ธนารักษ์เผยคนงัดเอาเหรียญ 10 บาทมาใช้มากขึ้น สะท้อนภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ส่งผลมีปริมาณในระบบมากขึ้น จนต้องหยุดผลิตชั่วคราว
รายงานจากกรมธนารักษ์แจ้งว่าขณะนี้ได้หยุดผลิตเหรียญกษาปณ์ ชนิด 10 บาทเป็นการชั่วคราว จากที่ปกติจะผลิตประมาณ 10-12 ล้านเหรียญ/เดือน สาเหตุที่หยุดผลิตเนื่องจากในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาประชาชนได้นำเหรียญมาใช้หรือคืนในระบบมากขึ้น ประมาณ 7-8 ล้านเหรียญ/เดือน จนทำให้มีเหรียญเพียงพอในระบบ และไม่ต้องผลิตเพิ่มเติมอย่างน้อย 2 เดือน
"ทิศทางนี้เป็นการสะท้อนเศรษฐกิจคือ จากเดิมชาวบ้านจะไม่ค่อยนิยมนำเหรียญมาใช้ โดยจะวางไว้ที่บ้าน เพราะใช้ไม่สะดวกเหมือนกับแบงก์ แต่ในขณะนี้ก็นำเหรียญ 10 บาทมาใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น"
ส่วนเหรียญประเภทอื่นๆ ยังมีการใช้เป็นปกติ โดยในส่วนของเหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์นั้น ทางกรมธนารักษ์ยังผลิตเดือนละ 10 ล้านเหรียญ ในขณะที่ประชาชนคืนเข้าสู่ระบบ 1 ล้านเหรียญ ซึ่งเหรียญที่ตกค้างก็เพราะประชาชนค่อยหยิบมาใช้ ในขณะที่ยังมีการค้างในการทำพิธีกรรมเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ความจำเป็นต้องใช้เหรียญประเภทนี้ก็ยังคงมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเกิดจากร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่มีการใช้เพื่อทอนเงินลูกค้า ในขณะที่เหรียญ 1 บาท และ 5 บาทมีการหมุนเวียนใช้ในระบบเป็นปกติ ซึ่งการผลิตเหรียญนั้น กรมฯ จะมีต้นทุนมากกว่าราคาหน้าเหรียญ ซึ่งล่าสุดจากการเปลี่ยนเหรียญ 1 บาท จากเดิมผลิตด้วยทองแดง และนิกเกิล ในสัดส่วน 75 ต่อ 25 มาเป็นนิกเกิลชุบเหล็กก็ทำให้ลดต้นทุนได้มาก
“เดิมคาดว่าการใช้เหรียญมูลค่าเล็ก เช่น 1 สลึง และ 2 สลึงจะน้อยลงไปมาก เพราะคนจะนิยมใช้บัตรเครดิตกันมากขึ้น แต่ก็เป็นการคาดผิด เพราะความจำเป็นตามร้านค้าสะดวกซื้อ ไฮเปอร์มาร์เก็ตยังมีอยู่มาก จึงยังต้องผลิตในปริมาณสูง โดยกรมธนารักษ์พยายามจัดการไม่ให้ภาพรวมการผลิตขาดทุน” แหล่งข่าวระบุ
ส่วนจะมีการผลิตเหรียญ 20 บาทออกมาใช้ เป็นการทั่วไปนั้น ในขณะนี้ทางกรมธนารักษ์อยู่ระหว่างการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ควรจะนำออกมาใช้หรือไม่ ซึ่งเหมือนกับช่วงของการผลิตเหรียญ 10 บาทออกมาใช้ ทั้งสองหน่วยงานเห็นร่วมกันว่าควรผลิตออกมา เพราะแบงก์ 10 บาทใช้นานเพียง 8 เดือน ก็ต้องผลิตใหม่มาทดแทน ในขณะที่เหรียญ 10 บาท ผลิตใช้ได้นานถึง 10 ปี เป็นต้น.
Tags : กรมธนารักษ์
ความคิดเห็นที่ 3
พรรค 60 ปี ขอสารภาพความชั่ว , 26 กรกฎาคม 2552 21:53
ประจวบ"โผล่ให้การดีเอสไอ"เมซไซอะ"เป็นตัวผ่านเงินให้แกนนำปชป. กลัวตายเปลี่ยนชื่อซุกตัวกับทหาร โผล่ให้การเพิ่มดีเอสไอ เผย "เมซไซอะ" เป็นตัวผ่านเงินตามคำสั่งแกนนำปชป. กลัวเป็นอันตรายต่อชีวิตเปลี่ยนชื่อ ซ่อนตัวอยู่กับนายทหารนอกราชการ
"ประจวบ"ดอดให้ปากคำดีเอสไอ
ด้านความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนสำนวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งให้ตรวจสอบการรับเงินบริจาคของ ปชป.จำนวน 258 ล้านบาท จาก บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ไปใช้ในการเลือกตั้งปี 2548 รวมทั้งการนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนในปี 2548 จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งจะครบกำหนดในสิ้นเดือนกรกฎาคม ก่อนที่ กกต.ชุดใหญ่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไปนั้น ล่าสุดนายประจวบ สังข์ขาว อดีตผู้บริหาร บริษัท เมซไซอะฯ ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง และดีเอสไอได้สรุปการให้ปากคำของนายประจวบ ส่งมอบให้ กกต.แล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ข่าวแจ้งว่า นายประจวบได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คณาปติ" โดยให้เหตุผลว่า หลังจากมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว หวั่นจะเกิดอันตรายต่อชีวิต และต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในความดูแลของนายทหารนอกราชการคนหนึ่งตลอดเวลา
ทั้งนี้ นายประจวบให้การยอมรับว่า เป็นคนลงนามในการทำธุรกรรมเพียงคนเดียว พร้อมระบุว่า การโอนเงินของบริษัททีพีไอฯเข้ามายังบริษัท เมซไซอะฯ ไม่ใช่เป็นการทำธุรกรรมกับบริษัท แต่เป็นการอาศัยบัญชีของบริษัท เมซไซอะฯในการผ่านเงินไปยังแกนนำคนสำคัญของ ปชป.เท่านั้น
ยัน 9 สัญญาไม่ได้ทำธุรกรรม
นายประจวบยังยอมรับด้วยว่า บริษัททีพีไอฯทำสัญญาว่าจ้างบริษัท เมซไซอะฯ ในการจัดทำสื่อโฆษณาและที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ 8 โครงการ จำนวน 9 สัญญาจริง แต่มิได้มีการทำธุรกรรมจริงตามสัญญาว่าจ้าง เพราะไม่เคยรู้จักและไม่เคยประกอบธุรกิจร่วมกันกับบริษัททีพีไอ รวมทั้งนายประชัยมาก่อน แต่เหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะมีบุคคลที่เกี่ยวพันกับ ปชป.อย่างน้อย 2 คน เป็นผู้ติดต่อให้ดำเนินการ
"เช็คทุกฉบับที่สั่งจ่ายบริษัทเมซไซอะฯผมจะเป็นผู้เบิก ถอน โอนเงินออกไปให้แก่กลุ่มบุคคลต่างๆ ตามที่แกนนำ ปชป.กำหนด ซึ่งเงินส่วนใหญ่ไม่ได้นำมาใช้ในการดำเนินการตามสัญญาว่าจ้าง มีเพียงนำไปทำป้ายบิลบอร์ดบางส่วนเท่านั้น" นายประจวบกล่าวอ้างในคำให้การ
ข่าวแจ้งว่า จากเอกสารข้อสรุปของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ที่มอบให้ กกต. ยังระบุด้วยว่า พบมีการทำธุรกรรมการโอนเงินให้กลุ่มบุคคลต่างๆ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มนายประจวบและเครือญาติ จำนวน 12 คน มูลค่า 155,617,600 บาท กลุ่มที่ 2 กลุ่มบุคคลใกล้ชิดนายธงชัย คลศรีชัย และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2 คน มูลค่า 33,728,000 บาท และกลุ่มที่ 3 กลุ่มบุคคลใกล้ชิดนายนิพนธ์ บุญญามณี จำนวน 9 คน มูลค่า 46,404,620 บาท และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มบริษัท ห้างร้าน และบุคคลที่ทำธุรกรรมกับบริษัท เมชไซอะฯ มูลค่า 42,515,705 บาท
ส่วนใหญ่แค่จัดทำป้ายให้
โดยนายประจวบยืนยันว่า กลุ่มที่ 1,2 และ 3 เป็นการโอนเงินไปตามคำสั่งของแกนนำ ปชป. โดยไม่มีการทำธุรกรรมจริงตามสัญญา ขณะที่กลุ่มที่ 4 มีการทำธุรกรรมจริงกับบริษัท เมชไซอะฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการจัดทำป้ายให้ ปชป.เป็นส่วนใหญ่
อนึ่ง กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อการเลือกตั้งปี 2548 ที่ ปชป.มีนายบัญญติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรองหัวหน้าพรรค ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำมากล่าวหาพาดพิงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยว่า นายอภิสิทธิ์มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นคนหนึ่งที่เซ็นชื่อเพื่อรับรองงบดุลประจำปีของพรรค ที่ต้องเสนอต่อ กกต. ทั้งนี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.เคยระบุไว้ว่า ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด หากมีการใช้จ่ายเงินตามมาตรา 93 ที่ขอรับเงินบริจาคจากแหล่งที่มาโดยมิชอบ และตามมาตรา 94 เกี่ยวกับการรับเงินมาใช้เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ เป็นมูลเหตุที่จะเสนอให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้นได้
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน
ความคิดเห็นที่ 2
sprice , 26 กรกฎาคม 2552 21:02
ผมดองไว้เองแหล่ะ เก็บเอาไว้หยอดถังซักผ้าหยอดเหรียญ ฮะฮะ@@@@@@@@ผมมีบริการดูราคาหุ้นผ่านมือถือครับ ที่ http://www.geocities.com/sprice.sprice/
ความคิดเห็นที่ 1
ซาจี้ , 26 กรกฎาคม 2552 16:50
ยังดีที่ไม่ควานหาเหรียญ 1 บาทมาใช้