กรุงเทพธุรกิจ

Creative Enterprise : Financial Support

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 08:28

ธปท.จี้แบงก์อุ้ม"เอสเอ็มอี" รื้อค่าต๋งทวงหนี้ก่อน1เม.ย.

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แบงก์ชาติเรียกผู้บริหารธนาคารพาณิชย์หารือ ยันเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว มอบการบ้าน 3 ข้อใหญ่ เร่งปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี รื้อค่าธรรมเนียมทวงหนี้ให้เสร็จก่อน 1 เม.ย.

และเพิ่มความระวังปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์รับมือดอกเบี้ยขาขึ้น ด้าน สศค.คาดจีดีพีไตรมาสแรกทะยานต่อเนื่อง เตรียมปรับประมาณการรอบใหม่ มี.ค.นี้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะนายกสมาคมธนาคารไทย กล่าวภายหลังหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกันตามปกติ ที่ ธปท.เชิญผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์มาหารือเป็นประจำทุกปี เพื่อรายงานสถานการณ์ล่าสุดในด้านต่างๆ ให้ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ได้รับทราบ

ทั้งนี้ ธปท.ได้รายงานภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยยืนยันว่า ภาพรวมปรับตัวดีขึ้นมาก ขณะที่ผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์เองก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี และ ธปท.ยังชื่นชมการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ด้วยว่า มีระบบจัดการที่ดีมาก ทำให้ทุกฝ่ายสามารถผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาได้

"แบงก์ชาติเชิญผู้บริหารแบงก์มาอัพเดทข้อมูลต่างๆ ให้ฟัง มี 2-3 เรื่อง คือ เรื่องภาวะเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้นมาก เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ผลประกอบการแบงก์ก็ยังดีอยู่ และแบงก์ชาติยังได้คอมเมนท์ด้วยว่าการบริหารความเสี่ยงของแบงก์ดีขึ้นมาก จึงทำให้ทุกฝ่ายผ่านพ้นวิกฤติมาได้" นายอภิศักดิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ ธปท.ได้แสดงความเป็นห่วงการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ด้วยกันใน 2-3 ประเด็น คือ เรื่องการปล่อยสินเชื่อในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เรื่องการคิดค่าธรรมเนียมในการให้บริการลูกค้า และเรื่องการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ในส่วนของสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้น ธปท.มองว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงอยากเห็นธนาคารพาณิชย์ให้ความสนใจกับสินเชื่อประเภทนี้มากขึ้น

ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมนั้น ธปท.ขอให้ธนาคารพาณิชย์กลับไปทบทวนการคิดค่าธรรมเนียมในบางประเภทใหม่ โดยเฉพาะในส่วนค่าธรรมเนียมในส่วนของการทวงหนี้ ซึ่ง ธปท.อยากให้มีความเป็นธรรมมากกว่านี้ และการทบทวนค่าธรรมเนียมใหม่นั้น ธปท.อยากให้ดำเนินการแล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 เม.ย.นี้

"ค่าธรรมเนียม แบงก์ชาติได้ฝากในส่วนการทวงหนี้ไว้ ซึ่งอยากให้ไปทบทวนใหม่ โดยอยากให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น อันไหนที่ดูแล้วไม่เป็นธรรมก็ไปทบทวนใหม่ซะ ซึ่งเขาอยากให้เสร็จก่อนวันที่ 1 เม.ย.นี้" นายอภิศักดิ์กล่าว

สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั้น ธปท. ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ที่มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่แนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น

ส่วนประเด็นการเมืองโดยเฉพาะการเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในคดีตัดสินยึดทรัพย์วันนี้ (26 ก.พ.) นั้น เขากล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการคุยกันในเรื่องนี้แต่อย่างใด

นายมงคล ลีลาธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในวันที่ 26 ก.พ.ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก และโดยส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ซึ่งการประชุมร่วมกับ ธปท. วานนี้ เป็นเพียงการหารือในเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท. ได้รายงานว่า เศรษฐกิจไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไทยด้วย

ด้านนายสาธิต รังคศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงภาวะเศรษฐกิจเดือน ม.ค. 2553 โดยประเมินว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จะขยายตัวได้ดีกว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสี่ปีก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ถึง 5.8% โดยดูได้จากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงเดือน ม.ค.สามารถขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม การประเมินดังกล่าวอยู่ภายใต้ปัจจัยการเมืองที่ไม่มีความรุนแรง และ สศค.จะทำการทบทวนการประมาณการเศรษฐกิจไทยอีกครั้งในเดือน มี.ค.นี้

"เมื่อดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ม.ค.เมื่อเทียบกับปีก่อนก็ถือว่าดีขึ้นทุกตัว แต่ถ้าเทียบเดือนต่อเดือนนั้น พบว่ายังมีตัวเลขบางตัวที่มีลักษณะแผ่วลงบ้าง หรือดีขึ้นบ้าง ถือว่า เป็นเรื่องที่ไม่ปกตินัก เช่น ท่องเที่ยวที่ดีขึ้นกว่าเดือน ธ.ค. หรือการกระตุ้นยอดขายของบางภาคธุรกิจ ฉะนั้นยังบอกไม่ได้ชัด แต่ถ้าดูแนวโน้มของเศรษฐกิจในไตรมาสสี่ปีก่อน ก็น่าจะมีโอกาสที่ไตรมาสแรกปีนี้จะดีกว่า"

สำหรับภาวะเศรษฐกิจในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยภาคการส่งออกและการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวได้เป็นตัวนำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะเดียวกัน การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องจักร สินค้าอุปโภคบริโภค สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวการณ์ฟื้นตัวแล้ว

ทั้งนี้ การส่งออกนั้นถือว่าขยายตัวใกล้ระดับปกติแล้ว โดยตลาดที่ขับเคลื่อนการส่งออกได้ดี คือ จีน และอาเซียน ส่วนตลาดใหม่ก็ขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ตะวันออกกลาง

"การส่งออกถือว่า เริ่มมีเสถียรภาพแล้ว เพราะถือว่า เราลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งน้อยลง ทำให้ความเสี่ยงด้านการส่งออกของเราน้อยลง ปัจจุบันการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป มีสัดส่วนประมาณ 10% ฮ่องกง ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง 6% สิงคโปร์ มาเลเซีย แอฟริกา 5% เวียดนาม และอินโดนีเซีย ประมาณ 3%"

ด้านการบริโภคในประเทศดีขึ้น จากรายได้เกษตรกรที่ดีขึ้น ทำให้กำลังซื้อในประเทศดี ดูได้จากยอดจำหน่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการลงทุนภาคเอกชน พบว่า มีการนำเข้ารถยนต์พาณิชย์ และรถกระบะ ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ขยายตัวได้ต่อเนื่อง รายจ่ายภาครัฐก็อยู่ในเกณฑ์ดี การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมก็ดีถึง 29%

การท่องเที่ยวนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งพบว่ายอดนักท่องเที่ยวดีกว่าเดือน ธ.ค.ซึ่งปกติจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากที่สุด และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวในเดือน ม.ค.ขยายตัวได้ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และเป็นยอดที่สูงกว่า 5 ปีก่อน

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยในด้านการว่างงานนั้น มีผู้ว่างงานเพียง 0.9% หรือ 3.5 แสนคน ถือว่าต่ำกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งปกติจะมีผู้ว่างงาน 4 แสนคน ทำให้เรามองว่าระดับการว่างงานในปัจจุบันนั้น เป็นระดับที่ดีเกินไป และอาจเข้าสู่การแย่งงานกันทำ สำหรับเงินเฟ้อขยายตัว 4.1% ต่อปี หนี้สาธารณะอยู่ที่ 45.6% ต่อจีดีพี และทุนสำรองทางการอยู่ที่ 1.42 แสนล้านดอลลาร์ เป็นระดับที่เพียงพอต่อการชำระหนี้ต่างประเทศได้ 5 เท่า

Tags : ธนาคารกรุงไทย สมาคมธนาคารไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. เอสเอ็มอี

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2

Hey, youย’re the goto eexprt. Thanks for hanging out here.

ความคิดเห็นที่ 1

SeLovu rvrvttagnpcr, [url=http://ndigmohtrhot.com/]ndigmohtrhot[/url], [link=http://pgkcylbggvrn.com/]pgkcylbggvrn[/link], http://pedleibdbrfp.com/

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า