บล.กสิกร หวั่นอีก 4-5 ปีตลาดหุ้นไทยอาจอยู่หางแถวตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เหตุความน่าสนใจลดจากขนาดที่เล็กลง และพัฒนาไม่ทัน
นายสุชีล นารูลา กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มความน่าสนใจตลาดหุ้นไทยในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะลดลง หากเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เพราะขนาดตลาดเล็กลง และพัฒนาไม่ทันเพื่อนบ้าน เช่นสินค้าประเภทไอพีโอ ซึ่งสัดส่วนของบริษัทที่มีศักยภาพ ที่จะเข้าจดทะเบียนมีสัดส่วน 51% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นยังมีบริษัทที่มีศักยภาพ จะเข้ามาจดทะเบียนได้มากกว่า ได้แก่ อินเดีย มีสัดส่วนบริษัทที่มีศักยภาพที่จะเข้าระดมทุนได้อีก 25% และจีน 23% (ข้อมูลมาจากเดือนธ.ค.2551) ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
"ปัจจุบันสัดส่วนของตลาดหุ้นไทยเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ 0.4% ขณะที่ในดัชนีเอ็มเอสซีไอ ให้น้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 2% ลดลงจากเดิมเคยอยู่ที่ 4% ขณะที่จีน อยู่ที่ 25% อินเดีย 10% และแนวโน้มในอีก 4-5 ปีข้างหน้ามีโอกาสที่จะอยู่กว่าระดับ 0.5% ซึ่งจะเห็นว่าความน่าสนใจในตลาดหุ้นไทยจะลดน้อยลง ดังนั้นต้องเร่งพัฒนาและสร้างแรงจูงใจ" กรรมการผู้จัดการกล่าว
เขากล่าวว่า เครื่องมือที่ใช้ประเมินราคาหุ้นในปัจจุบันของประเทศไทย คือ Price Earnings Ratio หรือ PER ซึ่งมองว่าไม่เหมาะสมกับประเมินราคาหุ้นของไทย เนื่องจากวิธีดังกล่าวเหมาะที่จะใช้ประเมินกับตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูง แต่บริษัทส่วนใหญ่ในไทย ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศ ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศ ยังมีมีแนวโน้มเติบโตทรงตัว ส่งผลให้การขยายกิจการมีจำกัด แต่ยังมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง แตกต่างจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่พัฒนาแล้ว
ดังนั้นวิธีที่เหมาะสมกับการประเมินราคาหุ้นไทย จึงควรส่งเสริมให้นักลงทุนในประเทศ ใช้วิธีประเมินราคาหุ้นโดยพิจารณาจากอัตราการจ่ายเงินปันผล และหลีกเลี่ยงการใช้วิธี PER ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีการคาดหวังจากราคาหุ้นว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น หากใช้วิธีนี้จะเป็นการสร้างนักลงทุนภายในประเทศ และหากตลาดไทยมีศักยภาพก็จะส่งผลให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
อีกทั้งนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินปันผลที่สามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน แม้จะสามารถตอบสนองได้อย่างไม่เต็มที่แต่ ซึ่งอาจไม่สามารถสะท้อนปัจจัยพื้นฐานได้ในระยะสั้นๆ เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้พิจารณาในการลงทุนระยะยาว
นายสุชีล กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการของธุรกิจหลักทรัพย์ในไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา และมีโอกาสเติบโตมากกว่า 30% ซึ่งเป็นการเติบโตของดัชนีตลาดหุ้นไทย จากต้นปีจนถึงปัจจุบันเพราะพอร์ตการลงทุนในหุ้นของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์เติบโตเพิ่มขึ้น
"จะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา บล.ได้เข้าซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขาย ในตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยปัจจุบันการลงทุนของ บล.เพิ่มขึ้นเป็น 60% ของนักลงทุนสถาบันในประเทศ จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 30% หรือคิดเป็น 15-20% ของการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์"
ส่วนวอลุ่มซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากนักลงทุนต่างประเทศ แต่เป็นการลงทุนของพอร์ตโบรกเกอร์เอง ซึ่งเป็นการซื้อขายเพื่อทำกำไร ซึ่งในส่วนนักลงทุนต่างประเทศ หรือแม้แต่นักลงทุนสถาบันในประเทศที่เป็นการลงทุนระยะยาว ยังมีการซื้อขายระดับต่ำ
Tags : กสิกรไทย • ตลาดหุ้นไทย