Error : CAN NOT CONNECT HOST : 192.168.52.93 ธอส.เล็งจ้างเอกชนตามหนี้เน่า ค้างเกิน90วัน - กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

กรุงเทพธุรกิจ

  •  

การเงิน - การลงทุน

วันที่ 24 มีนาคม 2552 00:00

ธอส.เล็งจ้างเอกชนตามหนี้เน่า ค้างเกิน90วัน

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ธอส.ผุดมาสเตอร์แพลนแก้หนี้เน่า 6 หมื่นล้านเข้าบอร์ด 26 มี.ค. พร้อมจ้างบริษัทภายนอกทำหน้าที่ติดตามหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วันวงเงิน 2 ล้าน

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล อยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.3% ของยอดสินเชื่อทั้งหมดราว 6 แสนล้านบาท ซึ่งนโยบายในปีนี้จะพยายามควบคุมไม่ให้มีเอ็นพีแอลใหม่เพิ่มเกิน 2% หรือสิ้นปีนี้จะให้มียอดเอ็นพีแอลรวมอยู่ที่ 12% ต้นๆ 

ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ยอมรับว่า เอ็นพีแอล จะต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นอยู่แน่นอน แต่ธนาคารได้มีแผนจัดการเอ็นพีแอล โดยในวันที่ 26 มี.ค.นี้ ธนาคารจะเสนอมาสเตอร์แพลนในการแก้ไขเอ็นพีแอลทั้งหมด ต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อให้พิจารณาต่อไป สาระของมาสเตอร์แพลนแก้ไขเอ็นพีแอลดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1.การแก้ไขเอ็นพีแอลที่มีอยู่ 60,000 ล้านบาท 2.การแก้ไขเอ็นพีเอที่มีอยู่ 7,000 ล้านบาท และ 3.การแก้ไขหนี้ส่วนขาดที่มีอยู่ 20,000 ล้านบาท 

สำหรับแผนการจัดการ เอ็นพีแอลนั้นแบ่งออกเป็นเอ็นพีแอลที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี มีอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาทนั้น ธนาคารจะเป็นผู้จัดการเอง ส่วนเอ็นพีแอลที่มีอายุตั้งแต่ 3-5 ปี มีอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท จะว่าจ้างให้เอกชนภายนอกเข้ามาบริหารจัดการให้ ซึ่งธนาคารก็จะจ่ายผลตอบแทนให้ 7% ของยอดหนี้ที่ติดตามมาได้ และในหลักการของหนี้ที่ให้เอกชนภายนอกติดตามนั้น ต้องเป็นหนี้ที่มีวงเงินกู้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป และมีการค้างชำระตั้งแต่ 90 วันขึ้นไป หากคิดตามคำนิยามดังกล่าวแล้ว จะมีหนี้ที่เข้าข่ายอยู่ 20-30% ของยอดเอ็นพีแอลทั้งหมด
25 เม.ย.ประมูลขายเอ็นพีเอ

ส่วนเอ็นพีแอลที่มีอายุมากกว่า 5 ปี มีอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ก็จะทยอยขายออกไปอย่างต่อเนื่อง ส่วนแผนจัดการกับทรัพย์สินรอการขาย หรือเอ็นพีเอ ที่มีอยู่ 7,000 ล้านบาทนั้น จะต้องทำการลดให้มากที่สุด โดยเฉพาะเอ็นพีเอ ที่อยู่กับธนาคารมานาน และในวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.นี้ก็จะทำการเปิดประมูล เอ็นพีเอ มีการลดราคา เพื่อกำจัดเอ็นพีเอออกไป สำหรับกรณีของหนี้ส่วนขาด คือเป็นหนี้หรือเป็นทรัพย์ที่ได้ขายทอดตลาดออกไปแล้ว แต่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ ธนาคารก็ต้องเร่งขายออกไป ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท

“นโยบายของ ธอส. คือต้องติดตามหนี้ หากไม่จำเป็นไม่ฟ้องลูกหนี้ ซึ่งในส่วนของเอ็นพีแอลได้ทำมาสเตอร์แพลนแล้ว แต่สิ่งสำคัญเราได้พยายามกันสินเชื่อดีไม่ให้ไหลมาเป็นเอ็นพีแอล แต่ที่ผ่านมา คนที่เคยผ่อนพอมาเจอปัญหาจะไม่มาคุยกับธนาคาร จึงหยุดผ่อน ทำให้ดอกเบี้ยวิ่งไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เราจะลดดอกเบี้ยให้ได้เยอะ เพราะเรามีการรับรู้ดอกเบี้ยเงินต้นอยู่แล้ว และอะไรที่เรายังไม่ได้รับรู้ก็จะยกประโยชน์ให้กับลูกค้า เพราะฉะนั้นหากลูกค้าคิดว่าไม่ไหวก็ให้มาคุยกับธนาคารได้ ธนาคารจะพยายามช่วยให้ได้มากที่สุด”

 นายขรรค์ กล่าวว่า กรณีของลูกค้าดีที่มีการผ่อนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะนี้มีทิศทางที่จะกลายเป็นเอ็นพีแอล เพราะมีรายได้ที่ไม่แน่นอน มีรายได้ลดลง ค่าล่วงเวลาลดลง รายได้จากค่าคอมมิชชั่นลดลง ซึ่งเรื่องนี้ธนาคารจะพยายามขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป เพื่อให้เงินค่างวดในการผ่อนลดลง ส่วนกรณีที่กลายเป็นเอ็นพีแอลจริงๆ หลังจากตกงานธนาคารก็มีแนวทางช่วยเหลือแต่ต้องเป็นรายๆ ไป เช่นพักชำระดอกเบี้ยให้บ้าง แต่หากมีงานทำก็ต้องเข้าสู่กระบวนการปกติ

 ส่วนลูกค้าที่ดี ฝ่ายจัดการก็มีการหารือด้วยเช่นกัน แต่ธนาคารก็ต้องดูสถานการณ์ต่างๆ ไปอีกสักระยะหนึ่ง เพราะมีอยู่หลายเรื่องที่ฝ่ายจัดการถูกกดดัน เพราะต้องทำกำไร ต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้ในอัตราที่ผู้ถือหุ้นกำหนด ทั้งผลตอบแทนต่อการลงทุน (IRR) ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัด คือ กำไร 4,000 ล้านบาท นั้นอย่างน้อย 40% ต้องส่งให้กับกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น ในทางปฏิบัติแล้วธนาคารต้องรักษาลูกหนี้ที่ดีเอาไว้ ซึ่งมีอยู่ 90% จากฐานสินเชื่อที่มีอยู่ประมาณ 600,000 ล้านบาท เป็นเอ็นพีแอล 60,000 ล้านบาท

ยอมรับสงครามรีไฟแนนซ์แรง

 สำหรับกรณีการต่อสู้กับสงครามรีไฟแนนซ์ของธนาคารพาณิชย์ ในขณะนี้นั้น ธนาคารก็ต้องคุยกับลูกค้าก่อน หากลูกค้าบอกว่าจ่ายดอกเบี้ยไม่ไหว ธนาคารก็จะมาพิจารณาดูว่าจะปรับเปลี่ยนลดดอกเบี้ยได้หรือไม่ แต่ข้อด้อยของ ธอส.คือให้บริการได้เฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้อย่างเดียวซึ่งเสียเปรียบธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เวลารีไฟแนนซ์แล้วจะนำบัตรเครดิต สินเสื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มารวมกันและให้นำสินเชื่อบ้านมารีไฟแนนซ์ด้วย ทำให้ ธอส.สู้ไม่ได้ ต้องยอมรับแต่สำหรับลูกค้าที่เป็นรัฐวิสาหกิจธนาคารให้ความสนใจมากโดยได้เสนอดอกเบี้ยพิเศษในปีแรกให้อีก 0.25% 

 นายขรรค์ กล่าวถึงแผนการเพิ่มทุนอีก 5,000 ล้านบาท ในปี 2553 นั้น จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน ส่วน ครม.จะอนุมัติหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากได้เม็ดเงินเพิ่มทุนอีก 5,000 ล้านบาท ก็จะทำให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐาน BIS ปรับตัวดีขึ้น เป็น 11-12% จากปัจจุบันธนาคารมี BIS อยู่ที่กว่า 10% มีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท มีเงินกองทุนอยู่ที่ 29,000 ล้านบาท 

 ปัจจุบัน ธนาคารมีสภาพคล่องอยู่ประมาณ 60,000 ล้านบาท คิดเป็น 12% ถือว่าอยู่ในภาวะที่เหมาะสม ไม่มากไปไม่น้อยไป และที่สำคัญธนาคารไม่ได้นำเงินไปลงทุนอะไรที่มีความเสี่ยง แต่ก็ได้นำเงินดังกล่าวไปหาผลประโยชน์ด้วยการฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารต้องเก็บสภาพคล่องส่วนหนึ่งเอาไว้ด้วย เพราะบริษัทเอกชนในขณะนี้ไม่สามารถไปกู้ยืมสถาบันการเงินต่างประเทศได้ ต้องหันมากู้ในประเทศแทน หากสภาพคล่องหายไปก็จะระดมทุนครั้งต่อไปลำบาก

Tags : ขรรค์ ประจวบเหมาะ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)


Error : CAN NOT CONNECT HOST : 192.168.52.93

advertisement

advertisement