ชีวิตส่วนตัวเป็นคนประหยัดเป็นทุนเดิม ตอนเป็นหนี้ไม่มีอารมณ์จะไปชอปปิง มุ่งมั่น ใจเย็น อดทน ต้องอาศัยทุกอย่าง คิดแต่ว่าต้องปลดหนี้ให้ได้
เธอคือผู้หญิงที่ใบหน้าโรยไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ "วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน" กรรมการผู้จัดการ เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท พาชีวิตฝ่าฟันและผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย
"โรงแรมทับแขกเปิดมา 5 ปีแล้ว เริ่มแรกก็ขาดทุนเลย พอเปิดได้ไม่นานก็เจอสึนามิ โชคดีที่เราเสียหายไม่มาก ก็อยู่ในภาวะที่ลำบากมาตลอด เราผ่านวิกฤติมาหลายระลอก พอมาเจอวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้บวกกับเหตุการณ์ปิดสนามบินตอนปลายปีก็เลยเฉยๆ เราอยู่กับความยากจนมาตลอด ภูมิต้านทานในการรับมือกับวิกฤติเราจะมีมากหน่อย โรงแรมของเราอยู่กันอย่างประหยัดอยู่แล้ว ก็เลยอยู่เหมือนเดิม"
อุปสรรคที่ดาหน้าเข้ามาหาเธอในช่วงเริ่มต้นทำโรงแรม ทำให้บางครั้งขาดเงินทุนหมุนเวียน เมื่อชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือบางครั้งต้องซื้อของเข้าโรงแรม ในที่สุดเธอจึงหันไปใช้บัตรเครดิตเป็นแหล่งหมุนเงิน จากบัตรที่หนึ่งจนในกระเป๋าสตางค์เต็มไปด้วยบัตรเครดิตทั้งหมด 8 ใบ ด้วยมูลหนี้ที่ค่อยๆ พอกพูนขึ้นไปเกือบถึง 2 ล้านบาท
"เมื่อ 5 ปีก่อน มีหนี้บัตรเครดิตเกือบ 2 ล้าน มีบัตรเกือบทุกยี่ห้อและใช้เต็มวงเงินหมดทุกใบ เท่านั้นยังไม่พอ ยังกู้เงินด่วนอีกด้วย ตอนนั้นเรียกว่าใช้บัตรเครดิตเป็นที่หมุนเวียน ลำบากมาก แต่ก่อนไม่มีเงินเก็บเลย เปิดโรงแรมปีแรกรายได้ไม่พอ ตัวเองก็มีเงินเดือนก้อนหนึ่ง พอมันเยอะมากเข้า ดอกเบี้ยก็แพงประมาณ 20% ก็คิดว่า ไม่ไหวแล้ว ก็ตั้งปณิธานเลยว่าจะปลดหนี้บัตรเครดิต "
จะปลดหนี้ให้ได้!!! นั่นเป็นเสียงประกาศก้องของเธอ ว่าจะไม่ยอมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหนี้อีกต่อไป ช่วงปลายปี 2546 วิภาวรรณจึงเริ่มต้นสะสางหนี้อย่างมุ่งมั่นและอดทน
"ตอนนั้นไม่ใช้จ่ายอะไรเลย พยายามไม่สร้างหนี้เพิ่ม ใช้บัตรเครดิตซื้อก็จริงแต่จ่ายเฉพาะเรื่องจำเป็นในชีวิต อาหารเราไม่ได้รับประทานอะไรเยอะมากอยู่แล้ว ชีวิตโดยส่วนตัวเป็นคนประหยัดเป็นทุนเดิม ตอนเป็นหนี้ไม่มีอารมณ์จะไปชอปปิ้ง มุ่งมั่น ใจเย็น อดทน ต้องอาศัยทุกอย่าง คิดแต่ว่าต้องปลดหนี้ให้ได้ จำได้ว่าพอเงินเดือนออกปุ๊บ เอาไปจ่ายหนี้ก่อนเลย ใช้วิธีเลือกจ่ายบัตรที่มีหนี้ก้อนเยอะสุดก่อน
สมมติว่าหนี้แสนแปด สี่เดือนต้องหมด เพราะก้อนน้อย ดอกเบี้ยก็น้อย ส่วนพวกหนี้เงินด่วน ต้องจ่ายตามงวด ก็เดินตามโปรแกรมเขาไป แต่บัตรเครดิตโปะได้ พอผ่านไป 6 เดือนเห็นยอดหนี้ลดลง ดีใจมาก บอกลูกว่าใกล้ถึงแล้วนะลูก ตอนนี้เราต้องประหยัดกันหน่อย ช่วงประหยัด แทนที่จะซื้อของกินของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ซื้อตลาดแถวบ้าน หยุดเที่ยวเมืองนอก ปีนั้นเว้นหนึ่งปีไม่เที่ยวเลย"
วิภาวรรณเล่าความรู้สึกในช่วงปีทองของการปลดหนี้ว่า รู้สึกว่าพอผ่านไป 8 เดือนชีวิตของเรามันแห้งแล้งมาก เพราะตัวเองเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อแก้ไขปัญหามาได้ครึ่งทาง ก็เลยอนุญาตให้รางวัลแก่ตัวเองบ้าง ด้วยการไปเที่ยวอเมริกาแบบประหยัด ไม่ช้อป ไม่เสียค่าบ้าน เสียแต่ค่าตั๋วเครื่องบิน ตอนนั้นได้กำลังใจกลับบ้านมาเพื่อต่อสู้กับภาระหนี้สินต่อ
แล้วอิสรภาพทางการเงินอันหอมหวานก็ยอมอยู่เคียงข้างเธอ เมื่อหนี้สินพะรุงพะรังได้ถูกกำจัดให้พ้นตัวเธอภายใน 14 เดือน
"พอปลดหนี้หมด ตอนนั้นก็ตั้งใจว่าจะทำมาหาเที่ยว อย่างที่บอกว่าเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยว ความรู้สึกเวลานั้นดีใจมาก คืนบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น เหลือแค่ใบที่จำเป็นต้องใช้ประจำ ตั้งปณิธานเลยว่า จะไม่หวนไปเป็นหนี้บัตรเครดิตอีกแล้ว และพยายามบอกทุกคนว่า บัตรเครดิตมีไว้ใช้ตอนจำเป็นเท่านั้น และถ้ารักจะใช้บัตรเครดิต ก็ต้องมีเงินไว้ชำระด้วย"
วิภาวรรณบอกว่า ทุกวันนี้เธอก็ยังใช้บัตรเครดิตเพื่อจับจ่ายใช้สอยอยู่ พอเริ่มต้นชีวิตที่ปลอดหนี้ ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขและสบายใจมาก หลังจากนั้ นค่อยๆ เริ่มเก็บเงิน ดาวน์บ้านแล้วปล่อยเช่า เอาค่าเช่าไปผ่อน นี่เป็นวิธีสะสมเงินของเธอ เพราะเธอรู้ตัวเองดีว่า ถ้าปล่อยให้มีเงินเหลือก็จะใช้หมด จึงใช้วิธีนี้เป็นการสะสมเงินออมให้ตัวเอง
"เพิ่งมีเงินเก็บเมื่อ 3-4 ปีหลังมานี่เอง ซึ่งนอกสะสมเงินออม หลังจากปลดหนี้ได้ก็ตั้งใจว่าอยากจะช่วยเหลือคน ตอนนี้ก็ช่วยส่งเด็กคนหนึ่งที่ขาดแคลนเรื่องทุนทรัพย์ให้เขาได้เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย เขาตั้งใจเรียนแต่ไม่มีเงิน "
นอกจากออมเงินในรูปของอสังหาริมทรัพย์แล้ว วิภาวรรณบอกว่าเธอยังทำประกันชีวิตเอาไว้ไม่น้อย โดยใช้วิธีเก็บเงินทุกเดือนเดือนละ 3 หมื่น เพื่อจ่ายประกันก้อนเดียวตอนปลายปี เพราะเมื่อถึงเวลานั้นแล้วจ่ายทีเดียว 3 แสนกว่าบาทจะดูเยอะ ก็ต้องใช้วิธีค่อยๆ สะสม
ขณะเดียวกัน ยังมีวิธีต่อยอดเงินทองด้วยการลงทุนในกองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนประหยัดภาษีอย่างกองทุน RMF และ LTF แต่ที่เธอสารภาพว่าถูกจริตและโปรดปรานมากที่สุด คงเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น
"ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไม่ดี ผลกำไรจากการลงทุนได้น้อยมาก แต่เมื่อไหร่ที่มีกำไรจากหุ้น ก็จะนำมาใช้ส่วนตัวและทำบุญ จังหวะนี้ต้องบอกว่าเป็นโอกาสดีที่สุดของการซื้อหุ้น แล้วเก็บไว้ซัก 2 ปี โอกาสเห็นกำไรงามๆ มีแน่ เพราะตอนนี้การลงทุนทุกอย่างถูกไปหมด ทั้งอสังหาริมทรัพย์และหุ้น ปกติจะซื้อหุ้นตอนลง พอได้จังหวะก็จะขาย ที่จริง ที่ผ่านมาก็มีประสบการณ์จากการลงทุนในหุ้นที่ไม่ดีเหมือนกัน
แต่ไม่เข็ด เพราะเป็นคนที่ชอบความเสี่ยง ท้าทายดี บางคนไม่กล้าเสี่ยง แต่ที่ผ่านมา อะไรก็ไม่สนุกเท่าเล่นหุ้น สำรวจตัวเองแล้วอายุเท่านี้ยังเสี่ยงได้ ถ้าอายุเกิน 50 เมื่อไหร่ อาจจะปรับไลฟ์สไตล์การลงทุน ให้หุ้นน้อยลง แต่ถึงยังไงก็ชอบหุ้นที่สุด เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีสภาพคล่อง เวลาอยากขาย ก็ขายยาก แต่ก็ต้องมีไว้บ้าง ส่วนเรื่องหุ้น ต้องเล่นหุ้นปลอดภัย หุ้นร้อนไม่กล้าเล่น เพราะไม่มีข้อมูล "
ทุกวันนี้ วิภาวรรณในบทบาทของคุณแม่ลูกสอง มีความสุขในการดำรงชีวิตด้วยการเป็นผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ เป็นแบบอย่างและสร้างนิสัยทางการเงินที่ดีให้ลูก เพราะเด็กจะดูจากคนที่ใกล้ชิดเขามากที่สุด ถ้าอยากให้ลูกรู้จักใช้เงิน เราก็ต้องรู้จักใช้เงิน เลือกซื้อ อย่างเหมาะสม ลูกก็จะซึมซับนิสัยพวกนี้ไป ในเวลาเดียวกันการเก็บออมและการใช้เงินต้องพอดี คนเราเมื่อหาเงินมาได้ ต้องใช้จ่ายบ้าง ถ้าไม่ใช้เลย ชีวิตคงแห้งเหี่ยว เราทำงานหาเงินมาอย่างเหนื่อยยาก ก็ควรใช้เงินอย่างมีความสุขบ้าง เราต้องเป็นนายของเงิน ไม่ใช่ทาสของเงิน
"ความสุขอย่างหนึ่งคือได้เที่ยวในเวลาที่เราอยากเที่ยว ไม่ใช่ความสุขจากการใส่เสื้อผ้าสวย แต่ความสุขสำคัญที่สุดในชีวิตคือมีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นคนเราควรลงทุนกับเรื่องสุขภาพ"
เธอบอกว่า เงินช่วยทำให้มีความสุขในการดำรงชีวิตได้ แต่เงินไม่ได้ทำมีความสุขที่สุด
Tags : วิภาวรรณ เหล่าธนาสิน • เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท • คอลัมน์ Personal Finance
