลิก/ลดภาษีเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก ซึ่งดีกว่าแบบของสหรัฐฯ ที่ทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงชั่วคราว มิฉะนั้นรัฐบาลจะเป็นหนี้มหาศาล เพราะไม่ได้เก็บภาษีที่ดินแบบที่ผมเสนอมาชดเชย ซึ่งภาษีที่ดินก็เป็นอีกแรงหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลองคิดด้วยว่า ถ้าไม่เลิก/ลดภาษี ผลก็คือตรงข้ามกับการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า?)
๒. คำว่า ?มนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน? เป็นจริงมากขึ้น เพราะภาษีที่ดินแบบนี้ทำให้ทุกคนดุจเป็นเจ้าของที่ดินเสมอภาคกัน
๓. ราคา/ค่าเช่าที่ดินจะลด เพราะที่ดินจะไม่ถูกเก็งกำไรเก็บกักปิดกั้นไว้ แต่จะเปิดออกเพื่อหาประโยชน์ให้คุ้มภาษีที่ดิน การว่างงานจะลด ค่าแรงจะเพิ่ม ผลตอบแทนต่อการใช้ทุนก็เพิ่ม
๔. ซ้ำแรงงานและทุนไม่ต้องเสียภาษีทางตรงจำพวกภาษีเงินได้ หรือเสียน้อย จึงมีรายได้สุทธิเพิ่ม
๕. สินค้าจะมีราคาถูก เพราะการลดภาษีทางอ้อมจำพวกภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรสรรพสามิต และอากรขาเข้า ความสามารถแข่งขันกับต่างประเทศจะสูงขึ้นด้วย และต่างชาติจะนิยมมาเที่ยวไทย แบบฮ่องกง สิงคโปร์
๖. เกิดความคล่องตัวในการย้ายถิ่นฐาน เพราะทั้งที่ดินและบ้านจะมีราคา/ค่าเช่าถูกลง และหาได้ง่ายขึ้น ที่ดินในเมืองจะได้รับการใช้ประโยชน์มากขึ้น มีบ้าน แฟลต คอนโดให้เช่ามากขึ้น ค่าเช่าต่ำลง ปัญหาการเดินทางเช้าเข้าเมืองเย็นกลับออกนอกเมืองที่ติดขัดอัดแอเสียเวลามากจะบรรเทาลง ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมหรือชุมชนแออัดในเมืองจะบรรเทาลงเช่นเดียวกัน
๗. กรณีพิพาทขัดแย้งแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินจะลดลงมากโดยอัตโนมัติ

คนจำนวนมากเกรงว่าการเก็บภาษีที่ดินแทนภาษีอื่นๆ จะทำให้ตนและครอบครัวเดือดร้อน ขอให้คิดให้จริงจัง ท่านจะไม่ต้องจ่ายภาษีอื่นที่เคยจ่าย ท่านและสมาชิกทั้งครอบครัวเคยต้องเสีย ?ภาษีเงินได้? รวมกันแล้วทั้งปีเท่าไร แล้วยังภาษีทางอ้อมปัจจุบันซึ่งผู้ค้าบวกเข้าในราคาสินค้า รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗% (ยามปกติจะเก็บ ๑๐%) ลองรวมดูทั้งปีเถิด!

การเสนอให้เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน หรือเก็บภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้ายิ่งขึ้น (ที่คนจำนวนมากอยากให้ทำ) ก็เช่นเดียวกัน เป็นการทำลายล้างซึ่งกันและกัน คือถ่วงรั้งกำลังใจทำงาน หรือคือลดความต้องการที่จะร่วมมือกันและแบ่งงานกัน และลดโอกาสในความอยู่ดีกินดีและการก้าวหน้าของศิลปะวิทยาและอารยธรรม

แต่มรดกและทรัพย์สินส่วนหนึ่งคือ ?ที่ดิน? หรือไม่ก็ต้องอาศัยตั้งอยู่บนที่ดิน ถ้าเราเก็บภาษีที่ดินเสมือนที่ดินเป็นของรัฐหรือประชาชน นั่นจะเป็นการลดความแตกต่างในรายได้และฐานะมากแล้ว

การเก็บภาษีที่ดินแบบของ Henry George ที่ผมเสนอนี้ไม่ต้องมาคิดว่าถ้าใครมีที่ดินมากหรือปล่อยรกร้างจะเก็บ ?ภาษีอัตราก้าวหน้า? หรือยึดหรือบังคับเช่าหรือซื้อจากเจ้าของมาจัดสรร ซึ่งในกรณีเจ้าของที่ดินเป็น ?บริษัท? ใหญ่น้อยแตกต่างกันมากมายหลายบริษัท และซ้ำซ้อนกับฐานะเจ้าของที่ดินของหุ้นส่วนแต่ละคนด้วย คงจะเป็นปัญหาที่ต้องออกกฎเกณฑ์กันละเอียดทีเดียว อาจถึงกับเป็นไปไม่ได้ และยังเป็นการยากแก่การตรวจสอบทั้งโดยภาครัฐเองและภาคประชาชน กลายเป็นช่องทางทำมาหากินของข้าราชการและนักการเมือง หน่วยงานราชการก็ต้องขยายใหญ่โตขึ้น แต่ภาษีที่จะได้จะไม่มากเท่าแบบของ Henry George และไม่ได้แก้ ?ปัญหาขั้นฐานราก? ด้านการมี/ไม่มีที่ดิน หรือมีมากน้อยดีเลวผิดกัน ซึ่งคือความไม่เท่าเทียมกันของคนทั้งประเทศ

ความคิดเห็นที่ 6

อ่านเรื่องที่คุณกรณ์พูดว่าแอร์ไม่เป็นสินค้าบาปอีกต่อไป นี่สงสัยว่ามีสำนักงานไหนทำทะเบียนสินค้าบาปบ้าง จะได้ไปดู แต่ที่แน่ ๆ ก็คือคุณกรณ์บอกว่าลดภาษีสรรพสามิตแอร์ แล้วจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 50,000 คน อันนี้จะตรวจดูได้อย่างไรว่าจริงหรือไม่จริง แล้วส่วนใหญ่ที่ผ่านมาพูดแล้วก็ลืมไปเลย ไม่กลับมาดูใหม่ว่าจริงหรือไม่ แต่เรื่องภาษีน้ำมัน ถ้าขึ้นภาษีสรรพาสามติ จะเพิ่มหรือลดการจ้างงานไม่เห็นคุณกรณ์พูดเลย หรือว่าคุณกรณ์คิดว่าถ้าลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การจ้างงานจะน้อยลง ก็เลยขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัเสียเลย ตอนที่เสนอให้ขึ้นภาษีน้ำมันนี้ก็ไม่เห็นพูดอะไรเรื่องผลกระทบต่อการจ้างงาน แค่ขึ้นเอาดื้อ ๆ สงสัยว่าคนใช้น้ำมันไม่มีสภา แต่คนทำแอร์มีสภาอุตสาหกรรม

ความคิดเห็นที่ 5

เรื่องส่งออกฟื้นนั้นก็เป็นเพราะต่างประเทศเศรษฐกิจเขาดีขึ้น ก็สั่งสินค้ามากขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับว่ารัฐบาลทำโครงการไหนดีอะไร พ่อค้าเขาก็ขายสินค้ากันเอง รถยนต์เอกชนก็ผลิตเองขายเอง สินค้าอื่นก็เหมือนกัน เดิมเขาก็ขายของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ต่างประเทศเขาเศรษฐกิจไม่ดี เขาก็เลยไม่ซื้อเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับนโยบายแจกฟรีของรัฐบาล

ความคิดเห็นที่ 4

ลดภาษีแอร์แล้วให้มีผลทันทีและบอกว่าเพราะไม่ใช่ภาษีบาป อยากรู้ว่าภาษีแอร์นั้นคิดอัตรากี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาษีน้ำมันนั้น นอกจากจะไม่ลดแล้ว ยังเพิ่มอัตราจากลิตรละ 5 บาท เป็น ลิตรละ 10 บาท สงสัยว่ายังถือว่าน้ำมันเป็นสินค้าบาปหรือยังไงไม่รู้ นอกจากไม่ลดแล้ว ยังจะเพิ่มขึ้นไปอีก และพึ่งจะรู้จากคุณกรณ์ว่าแอร์หลุดจากสินค้าบาป จึงเลิกเก็บภาษีสรรพสามิต แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าน้ำมันเป็นสินค้าบาปหนา เพราะขึ้นภาษีสรรพสามิตไปอีก

ความคิดเห็นที่ 3

เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ลดภาษีแอร์เพราะเดี๋ยวนี้
แอร์น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยในสภาพอากาศร้อนแบบบ้านเรา แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมให้กรมการค้าภายในหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องตรวจตราตามร้านค้าด้วยว่าราคาขายปลีกมีการปรับลงด้วยหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 2

เห็นด้วยอย่างแรง ขาลงครั้งสองอาจรุนแรงมากกว่าครั้งแรกด้วยซ้ำ อย่าประมาท โดยเฉพาะโครงการที่ใช้งบผูกพัน ระวังเหอะ

ความคิดเห็นที่ 1

เริ่มฟื้นแล้วตั้งแต่ มิ.ย.นี่ ผมเชื่อนะ
แต่ขอเตือนว่า รอบนี้ W ได้เห็นแน่ๆ
ตลาดหุ้นจีน...ส่งสัญญาณว่าแบบนั้น การฟื้นตัวครั้งนี้เป็นจากเก็งกำไรล้วนๆ เพราะ ดบ.ต่ำมากๆ เงินจึงไหลเข้า ตลาดหุ้น และ ตลาดอสังหาฯ
จากนี้ไป คนจะเริ่มรู้ว่าปัญหายังเยอะ
และจะเป็นขาลงอีกครั้ง เตรียมแผนรับมือไว้ด้วยก็ดี
"ไทยเข้มแข็ง" ไม่พอหรอกครับ

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement