ค่าธรรมเนียมโกลด์ฟิวเจอร์สลงตัว 300-500 บาทต่อสัญญา คาดโกลด์ฟิวเจอร์สช่วยทำให้ตลาดค้าทองมีเสถียรภาพ พร้อมหนุนตลาดทองในประเทศเติบโตดีขึ้น
นายอภิชาต วิไลรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า การมีตลาดซื้อขายล่วงหน้าของทองคำขึ้นน่าจะช่วยให้ตลาดค้าทองคำในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ค้าทองคำต่างๆ ซึ่งปัจจุบันไม่มีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทำให้ในบางสถานการณ์ต้องปิดทำการซื้อขายทองคำ
แต่เมื่อมีตลาดล่วงหน้าของทองคำแล้วน่าจะทำให้ร้านค้าทองเหล่านี้เข้ามาใช้ประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงและน่าจะทำให้สามารถทำให้ตลาดซื้อขายทองคำในประเทศเป็นไปได้โดยปกติอย่างที่ควรจะเป็นได้ ในส่วนของนักลงทุนเองก็ไม่ต้องกังวลเมื่อจะต้องขายทองคำในตลาดล่วงหน้าเพราะสามารถซื้อขายได้ทุกวันไม่ใช่ถึงเวลาขายร้านทองไม่รับซื้อหรือต้องรอชำระเงินในภายหลัง
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกคาดว่านักลงทุนที่จะเข้ามาใช้ประโยชน์น่าจะเป็นร้านค้าทองคำต่างๆ เป็นหลักในส่วนของนักลงทุนรายย่อยเองคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะประมาณ 2-3 เดือน เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่อย่างกองทุนที่ลงทุนในทองคำที่มีการซื้อขายเป็น 1,000 สัญญา ก็คงต้องใช้เวลาเช่นเดียวกัน
โดยค่าธรรมเนียมในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าล่าสุดกำหนดให้ 1-5 สัญญาแรก เสียค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อสัญญา 6-20 สัญญา เสียค่าธรรมเนียม 400 บาทต่อสัญญา และตั้งแต่ 21 สัญญาเป็นต้นไป เสียค่าธรรมเนียม 300 บาท สำหรับนักลงทุนสถาบันคิดค่าธรรมเนียม 300 บาทต่อสัญญา ตั้งแต่สัญญาแรก
น.ส.นุชจรินทร์ ปัณรส นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์พัฒนสิน กล่าวว่า หากตลาดทองคำล่วงหน้าได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากจริงก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ปริมาณการนำเข้าทองคำของประเทศไทยมีแนวโน้มที่ลดลงได้เช่นกัน เพราะในปี 2551 ที่ผ่านมา ดุลการค้าของประเทศติดลบก็เพราะตัวเลขการนำเข้าทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท จากในปี 2550 ที่มีการนำเข้าทองคำเพียง 1,600 ล้านบาท เท่านั้น ในปี 2552 นี้ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าทองคำน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้
สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2552 นี้คาดว่าจะเติบโตเล็กน้อยประมาณ 1% แต่ไม่ติดลบ เป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะติดลบในครึ่งปีแรกและกลับมาเป็นบวกได้ในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นมุมมองเดียวกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองว่าเศรษฐกิจของไทยจะติดลบในครึ่งปีแรกและผลิตกลับมาเป็นบวกได้ในครึ่งปีหลังเช่นเดียวกัน
นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้บังคับบัญชาสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์พัฒนสิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในปี 2552 ยังคงผันผวนและมีโอกาสจะลงไปถึงระดับ 324-307 จุด ที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 6.2 เท่า หากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเศรษฐกิจสหรัฐรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาดการณ์ ส่วนเป้าหมายดัชนีปี 2552 อยู่ที่ 510-538 จุด ที่ P/E 10.4 เท่า โดยคาดว่าการฟื้นตัวของดัชนีจะอยู่ในครึ่งปีหลัง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำทยอยเพิ่มพอร์ตหุ้นจากปัจจุบัน 25% เป็น 50-100% ภายในปีนี้ โดยเน้นหุ้นกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศที่มีฐานะการเงินดี มีการจ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอและมีกระแสเงินสดดี ช่วงครึ่งปีแรกจึงเป็นโอกาสดีในการทยอยเก็บหุ้นเข้าพอร์ต
“ส่วนหุ้นคุณค่า ให้เริ่มทยอยเก็บตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/2552 เป็นต้นไป หากมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 1/2553”
Tags : โกลด์ฟิวเจอร์ • บริหารความเสี่ยง

