ธปท.เผยไตรมาส1 แบงก์พาณิชย์ทั้งระบบกำไรลด 1.6 พันล้านบาท สินเชื่อขยายตัวแค่ 5.8% เมื่อเทียบปีก่อนโต 11.4% ยอมรับเผชิญความเสี่ยงหนี้เน่าพุ่ง
นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่หดตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี 51 ส่งผลให้สินเชื่อและเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปีนี้ชะลอตัว และคุณภาพสินทรัพย์เสื่อมลง แต่ระบบธนาคารยังมีเสถียรภาพดี
ส่วนแนวโน้มในไตรมาส 2 ของปีนี้ การส่งออกและการลงทุนยังอ่อนตัว แม้จะเห็นปัจจัยบวกในบางกลุ่ม และภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นผ่านมาตรการด้านการคลัง แต่หากมองในส่วนของความพร้อมที่แบงก์จะปล่อยสินเชื่อยังมีมาก เพราะสภาพคล่องส่วนเกินยังมีพอ แต่ความต้องการสินเชื่อกลับไม่มี
โดยในไตรมาส 1 ของปีนี้ สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัว 5.8% จากระยะเดียวกันปีก่อน ชะลอตัวลงมากเทียบกับสิ้นปี 51 ที่ขยายตัว 11.4% โดยสินเชื่อภาคธุรกิจชะลอตัวลงมากเหลือ 3.2% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/51 สินเชื่อรวมหดตัว 2.6% ตามสินเชื่อภาคธุรกิจที่หดตัว 3.7% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัว 0.8%
สำหรับเงินฝากขยายตัวชะลอลงเช่นกันเหลือ 4.2% จากระยะเดียวกันปีก่อน จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ลูกค้าหันไปลงทุนในตั๋วแลกเงิน (B/E) และหลักทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เมื่อรวมการระดมเงินฝากและ B/E แล้ว อัตราการขยายตัวชะลอลงเหลือ 6.7% การที่สินเชื่อชะลอตัวมากกว่าเงินฝากส่งผลให้สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากและ B/E ลดลงมาอยู่ที่ 84.1%
นางสาวนวพร กล่าวว่า แนวโน้มในด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังไม่น่าเป็นห่วง แม้ว่าไตรมาสแรกจะเร่งตัวขึ้นบ้าง แต่ถือว่าไม่มากนักในช่วงที่เศรษฐกิจเกิดวิกฤติไปทั่วโลกแบบนี้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์สามารถบริหารจัดการได้ ซึ่ง ธปท.ยังคงติดตามเรื่องนี้อยู่
ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีแรงกดดันด้านคุณภาพสินเชื่อเพิ่มขึ้น ทั้ง NPL และสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ(Delinquent loan) เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 51 ตามภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศที่หดตัวทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ลดลง โดยสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นทั้ง gross และ net NPL เป็น 5.5% และ 3.1% ตามลำดับ
ส่วน Delinquent loan เพิ่มขึ้นเป็น 4.0% ของสินเชื่อรวม พัฒนาการด้านความสามารถในการชำระหนี้และคุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรจากการดำเนินงานลดลงจากไตรมาสก่อน 1.6 พันล้านบาท จากปริมาณสินเชื่อที่ลดลงเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ค่าใช้จ่ายสำรองที่ลดลงในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเป็น 2.3 หมื่นล้านบาท และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) เพิ่มขึ้นเป็น 0.9% เมื่อประกอบกับการเพิ่มเงินกองทุน ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะเงินกองทุนดีขึ้น อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 14.9% โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier-1) 11.8%
Tags : นวพร มหารักขกะ • เอ็นพีแอล • ธปท.
