ฝ่ายวิจัย บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆไปแล้วว่า QE หรือ Quantitative (Monetary) Easing หรือการผ่อนคลายเชิงปริมาณนี้ หมายถึงการทำให้เงินหาง่ายขึ้นด้วยการทำให้มีเม็ดเงินมากขึ้น ซึ่งวิธีการทำนี้อาจกระทำโดยตรงด้วยการพิมพ์ธนบัตรไปแจกประชาชนก็ได้ซึ่งปัจจุบันไม่มีใครทำกันแล้วเนื่องจากปัจจุบันธนาคารกลางสามารถใช้วิธีการทางบัญชีในการผลิตเงินสมมติขึ้นมาผ่านธนาคารพาณิชย์ได้ไม่ยาก และนำเงินที่ได้มาไปใช้ซื้อสินทรัพย์ต่างๆจากเอกชน จึงทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบไปโดยปริยาย
น่าเสียดายที่ทั้ง Beige Book และสุนทรพจน์ของคุณ Bernanke ไม่ได้มีการพูดถึง QE หรือการผ่อนคลายโดยตรง เราจึงต้องเรียนกันจากความจำในอดีต ไม่เช่นนั้นผมคงจะเอาตัวอย่างมาให้ดูกันเห็นๆ
ไม่เป็นไรครับ ตามที่สัญญาไว้ เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า QE สามารถกระทำได้อย่างไรบ้าง
วิธีแรกที่ธนาคารกลางอังกฤษใช้คือใช้วิธีการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากเอกชนในส่วนต่างๆของเศรษฐกิจ เมื่อเอกชนมีเงินสดมากขึ้นก็เหมือนเป็นการบีบให้เอกชนนำเงินสดดังกล่าวไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหรือเทียบเท่าเดิม เมื่อเอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นก็เกิดการสร้างงาน และเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น นอกจากนี้เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลปริมาณมากถูกธนาคารกลางกว้านซื้อไปปริมาณพันธบัตรรัฐบาลหมุนเวียนในตลาดก็มีน้อยลงทำให้ราคาสูงขึ้น เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรลดลง อัตราดอกเบี้ยก็ลดลงตามในที่สุด
วิธีนี้มีข้อดีคือเป็นการนำเงินไปให้เอกชนโดยตรง และนำเงินไปให้ทั่วถึงทั้งระบบเศรษฐกิจ จึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แบบองค์รวม ขณะเดียวกันธนาคารกลางก็ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องสินเชื่อแต่อย่างใดและสามารถปรับเปลี่ยนนโยบาย QE ดังกล่าวได้โดยง่าย เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลมีตลาดรองที่มีสภาพคล่องสูงและมีวันกำหนดชำระหนี้ที่ชัดเจน จึงทำให้ธนาคารกลางไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการปรับเพิ่มหรือลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการทำ QE ด้วยวิธีการนี้ ส่งผลต่อตลาดแค่เพียงเพิ่มสภาพคล่องและลดอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาสินเชื่อได้เลยเนื่องจากเอกชนยังแบกรับภาระความเสี่ยงจากเรื่องสินเชื่อไว้ดังเดิม วิธีการนี้จึงเหมาะกับประเทศที่ระบบการเงินการธนาคารยังไม่มีปัญหา ดังเช่นในกรณีของอังกฤษ หรือ QE2 ของสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน ช่วงวิกฤติสินเชื่อของสหรัฐฯ การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยเหลือเศรษฐกิจได้เลย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรรัฐบาลนั้นต่ำอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเอกชนไม่เชื่อใจกัน ซึ่งรวมถึงธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆได้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและอัตราดอกเบี้ยระหว่างเอกชนสูงผิดปกติ ดังนั้นในการแก้วิกฤติดังกล่าวธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคนกลางแบกรับความเสี่ยงแทน เพื่อให้เอกชนไว้ใจกันมากขึ้นด้วย ซึ่งทำได้โดยการเข้าซื้อหุ้นกู้เอกชน หุ้นกู้มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน และสินทรัพย์อื่นๆที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ลดความเสี่ยงให้กับเอกชน โดยธนาคารกลางจะเข้าซื้อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเป็นหลัก เพื่อสร้างความเชื่อใจให้เกิดในระบบธนาคาร เมื่อระบบธนาคารเริ่มมีเสถียรภาพ อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินก็ต่ำลง ส่งผลบวกต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวมและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา ดังที่เฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐฯได้ทำใน QE1
เอาละครับ คราวนี้คงกระจ่างนะครับว่า QE ทั้งสองแบบแตกต่างกันอย่างไร จริงๆแล้ว QE ยังกระทำได้ในอีกหลายๆรูปแบบที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่หลักการสำคัญก็มีเพียงว่าเป็นการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เข้าสู่ภาวะที่ควรจะเป็น ขณะที่มีการเตรียมการดูดเงินดังกล่าวกลับคืนมาอย่างแนบเนียนนั่นเอง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 0 2633 5299
www.ausirisgroup.com
Tags : QE • บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด
