เครดิตบูโร ตั้งป้อมพยุงกำไรปีนี้ไม่ให้ลดลงเกิน 10% จากปีที่ผ่านมา หลังแบงก์เข้มปล่อยกู้ฉุดอัตราการสืบค้นข้อมูลไตรมาสแรกวูบ 30%
นายนิวัฒน์ การญจนภูมินทร์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัท มีกำไรสุทธิ 68.5 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ในอัตรา 2.50 บาทต่อหุ้นซึ่งในปี 2552 นี้ได้ตั้งเป้ากำไรเอาไว้ที่เดิม แต่หากเลวร้ายที่สุดกำไรก็จะต้องไม่ลดลงต่ำกว่า 10% จากฐานกำไรในปีที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมามีรายรับอยู่ที่ 226 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีนี้ที่มองว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมีแนวโน้มติดลบ ทำให้ยอดการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย เนื่องจากธนาคารได้มีการระมัดระวังการให้สินเชื่อมากกว่าเดิม ส่งผลให้การใช้ข้อมูลเครดิตลดลงตามไปด้วย ในขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็ได้มีการปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อที่เข้มงวดมากกว่าเดิม ส่วนเครดิตบูโรก็ได้มีการปรับปรุงระบบให้สถาบันการเงินนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น โดยได้นำระบบเครดิตสกอริ่ง หรือคะแนนเครดิต มาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือให้กับสถาบันการเงินนำไปใช้วิเคราะห์สินเชื่อได้แม่นยำมากขึ้น
เขากล่าวว่าตั้งแต่ต้นปี 2551 ยอดการสืบค้นข้อมูลยังอยู่ที่ 1 ล้านรายการต่อเดือน ขณะที่ไตรมาสสี่ปีที่ผ่านมา มียอดการสืบค้นข้อมูลเครดิตลดลงเหลือ 9 แสนรายต่อเดือน และไตรมาสแรกของปี 2552 มียอดการสืบค้นข้อมูลเครดิตเหลือ 7 แสนรายการต่อเดือน ส่วนยอดอนุมัติเท่าไรนั้นไม่สามารถรู้ได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าต้องน้อยกว่านี้แน่นอน แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวจะคงอยู่ต่อไปถึงสิ้นปีนี้ได้หลังได้นำเครดิตสกอริ่งมาใช้
ส่วนเรื่องอัตราการผิดนัดชำระหนี้ นั้นจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีอัตราการผิดนัดชำระเกิน 90 วัน มีอยู่ประมาณ 5% ของยอดสินเชื่อรวมประมาณ 8 แสนล้านบาท จากจำนวน 7.7 ล้านบัญชี ในขณะที่ยอดอัตราการผิดนัดชำระของยอดสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 7% จากยอดสินเชื่อ 2.1 แสนล้านบาท จากฐานบัตรเครดิต 12.3 ล้านบัญชี จากจำนวนผู้ถือบัตรเครดิตทั้งสิ้นกว่า 4 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ถือบัตรเครดิตไม่เกิน 5 บัตรต่อคนอยู่ที่ 86% คิดเป็น 3.5 ล้านคน คนที่มีบัตรเครดิต 10 บัตรขึ้นไปมีแค่ 1 แสนคน คิดเป็น 2.5% ของจำนวนบัตร แต่หากคิดที่มีบัตรเครดิตต่ำกว่า 10 บัตรแล้วมี 97.45% ของจำนวนผู้ถือบัตร
ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลนั้นมี จำนวนคนที่มีอัตราการผิดนัดชำระไม่เกิน 90 วัน นั้นยังมีสูงอยู่กว่า 96% ซึ่งเรื่องนี้สถาบันการเงินได้มีการตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล ได้มีการส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม สำหรับสินเชื่อที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล แล้วนั้น ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการที่สถาบันการเงินมีการระมัดระวังมากขึ้นในการให้สินเชื่อนั้นจะทำให้ควบคุมเอ็นพีแอลไม่ให้เพิ่มได้ ณ ปัจจุบัน สถาบันการเงินยังรับได้กับเอ็นพีแอลในปัจจุบัน เนื่องจากมีสเปรดอยู่ในอัตราที่สูงอยู่
ณ สิ้นไตรมาสแรก มีจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการสืบค้นข้อมูล ทั้งสิ้น 17.81 ล้านราย มีการสืบค้นข้อมูลเครดิต 61.93 ล้านบัญชี แบ่งเป็นบุคคลธรรมดา 17.52 ล้านราย คิดเป็น 58.6 ล้านบัญชี ลูกค้าเชิงพาณิชย์ 0.29 ล้านราย คิดเป็น 3.32 ล้านบัญชี เฉลี่ยไตรมาสแรกลูกค้ามีการสืบค้นข้อมูลเครดิตเฉลี่ย 7 แสนรายการต่อเดือน สำหรับจำนวนบุคคลที่เข้าตรวจสอบเช็คข้อมูลเครดิตของตัวเองในไตรมาสแรกนั้นได้มีทิศทางเพิ่มขึ้น มาเป็น 14,000 รายต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ประมาณกว่า 10,000 รายต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการรักษาประวัติการชำระสินเชื่อมากขึ้น
นอกจากนี้แล้วแนวทางของเครดิตบูโร ก็ได้เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ง่ายขึ้น โดยเปิดโอกาสให้กับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนรับใบคำขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อนุมัติมา แต่ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องมาดำเนินการกับเครดิตบูโร เกี่ยวกับข้อปฏิบัติต่างๆ ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้บริการได้ จากปัจจุบันที่มีเพียง ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว โดยยังคงคิดค่าบริการ 100 บาทต่อครั้งเหมือนเดิม
Tags : เครดิตบูโร