หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ยังไม่แน่ใจว่า คุณได้คว้าความเป็นอิสรภาพทางการเงินมาครอบครองหรือยังและคุณลองมาฟังความเห็นของกูรูการเงินเหล่านี้ดู
"บุญชัย เกียรติธนาวิทย์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต มองว่า เมื่อพูดถึงอิสรภาพทางการเงินของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกัน เพราะความต้องการของคน แตกต่างกัน บางคนพอกินพอใช้สมถะหน่อย ก็อาจมีอิสรภาพทางการเงินเร็วกว่าอีกคน บางคนที่เราเห็นว่า มีอันจะกิน หรือพอแล้ว ก็ยังเห็นเขาขวนขวาย ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ดังนั้น หากถามถึงอิสรภาพทางการเงิน ว่าเราจะเห็นสัญญาณเมื่อใด ตอบแบบง่ายๆ หรือเบสิคแรกๆ ก็คือ อยู่ที่ว่า เราพอใจที่จะมีจะกินแค่ไหน อย่างไร ก็พอจะรู้แล้วว่า สัญญาณนั้นอยู่ตรงไหนได้บ้าง
"ผมคิดว่าสัญญาณ แห่งอิสรภาพทางการเงิน จะเกิดได้เมื่อ เรามี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ครบหรือมากพอสมควร ได้แก่ การไม่มีภาระหนี้สิน มีทรัพย์สินที่เพียงพอหรือจำเป็นต่อการดำรงชีวิตปกติ มีเงินเก็บที่พอเพียงใช้จ่าย ไม่ต้องไปพึ่งพิงคนอื่นแม้กระทั่งลูกหลาน มีเงินเก็บที่กันไว้กรณีจำเป็น มีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่นได้บ้างตามสภาพ"
"วรวรรณ ธาราภูมิ" กรรมการผู้จัดการ บลจ. บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน มองว่า สัญญาณเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งบอกว่าคุณเป็นเจ้าของอิสรภาพทางการเงินแล้ว
Oมีเงินพอใช้อย่างน้อย 6 เดือน
ในเบื้องต้น เราสามารถสอบทานได้ว่าเราพอจะมี "อิสรภาพทางการเงินในระยะสั้น" หรือไม่ นั่นคือเราต้องมีเงินพอใช้ทุกเดือนอย่างน้อย 6 เท่าของรายได้ประจำเดือนขึ้นไป หมายความว่า หากเราตกงาน หากมีความต้องการใช้อย่างปัจจุบันทันด่วน เรายังมีเงินหรือการลงทุนที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันทีพอใช้ไป 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ ที่มักกำหนดเป็น 6 เดือน ก็เพราะเขาคาดกันว่าในภาวะปกติ หากตกงาน น่าจะหางานทำได้ภายใน 6 เดือน แต่ในภาวะไม่ปกติ เศรษฐกิจไม่เป็นใจ อาจจะต้องมีสำรองมากกว่านั้นเช่นเป็น 12 เท่าของเงินเดือน
ในระหว่างทาง หากมีการทำแผนการเงินการลงทุน และเราต้องการตรวจสอบความแข็งแรงทางการเงิน ก็สามารถทำได้ โดยดูว่าขณะนี้เรามีเงินตามที่วางแผนหรือยัง ขาดเหลือ หรือมีเกินไปเท่าไร หากเรามีตามเป้าหมายที่วางไว้ เราก็มีอิสรภาพในระยะกลาง
บุญชัยเห็นว่าการมีเงินเก็บที่พอเพียงหรือเพียงพอ ถ้าเราไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือหาเช้ากินค่ำ หรือ เป็นสุนัขล่าเนื้อ ที่ต้องทำบริษัทให้โตขึ้นทุกปี ต้องมีกำไรทุกปี และเราอยากทำอะไรที่เราพึงใจ พอใจ หรือมีความสุข เราต้องมั่นใจในระดับหนึ่งว่า เรามีกระแสเงินสดที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต คำถามคือ มากพอขนาดไหน หรือแค่ไหน จึงจะเรียกว่า พอแล้ว คำตอบคือ พฤติกรรมของเรา จะเป็นตัวกำหนดว่า เท่าไรจึงจะพอ
"ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เคยบอกผมว่า หลังเกษียณอายุอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ท่านจะต้องทานอาหารมื้อค่ำดีๆ หรือท่านต้องมีงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่เพื่อนเดือนละครั้ง เพื่อนพนักงานของผมบางคน ชอบดื่มกาแฟดีๆ ทุกเช้า และก็คงจะต้องทำเช่นนั้นไปเรื่อยๆ บางคน ชอบเดินทางไปต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้คือพฤติกรรมที่จะเป็นเครื่องชี้ว่า เราต้องมีเงินเท่าไร จึงจะเพียงพอสำหรับพฤติกรรมเหล่านั้นของเรา
ผมขอตั้งสมมติฐานในตรงนี้ว่า เราต้องมีเงินเพียงพอที่จะทำให้เรายังรักษาพฤติกรรมทั้งก่อนและหลังทำงานแล้วได้ อย่างไม่เดือดร้อน เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจพฤติกรรมของเราก่อนว่า เราต้องการอะไร ต้องทำอะไร ที่เป็นประจำ และเราคงทำเช่นนั้น ไปเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะเกษียณอายุแล้วก็ตาม จากนั้น เราจึงจะประเมินถูกว่า เราต้องมีเงินขนาดไหนจึงจะเพียงพอ แต่ก็อย่าลืมเรื่อง มีเงินไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินด้วย เช่น การรักษาพยาบาล การดูแลร่างกายต่างๆ เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน อายุมากขึ้น ก็มีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วยมากขึ้น ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลก็มากตามไปด้วย"
Oใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องทำงานประจำและหันไปทำงานที่รัก
วรวรรณบอกว่าในระยะยาวนั้น หากเรามีการลงทุนที่มากพอ และลงทุนได้ดีพอ และเราพบว่าเงินที่เราลงทุนสะสมนั้นเพียงพอกับการใช้ชีวิตของเราโดยไม่ต้องพึ่งงานประจำที่ทำอยู่อีกแล้ว นั่นคืออิสรภาพที่แท้จริง
"เราอาจเลิกทำงานในปัจจุบัน หันไปทำอะไรอื่นที่เราอยากจะทำมาทั้งชีวิตแต่ไม่เคยมีโอกาส หรือทำงานในรูปแบบที่ไม่ได้ทำเพื่อเงินก็ได้ ในขั้นนี้ถือว่าเป็นอิสรภาพทางในชีวิตที่แท้จริง แต่คนส่วนใหญ่ที่หาเลี้ยงชีพด้วยเงินเดือนค่าจ้าง ไม่มีมรดก มักจะต้องทำงานไปยาวนานจนอายุ 50 ปีขึ้นไปถึงจะมีอิสรภาพได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เท่าไรถึงจะพอด้วย ซึ่งความพอของแต่ละคนไม่เหมือนกัน"
Oปลดเปลื้องและปลอดหนี้สิน
คนส่วนใหญ่จะมีหนี้สิน อย่างน้อยก็เรื่องบ้าน เรื่องรถ วรวรรณบอกว่าหากเราปลดเปลื้องหนี้สินได้เร็วเท่าใด ก็หายใจคล่องขึ้นเท่านั้น และจำนวนหนี้สินที่ว่านี้เราจะต้องจ่ายไปประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้เราในแต่ละเดือน ยิ่งหมดหนี้เร็วเท่าใด เราก็ยิ่งมีเงินเหลือมากพอที่จะนำไปลงทุนให้เงินทำงานด้วยตัวมันเองมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น คนที่จ่ายหนี้สินคืนได้เร็วเท่าใด ก็จะยิ่งวิ่งถึงเส้นชัยแห่งอิสรภาพเร็วขึ้นเท่านั้น
บุญชัยบอกว่า การไม่มีภาระหนี้สิน เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้ายังไม่หมดหนี้ เราจะมีอิสรภาพได้อย่างไร หนี้สินที่พูดถึงไม่ได้หมายถึง เฉพาะเพียงแค่หนี้ทางการเงิน เงินกู้ เงินผ่อนทั้งหลายเท่านั้น หมายรวมถึงหนี้ที่เราต้องเผื่อไว้สำหรับอนาคตที่จะเกิด
"ยกตัวอย่าง เราทุกคนมีคุณพ่อคุณแม่ ท่านเลี้ยงเราเมื่อตอนเด็ก วันหนึ่งท่านต้องชราภาพแน่นอน แล้วเราจะไม่เลี้ยงท่านเชียวหรือครับ ผม คิดว่า สิ่งที่เราควรมี และต้องมีถ้าเราอยากจะหลุดพ้นจากพันธการทางการเงินได้คือ เราควรจะต้องเก็บสำรองเงินให้คุณพ่อคุณแม่ในระดับหนึ่งทีเดียว ส่วนจะมากจะน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับสภาพและความจำเป็นของแต่ละคน"
Oควบคุมการไหลเวียนของเงินได้สำเร็จ
วรวรรณบอกว่าหากหมายถึงการวางแผนทางการเงินว่าเรามีรายได้ รายจ่าย ในแต่ละเดือน และทำแผนการลงทุนทุกเดือน ข้อนี้ก็เป็นหัวใจของการไปสู่อิสรภาพเลยทีเดียว เพราะเราจะรู้ล่วงหน้าตามแผนว่าเราจะทำอะไรกับรายได้ของเรา การมีอำนาจควบคุมการเงินเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด แต่ก็น่าเสียดายที่คนส่วนมากไม่ทำแผนการเงิน เขาก็เลยไม่ได้เป็นนายตนเอง
Oเมื่อรู้ว่างานที่กำลังทำอยู่นั้นไม่เหมาะสมกับตัวเรา
เรื่องนี้ วรวรรณบอกว่าจะด้วยสาเหตุที่ว่าใจไม่รัก งานไม่ถนัด หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าได้ และเราคิดว่าไม่ไหวแล้วเลิกดีกว่า เพราะถึงเลิกแล้ว ไม่ต้องทำงานแล้ว เราก็พอมีพอกิน นั่นก็เป็นสัญญาณว่าเรามีอิสระแล้ว
Oมีทรัพย์สินเพียงพอต่อการดำรงชีวิต
อีกประการหนึ่งซึ่งเป็นคุณสมบัติสำหรับคนที่มีอิสรภาพทางการเงิน นั่นคือ มีทรัพย์สินที่เพียงพอหรือจำเป็นต่อการดำรงชีวิตปกติ ยกตัวอย่าง อีกเช่น เขาคิดว่า คนเราจะสบายอกสบายใจไม่กังวลก็ต่อเมื่อ เรามีบ้าน หรือที่ที่เราอยู่อาศัยได้ตลอดชีวิตของเรา สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ที่ทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวก สบายและไม่อึดอัด บางคนต้องมีรถ ก็ต้องมีรถ บางคนชอบรถเล็ก บางคนชอบรถใหญ่ ก็ต้องมีรถเล็กรถใหญ่ตามความพึงพอใจของแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน อย่างนี้เป็นต้น
"ผมคิดว่า เราหลุดพ้นได้ เราต้องมีทรัพย์สินพื้นฐานที่ว่า ซึ่งจะต้องมีมากมีน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนคนนั้นเช่นกัน บางครั้งเราคิดว่า แค่บ้านเดี่ยวก็พอแล้วอยู่ได้แล้ว แต่อีกหลายคนอาจไม่ได้คิดเช่นนั้น ดังนั้น คำว่าทรัพย์สินที่เพียงพอของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกัน"
Oช่วยเหลือคนอื่นบ้างตามสภาพ
เมื่อมีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่นบ้างตามสภาพ อันนี้บุญชัยบอกว่า ก่อนจะมีอิสรภาพทางการเงินต้องเผื่อเรื่องนี้ด้วยหรือ ที่ยกข้อนี้ขึ้นมาเพราะเขาเห็นว่า บางครั้งชีวิตคนเราต้องมีรับและให้ ไม่ใช่ว่า เวลาเราอายุมาก เราจะไม่ให้เลยเสียทีเดียว เขาเชื่อว่า ถ้าเราได้ให้อะไรกับใคร เราจะรู้สึกมีความสุข มีความภูมิใจ ไม่ว่าเราจะให้ ณ วัยใดของเราก็ตาม ดังนั้น ก่อนจะมั่นใจว่า เราพร้อมจะมีอิสรภาพทางการเงิน ลองเผื่อหรือเตรียมความพร้อมเพื่อการให้ไว้บ้างก็ดี
"ผมเคยอ่านข้อคิดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า ท่านยังคงให้เงินคุณพ่อคุณแม่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน แม้ว่า คุณพ่อคุณแม่ จะอยู่กับท่านที่บ้าน และไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินอะไรอยู่แล้ว เหตุผลก็คือ ท่านได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ของท่านมีความสุขที่ได้มีโอกาสให้เงินหลาน ๆ หรือแม้กระทั่งให้เงินท่านด้วยซ้ำไป ในโอกาสพิเศษๆ ของแต่ละปี ความสุขของการได้ให้ เป็นยาวิเศษจริงๆ "
เมื่อมาถึงตรงนี้ บุญชัยมั่นใจว่า คนเราสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้แล้ว อิสรภาพทางการเงินของเขาคือ การไม่มีห่วงทางด้านการเงินอีกแล้ว หมายความว่า ได้เตรียมการไว้สำหรับเหตุการณ์ต่างๆ แล้วในระดับหนึ่ง โดยอิงกับพฤติกรรมของตัวเอง และสมมติฐานที่ว่า ยังคงดำรงมาตรฐานการครองชีพได้ในระดับหนึ่ง
"และเมื่อเรามีอิสรภาพแล้ว ก็ย่อมหมายความว่า เรามีอิสระที่จะทำงานที่เราชอบ ดำรงชีวิตที่เป็นอิสระ เลือกทำงานการกุศล ได้บ้าง ไปสอนหนังสือ หรือตอบแทนประเทศในมุมต่างๆ ที่เราถนัด แต่ข้อสำคัญ เมื่อมีอิสระ ก็ต้องระมัดระวังไม่ไปก่อให้เกิดภาระใหม่ จนทำให้ผลนั้นมาสั่นคลอนการเตรียมพร้อมเดิมๆ ที่เรามีไว้
ผมคิดว่า การจะมีอิสรภาพทางการเงินได้นอกจาก มีการวางแผนที่ดีอย่างที่ว่ามาตั้งแต่ต้นแล้ว ผมเห็นว่า การทำให้ได้ตามแผนก็เป็นเรื่องยากยิ่งทีเดียว การเก็บเงิน การรวบรวมเงิน การแบ่งเงินไว้สำหรับอนาคต ที่เรามักจะบอกว่า อีกตั้งนาน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มก็แล้วกัน ที่จริงเราจำเป็นต้องเข้าใจคำว่า วินัย อย่างลึกซึ้ง และต้องมีวันเริ่มต้น อย่าผัดไปผัดมา"
สำหรับผู้ที่ครอบครองอิสรภาพทางการเงินแล้ว Fundamentals ขอแสดงความยินดีด้วย ส่วนผู้ที่ยังเดินไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางนั้น ก็ขอให้สามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้โดยเร็ว ได้ทำงานที่ชอบและมีชีวิตที่มีความสุขภายใต้การวางแผนทางการเงินที่ตัวเองวาดหวัง
Tags : บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ • บลจ.ธนชาต

