(Update)ธปท.แจงครม.เศรษฐกิจ คาดส่งออกปีนี้ติดลบ ยันไม่ถึง 10% สวน"โอฬาร"เศรษฐกิจไทยพื้นปลายปีนี้ โตได้แค่ 0-2% ยันคลังถังไม่แตกกู้เพิ่มได้
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจวันนี้ (4 ก.พ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยปีนี้อาจจะติดลบ
อย่างไรก็ตาม แต่เป็นการติดลบเพียงตัวเลขหลักเดียว เนื่องจากส่งออกเริ่มติดลบมาตั้งแต่เดือน พ.ย.51 และไตรมาส 1/52 ธปท.คาดว่าการส่งออกยังมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องเช่นกัน
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.51 พบว่าลดลง 14.5% ขณะที่เดือน พ.ย.51 การส่งออกลดลงถึง 18.6%
สวน"โอฬาร"เศรษฐกิจไทยพื้นปลายปีนี้-คลังถังไม่แตกกู้เพิ่มได้
นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวหลังการประชุมว่า กมธ.ได้สอบถามความเห็นจากตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะให้ธปท.มารับภาระจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(กองทุนฟื้นฟูฯ)ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท แทนกระทรวงการคลัง เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดทางงบประมาณ เนื่องจากจัดเก็บงบประมาณทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย
เพราะล่าสุดกมธ.ทราบมาว่าธปท.มีกำไรจากการดำเนินงานสูงขึ้น ซึ่งธปท.ก็ได้ชี้แจงว่าพร้อมหารือในประเด็นดังกล่าว เพราะธปท.ไม่ได้ยึดว่าต้องทำตามกฎหมายเดิมคือธปท.จ่ายเงินต้นและให้คลังจ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น เพียงแต่การดำเนินการใดๆคลังควรมาหารือกับธปท.ก่อนจะดำเนินการ
"จากการสอบถามเรื่องนี้ธปท.ไม่ได้ปฏิเสธในหลักการ เพียงแต่การดำเนินการอยู่ที่นโยบาย ฉะนั้นตอนนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจะให้ธปท.รับแทนทั้งหมด หรือรับแทนเพียงครึ่งเดียว และให้รับภาระแทนไปตลอด หรือรับแทนแค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่เท่าที่ฟังธปท.ก็พร้อมจะหารือกับคลัง" นายสรรเสริญ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุม ตัวแทนจากธปท.ได้ชี้แจงว่า จากการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปหาประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่นำไปลงทุนในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งก็มีกำไรพอสมควร ซึ่งขณะนี้ธปท.ก็พยายามที่จะคืนเงินต้นอยู่แล้ว แต่เรื่องที่จะให้ธปท.รับภาระแทนคลังนั้นเรื่องนี้น่าจะมีการมาพูดคุยกัน เพราะธปท.ไม่ได้ยึดติดว่าต้องทำตามกฎหมายเดิมตลอด
นายสรรเสริญ กล่าวว่า กมธ.ยังได้สอบถามถึงฐานะการคลังว่าเงินคงคลังที่มี 5.2 หมื่นล้านบาท อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงหรือไม่ ซึ่งถ้ามีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเพิ่มเติม หรือจัดเก็บงบประมาณน้อยกว่าที่คาดไว้จะกระทบฐานะเงินคงคลังของประเทศอย่างไร ซึ่งตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงบประมาณ สำนักงานหนี้สาธารณะ กรมสรรพากร และสำนักเศรษฐกิจการคลัง ยืนยันว่าไม่น่าห่วง เพราะยังเหลือวงเงินจากกรอบงบประมาณขาดดุลปี 2552 ที่ 4.4 แสนล้านบาท เหลืออยู่สามารถออกพันธบัตรรัฐบาลหรือตั๋วเงินคลังได้อีกว่า 1 แสนล้านบาท และยังมีความคล่องตัวเพิ่มเติมจาการที่ครม.อนุมัติการกู้เงินต่างประเทศอีก 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งน่าจะทำให้รัฐบาลมีความคล่องตัวในงบประมาณคงคลังมากขึ้น
ขณะที่ นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปตย์ (ปชป.)กมธ.ได้สอบถามธปท.ถึงภาวะเศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสจะเติบโตติดลบถึง 4.05 % ตามที่นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีระบุไว้หรือไม่ โดยตัวแทนจากธปท.ระบุว่าตามการคาดการณ์ของธปท.เศรษฐกิจปี 52 น่าจะเติบโตได้ระดับ 0 - 2% แต่การที่เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบลึกถึงขนาดนั้นหรือไม่อยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกด้วยว่าจะลงลึกแต่ไหน เพราะไทยพึ่งพิงการส่งออกสูง แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถระบุได้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอถึงจุดต่ำสุดเมื่อไร เนื่องจากการชะลอตัวยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ดังนั้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจึงบอกอะไรชัดเจนไม่ได้
ทั้งนี้เบื้องต้น ธปท.ยังมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าอยู่ ซึ่งเชื่อว่าการฟื้นคงไม่เกิดขึ้นโดยเร็ว แต่การกระตุ้นของรัฐบาลก็ช่วยให้เศรษฐกิจไม่ดึงลงลึก ๆ ได้ แม้ว่าบางมาตรการ เช่น การแจกเงินช่วยเหลือ 2 พันบาทซึ่งน่าจะช่วยการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น แต่การกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวระยะยาวน่าจะอยู่ที่การลงทุนให้เกิดการจ้างงานมากกว่า และการจะให้การลงทุนได้รัฐบาลก็ควรบริการให้เกิดควาเชื่อมั่นด้วยนักลงทุนจึงจะกล้าลงทุน
Tags : ปณิธาน วัฒนายากร • ส่งออก • จีดีพี
